background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม 2569

Login
Login

‘พิธา’ คัมแบ็ก - ‘รักชนก’ ฟีเวอร์ ไพ่สุดท้าย ปั่นกระแสส้ม ฝ่ากระสุน

‘พิธา’ คัมแบ็ก - ‘รักชนก’ ฟีเวอร์ ไพ่สุดท้าย ปั่นกระแสส้ม ฝ่ากระสุน

โค้งสุดท้ายก่อน วันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย ทุกพรรคการเมืองต่าง “เร่งเครื่อง” เพื่อหวังมีชื่อเข้าสภาฯ ขณะเดียวกันขั้ว “3 ก๊กการเมือง” อย่างพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย ต่างระดมแผนกลยุทธทุ่ม “หมดหน้าตัก” หวังเข้า “ทำเนียบรัฐบาล” คั่วเก้าอี้นายกฯคนที่ 33

ในส่วนของ “ก๊กส้ม” อย่าง ปชน.แม้ว่าปัจจุบันกำลัง “ติดปีก” หลังเปิดไพ่ตาย “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ผู้เคยนำกระแส “พิธาฟีเวอร์” ในการเลือกตั้งปี 2566 กลับมาช่วยหาเสียงในโค้งสุดท้ายอีกครั้ง ขณะเดียวกันเกิดพลังส้ม “ออร์แกนิก” ผลักดันให้ “ไอซ์ รักชนก” ศรีนอก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ปชน.ลำดับที่ 28 กลายเป็น “พายุน้ำแข็ง” พัดพากระแสส้มให้ติดลมบนอยู่ในตอนนี้

หากนับจังหวะทางการเมืองของ “ก๊กส้ม” ในนามพรรค ปชน. พบว่า เดินยุทธศาสตร์ “พลาดพลั้ง” มาแล้วอย่างน้อย 3 ครั้ง

ครั้งแรก คือการโดน“ต้มส้ม” จาก “ภูมิใจไทย” ภายหลังการประกาศ “Grand Compromise” ของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า เพื่อหวังเปิดดีล “ฝ่ายจารีต” ให้โอกาส “ก๊กส้ม” ได้เข้าไปบริหารประเทศ จึงหวังโน้มน้าวให้ “ภูมิใจไทย” ช่วยในการโน้มน้าว สว.สีน้ำเงิน ผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปิดทางรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยแลกกับการโหวต “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯคนที่ 32

แต่บทสรุปสุดท้ายอย่างที่หลายคนทราบไปแล้วคือ นอกจากจะโดน “ดัดหลัง” รัฐธรรมนูญแท้งก่อนวัยอันควร ยังทำให้เสริมสร้าง “บารมีสีน้ำเงิน” ในเครือข่ายอนุรักษนิยมให้ “แนบแน่น” ขยายใหญ่กว่าเดิมหลายเท่า ขณะเดียวกันคดีที่เป็นชนักปักหลังไว้อย่าง “เขากระโดง-ฮั้ว สว.” ดูเหมือนจะเดินหน้าไปอย่างเนิบช้า หรือไม่เดินหน้าเลยด้วยซ้ำ

ครั้งที่สอง คือการชูแคมเปญ “มีเรา ไม่มีเทา” จนมาถึงจุด “กาส้ม ล้มเทา” ทว่าแคมเปญนี้ ดูเหมือนจะ “ล้มเหลว” แทบจะสิ้นเชิง และปัจจุบันแทบไม่มีแกนนำพรรคคนไหนหยิบยกมาพูดถึงอีกต่อไปแล้ว เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อผู้สมัคร สส.ของพรรคส้ม ซึ่งฝังตัวในพรรคมานานหลายปี โดนจับในข้อหาพัวพันกับการฟอกเงิน และเว็บพนัน ส่งผลให้แคมเปญนี้ “ไม่ขลัง” เหมือนยุค “มีเรา ไม่มีลุง” อีกต่อไป

