background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม 2569

Login
Login

จับตา‘3พรรค’เปิดเกม‘แย่งเค้ก’ เดิมพันสุดท้าย คว้าชัยเลือกตั้ง

จับตา‘3พรรค’เปิดเกม‘แย่งเค้ก’ เดิมพันสุดท้าย คว้าชัยเลือกตั้ง

 

นับถอยหลังอีก 4 วัน จะถึงวันเลือกตั้งล่วงหน้า และจากนั้นอีก 1 สัปดาห์ คือวันเลือกตั้งจริง 8 ก.พ. ซึ่งเป็นจุดชี้วัดว่า พรรคการเมืองใดจะถือคะแนนนำ เพื่อก้าวไปสู่แกนนำจัดตั้งรัฐบาล

กับการเลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ. นี้ “สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) สรุปยอดผู้ลงทะเบียนไว้ทั้งสิ้น 2,410,425 คน แบ่งเป็น เลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้ง จำนวน 2,262,643 คน เลือกตั้งล่วงหน้านอกราชอาณาจักร จำนวน 139,535 คน และเลือกตั้งล่วงหน้าในเขต จำนวน 8,247 คน

ทั้งนี้ผู้ที่ตั้งใจใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ไม่ถูกจัดอยู่ในตัวเลขที่น่าจับตา เพราะคิดเป็นจำนวน 4.55% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 52,922,923 คน และคนกลุ่มนี้ตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกใคร เหลือแค่เดินเข้าคูหาเท่านั้น โดยคนกลุ่มนี้ถูกเดาทางไว้ว่า คือ กลุ่มของด้อมส้ม ที่จะลงคะแนนให้ “พรรคประชาชน” บทสะท้อนของการคาดหมายนี้ ทำให้ “พรรคอื่นๆ” ไม่ได้ออกกลยุทธ์ตีตลาดเท่าไร

เว้นแต่ “พรรคประชาชน” ที่จัดทีมกระชับพื้นที่ ทั้งกทม.ที่มีผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าสูงสุด 8.4 แสนคน ไปถึง จ.ชลบุรี ที่มีผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2.1 แสนคน จ.สมุทรปราการ ที่มีผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 1.6 แสนคน มาตั้งแต่ต้นสัปดาห์ 

จับตา‘3พรรค’เปิดเกม‘แย่งเค้ก’ เดิมพันสุดท้าย คว้าชัยเลือกตั้ง

เพราะในกลยุทธ์ของ “พรรคส้ม” ที่ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ประกาศไว้บนเวทีสามย่านมิตรทาวน์วันก่อน คือการดึงคะแนนจากคน 3 กลุ่ม คือ นิวโหวตเตอร์-คนที่นอนหลับทับสิทธิ์ครั้งที่แล้ว-คนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใคร ให้ออกมาเลือกพรรคประชาชน เพื่อเป้าหมายการคว้าชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ และเป็นเกมระยะยาว ส่ง “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” เป็นนายกรัฐมนตรีให้ได้ 8 ปี หรือ 2 สมัย

จับตา‘3พรรค’เปิดเกม‘แย่งเค้ก’ เดิมพันสุดท้าย คว้าชัยเลือกตั้ง

จากยุทธศาสตร์ที่ “แกนนำสีส้ม” ประกาศออกไป ในมุมวิเคราะห์ของนักวิชาการ ประเมินว่า “ดึงพลังของด้อมส้ม และนิวด้อมส้ม” ออกมาได้บ้าง แต่จากอากัปกิริยาของสังคม “สุวิชา เป้าอารีย์” ผู้อำนวยการนิด้าโพล มองว่า เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้า รอบนี้ยังสร้างกระแสได้ไม่ดีพอ หากวางเป้าหมายเกมเลือกตั้งไว้สูง ถึงระดับคว้าชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นพรรคอันดับหนึ่งที่มีคะแนนทิ้งห่างพรรคอันดับสองเกือบ 50 เสียง เพราะสมรภูมิเลือกตั้งรอบนี้ แต่ละเขต แต่ละพื้นที่ถูกขีดเส้นและระบายสีไว้ชัดว่า พื้นที่ใดเป็นของใคร

“พื้นที่เลือกตั้ง ตอนนี้ถูกแบ่งไปหมดแล้ว และอาจมีส่วนที่ยังไม่มีใครเป็นเจ้าของอยู่แค่ 7-8% เหมือนกับเค้กที่ถูกแบ่งไว้หมด เหลือแค่ก้อนเล็กๆ ที่ยังไม่มีใครกิน ดังนั้นแต่ละพรรคต้องมารุมแย่งเค้กชิ้นนี้ที่เหลืออยู่ เพื่อเพิ่มคะแนนให้ตัวเอง แต่อัตราจำนวนเท่านี้ไม่พอให้พรรคใดชนะขาด ดังนั้นในช่วงโค้งสุดท้าย ต้องจับตาการแย่งเค้กเพื่อนมากิน เหมือนเลือกตั้งปี 2566 ที่ส้มทุบแดง และชิงคะแนนมาได้ครึ่งหนึ่ง ซึ่งรอบนี้หากพรรคส้มจะเอาชนะแบบยิ่งใหญ่ ต้องวางยุทธศาสตร์แย่งเค้กให้ดี” สุวิชา ประเมิน