แถมยังเจอ “ปมเสี่ยง” ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนวันเลือกตั้งอีกราว 10 วัน เพราะ “ฝ่ายรัฐบาล” ยัง “อุบไต๋” ว่ามีนักเลือกตั้ง-เครือข่ายพรรคการเมือง เหลืออีก 8 คนที่อาจพัวพันกับ “สแกมเมอร์-ฟอกเงิน” โดยในส่วน ปชน.เจอไปแล้ว 2 คน ซึ่งที่ผ่านมา “แกนนำส้ม” เคยออกมาแฉว่า ยังเหลือในพรรคอีก 2-3 คน ดังนั้นหากเจอบุกจับในช่วงโค้งสุดท้ายแบบนี้ อาจสกัดคะแนนเสียงที่มีต่อพรรคส้มได้

ครั้งที่สาม ในช่วงเวลาเดียวกันกับการเปิดหน้า“ดีลสีน้ำเงิน” เพื่อหวังผ่านรัฐธรรมนูญใหม่นั้น มี “คีย์แมนส้ม” บางคน เดินสายคุยตามวง “นักวิชาการ” โดยเฉพาะ “กุนซืออีลีต” เพื่อทำความเข้าใจ ถึงบทบาทและตำแหน่งแห่งที่ของ “ก๊กส้ม” ในปัจจุบันว่า มิใช่พรรค “ซ้ายจัดดัดจริต” แบบเก่าก่อน แต่ปัจจุบันคือพรรค “ประนีประนอมครั้งใหญ่” ตามแนวทาง “ธนาธร” แล้ว

หลังจากนั้นภายหลังยุบสภาฯ ปชน.ได้เปิดตัวทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ผ่านแคมเปญ “The Professionals” เชื้อเชิญบรรดา “นักวิชาการ-เทคโนแครต-นายทุน” มาร่วมขบวนพาเหรดส้ม นัยสำคัญคือการสะท้อนให้ “ฝ่ายจารีต” เห็นว่า การบริหารรัฐบาลโดย ปชน. จะไม่มีการ “ทะลุเพดาน” เหมือนเมื่อครั้ง “อนาคตใหม่-ก้าวไกล” อีกต่อไป

ยุทธวิธี “Grand Compromise” ดังกล่าว สอดคล้องกับคำพูดของ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการคณะก้าวหน้า ที่ชู “ทฤษฎี 3 ชีวิต” กล่าวคือ พรรคนี้มี 3 ช่วงชีวิต ตอนนี้ถึงชีวิตที่ 3 แล้ว บริบทก็เปลี่ยน ชีวิตมันเปลี่ยน สถานการณ์มันเปลี่ยน พอชีวิตเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน วิธีการเดินก็เปลี่ยน แต่หลักใหญ่ใจความ Core Value (ค่านิยมหลัก) ของพรรค วิธีคิดก็ยังเหมือนเดิม

“3 ชีวิตคืออะไร ช่วงแรกเราตั้งมาเพื่อสู้กับ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องดึงพลังของคนออกมาจำนวนมาก ทั้งคนที่ไม่เคยสนใจการเมืองเลย หรือคนสารพัดสีมารวมพลังกัน ดังนั้นออกลักษณะที่อาจจะดูปลุกเร้า พอมารอบ 2 มันต่อเนื่องจากสถานการณ์การชุมนุม แล้วต้องการสกัดไม่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ (จันทร์โอชา นายกฯขณะนั้น) สืบทอดอำนาจอีก มาถึงช่วงที่ 3 จะเป็นรัฐบาลแล้ว คุณต้องใช้การเลือกตั้งให้จบ แล้วต้องเป็นรัฐบาล ต้องเดินอีกแบบหนึ่ง” ปิยบุตร กล่าว

ดังนั้นพรรค ปชน.ปัจจุบันมิใช่อยู่ใน “โหมดรบ” เหมือนยุคชูแคมเปญ “มีเรา ไม่มีลุง” แต่เป็น “โหมดประนีประนอม” พร้อมตั้งรัฐบาล แม้ว่าพรรคจะพยายามปลุกกระแสเลือกรัฐบาลพรรคเดียว เพื่อจะได้ไม่ต้องพึ่ง “ใบอนุญาตที่ 2” ก็ตาม แต่ถือเป็น “โจทย์หิน” ที่ยากยิ่งกว่ายาก