ผอ.นิด้าโพล ยังระบุอีกว่า กับเกมที่เป็นไปได้ตอนนี้ “สีส้ม” ต้องหากลยุทธ์เพื่อแบ่งเค้กมาจาก “สีแดง” เพราะหากตี “น้ำเงิน” คะแนนน้ำเงินจะถูกผ่องถ่ายไปที่ “พรรคสีฟ้า” ไม่ได้เข้าตัวเอง ซึ่งถือว่าสูญเปล่า ขณะที่สีอื่น หากจะใช้เกมอำนาจเล่นงาน “ผู้สมัครพรรคคู่แข่ง” ให้ออกจากสนาม พึงระวังกระแสย้อนกลับให้ดี เพราะอย่าลืมว่า “ความสงสาร” แปรผันเป็นแต้มได้เช่นกัน

กับอีกมุมวิเคราะห์ของ “สติธร ธนานิธิโชติ” นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาสถาบันพระปกเกล้า ประเมินด้วยว่า แคมเปญหาเสียงช่วงสัปดาห์สุดท้ายของแต่ละพรรคการเมือง ถือเป็นจุดชี้วัดว่าใครจะโกยคะแนนเสียงได้มากกว่ากัน แม้ก่อนหน้านี้แต่ละพรรคจะมีนโยบายเจาะจงกลุ่มพื้นที่ เพื่อตรึงคะแนนเสียงไว้กับตัวแล้ว แต่การสู้เลือกตั้ง หากมั่นใจว่าได้แน่ แต่ไม่แน่เสมอไป เพราะพรรคคู่แข่ง อาจเดินเกมตลบหลัง มาแย่งคะแนนไปได้

จับตา‘3พรรค’เปิดเกม‘แย่งเค้ก’ เดิมพันสุดท้าย คว้าชัยเลือกตั้ง

“ไม่ว่าพรรคจะมั่นใจว่าจะชนะเลือกตั้งในเขตไหนเพียงใด แต่ต้องไม่ลืมที่จะลงไปกระชับพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ยุทธศาสตร์ คือ เขตที่ได้ลุ้นต้องลงไปย้ำว่า ได้แน่ๆ เพราะการสู้กระแสแบบออนไลน์ หรือออนแอร์อย่างเดียวไม่ได้ การหาเสียงโค้งสุดท้ายนี้จึงสำคัญเพราะเป็นจุดชี้วัดที่ถึงขั้นเปลี่ยนตัวเลขเก้าอี้ตามโพลแต่ละที่คาดการณ์มาได้” สติธร กล่าว พร้อมย้ำว่า

ตอนนี้แต่ละพรรครู้จุดอ่อน จุดแข็งของตัวเองและรู้ว่าจะใช้วิธีอะไรกับคนของตัวเอง หากมองว่าเป็นกระแส ต้องย้ำกระแส หรือเป็นเรื่องกระสุนต้องยิงกระสุน

“ตัวนโยบายคือกระแส แต่การทำนโยบายปัจจุบันต้องพ่วงกระสุน คือ โครงการที่จะนำงบประมาณลงพื้นที่ เป็นการยิงกระสุนภาครัฐ หากพรรคใดได้ สส.ในพื้นที่ โครงการที่บอกไปจะได้ลงพื้นที่ ซึ่งการขายนโยบายแบบนี้ คือการยิงกระสุนแบบไม่ใช้เงินซื้อเสียง” สติธร ระบุ

กับวาระที่ “พรรคการเมือง” ต้องสู้กันแบบทุ่มสุดตัวนั้น หากโฟกัสตามเนื้อผ้า มี 3 พรรคการเมืองใหญ่ที่ต้องเบียดบี้ คือ “พรรคประชาชน-พรรคภูมิใจไทย-พรรคเพื่อไทย” ซึ่งล้วนมี เขตพื้นที่ของตัวเองอย่างชัดเจน 

จับตา‘3พรรค’เปิดเกม‘แย่งเค้ก’ เดิมพันสุดท้าย คว้าชัยเลือกตั้ง

ดังนั้นสิ่งที่ “สุวิชา-สติธร” ประเมินคล้ายกันคือ คะแนนที่แปรเป็นเก้าอี้ สส. อาจมาในระดับที่ใกล้เคียงกัน ไม่ทิ้งขาด ประมาณ 100-150 เสียง

ดังนั้น หากตัวเลขคณิตศาสตร์การเมืองไม่มีพรรคไหนจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ ต้องจับตาสูตรจับขั้ว-ตั้งรัฐบาล ที่ “สุวิชา” ประเมินว่า สามารถเป็นไปได้หมด เพราะเมื่อถึงเวลาแกนนำแต่ละพรรคพร้อมมองไปข้างหน้า เรื่องที่เคยกินแหนงใจมาก่อน สุดท้ายหากคุยกันรู้เรื่อง ก็จับมือกันได้

ขณะที่พรรคที่ถูกมองว่า คือ “ตัวแปร” ทั้ง “พรรคประชาธิปัตย์-พรรคกล้าธรรม-พรรคประชาชาติ” ที่คาดว่าจะถูกดึงเข้ามาเสริม เพื่อชิงการนำจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากเด็ดขาด ยังละสายตาไม่ได้ 

แม้จะมีการประกาศว่า บางพรรคไม่ร่วมสังฆกรรมกับบางพรรค แต่เมื่อถึงทีเด็ดทีขาดแล้ว “ผลประโยชน์” คือ คำตอบสุดท้ายที่จะชี้วัดข้างชนะในกระดานการเมืองหลัง 8 ก.พ.69