ส่งผลให้ในทางหนึ่ง พรรคพยายามป่าวประกาศว่า ขอให้โหวตเตอร์กา ปชน.2 ใบเพื่อตั้งรัฐบาลพรรคเดียว แต่อีกทางหนึ่งเมื่อถูกถามเรื่อง “พรรคร่วมรัฐบาล” ก็ไม่ปิดทาง พร้อมร่วมงานได้กับทุกพรรค แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ ปชน.ต้องเป็นพรรคอันดับ 1 และไม่ร่วมกับ “พรรคกล้าธรรม” อย่างเด็ดขาด นอกจากนี้จะไม่โหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯอีกต่อไปแล้ว

ทว่าแคมเปญ “The Professionals” ของพรรคที่ออกมา ดูเหมือนว่าจะ “แป้ก” เสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะแม้บรรดากูรูที่เปิดชื่อมา ยังมีความเชี่ยวชาญช่ำชองในด้านนั้น ๆ จริง แต่เป็นประเภท “ทำงานเบื้องหลัง” ไม่มีใครรู้จักหน้าค่าตา ไม่มีอิมแพ็คในสังคม ส่งผลให้คนเริ่มไม่ค่อยพูดถึงแคมเปญนี้แล้ว

กอปรกับ “โพลภายใน” ของ ปชน.เอง ที่สะท้อนให้เห็นว่า จำนวน สส.ที่มีแนวโน้มว่าจะชนะการเลือกตั้ง ยังคงอยู่ที่ราว 150 บวกลบ ซึ่งใกล้เคียงกับตอนปี 2566 ซึ่งยังไม่เพียงพอ หากต้องการชนะ “ใบอนุญาตที่ 2” จึงมีความจำเป็นต้อง “แก้เกม” ด้วย 2 “ไพ่ตาย” สุดท้าย คือ

1.) การเรียก“พิธา” จากเมืองนอกคัมแบ็กกลับไทย มาช่วยหาเสียงในโค้งสุดท้าย โดยเฉพาะการขึ้นเวที 25 ม.ค.ที่สามย่านมิตรทาวน์ที่ผ่านมา ได้รับเสียงตอบรับค่อนข้างดี แม้ว่าจะไม่เท่าช่วงกระแสสูง “พิธาฟีเวอร์” แบบปี 2566 ก็ตาม

2.) การปลุกกระแส “ปฏิรูปประกันสังคม” โดยที่ผ่านมามี สส.แค่ 2 คนในพรรคที่ “เอาจริงเอาจัง” กับเรื่องนี้ คือ “ไอซ์ รักชนก” และ “เนม สหัสวัต คุ้มคง” ผู้สมัคร สส.ชลบุรี เขต 7 ทั้ง 2 คนขุดคุ้ยมานานเกือบปี กระทั่งเมื่อพรรคเห็นว่า แคมเปญอื่น ๆ “แป้ก” แทบทั้งหมด จึงจำเป็นต้อง “โหมโรง” ครั้งสุดท้ายไปที่เรื่องประกันสังคม หวังกวาดต้อนผู้ประกันตนราว 24 ล้านคนมาเป็น “ฐานเสียง” ให้ได้ 

ปัจจุบันไพ่ตายใบนี้ ทรงประสิทธิภาพอย่างยิ่งยวด จนส่งผลชื่อชั้นของ “ไอซ์ รักชนก” กลายเป็นกระแส “พายุน้ำแข็ง” และได้รับการพูดถึงจากหลายสื่อ

ท่ามกลางเสียงเล่าอ้างหนาหูว่า โพลบางพรรคที่เห็นผ่านหน้าสื่อนั้น ยังไม่ถึงจุดที่ “ยิงกระสุน” ด้วยซ้ำ ดังนั้นในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง อาจได้เห็นการ “กระหน่ำ” ยิงกระสุนไปอีกหลายนัด ทำให้ “โพลสีส้ม” อาจไม่ตรงไปตามเป้าอย่างที่คิด

บทสรุปสุดท้าย “ไพ่ตาย” 2 ใบนี้จะส่ง ปชน.ถึงฝั่งฝัน พา “ณัฐพงษ์” เข้าทำเนียบรัฐบาล นั่งเก้าอี้นายกฯคนที่ 33 ได้จริงหรือไม่ ลุ้นกัน 8 ก.พ.นี้