เงื่อนปมการใช้งาน "เว็บแอป" ของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนัก หลังในแอปพลิเคชั่นดังกล่าว "ปิดปรับปรุง" หลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดเดิมประกาศจะใช้งานได้ในช่วงเช้าวันนี้ (27 ม.ค.) อย่างไรก็ดีได้แจ้งเลื่อนการประกาศใช้งานไปอีกรอบหนึ่ง โดยมีกำหนดเปิดใช้งานได้ในวันที่ 1 ก.พ. 2569
ผลจากการปิดปรับปรุงเว็บแอปดังกล่าว ส่งผลให้ผู้ประกันตนจำนวนมาก ที่ทำเรื่อง เงินชดเชยเยียวยาหลังออกจากงาน ไม่ได้รับเงิน สร้างความเสียหายแก่ผู้ประกันตนเป็นวงกว้าง
ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ ประกันสังคม รวมถึงการบริหารงบประมาณของกองทุนประกันสังคม ที่ดูท่าไม่ค่อยชอบมาพากลนัก ตั้งแต่การควักเงินผู้ประกันตนเฉียด 7 พันล้านบาท ไปลงทุนใน "ทรัสต์" เพื่อซื้อบริษัทให้ได้มาซึ่ง "ตึก Skyy9" การลงทุนใน "TU Dome" และยังมีข้อกังขาถึงการลงทุนในหุ้น บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA และบริษัท สตาร์คคอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK หรือไม่
สำหรับ "เว็บแอป" ที่กำลังเกิดปัญหาดังกล่าว มีสัญญาที่เกี่ยวข้องด้วยกัน 2 ส่วนคือ 1.สัญญาการจัดทำ "เว็บแอป" วงเงิน 848 ล้านบาท และ 2.สัญญาการจัดทำแอปพลิเคชั่น SSO+ วงเงิน 275 ล้านบาท โดยทั้ง 2 กรณีกรุงเทพธุรกิจเคยนำเสนอไปแล้วตั้งแต่ช่วงปี 2568
เพื่อให้หลายคนเข้าใจภาพรวมมากขึ้น "กรุงเทพธุรกิจ" ขมวดปมให้สาธารณชนรับทราบกันอีกครั้ง ดังนี้
เว็บแอป 848 ล้านบาท
โครงการประกวดราคาจ้างโครงการปรับเปลี่ยนระบบงานประกันสังคมบนเครื่องคอมพิวเตอร์เมนเฟรม เป็นระบบ Web Application หรือ “เว็บแอป” ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) วงเงินงบประมาณ 850 ล้านบาท กำหนดราคากลาง 848,925,000 บาท
พบว่า มีผู้ชนะการประมูลคือ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสริช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ “IRCP” ด้วยวงเงิน 848 ล้านบาท แต่กลับไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดในโครงการดังกล่าวแก่สาธารณะ เนื่องจาก กมธ.ติดตามงบสภาผู้แทนราษฎร กังขาว่า โครงการนี้ดำเนินการอย่างล่าช้า และส่อพบข้อพิรุธในสัญญาจำนวนมาก
กรุงเทพธุรกิจ สรุปข้อเท็จจริงในการประมูลโครงการดังกล่าวไปแล้ว 3 เงื่อนปม ได้แก่
1.) ขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง ทำ 2 ครั้ง ยกเลิก 1 ครั้ง โดยในครั้งที่ 2 มีผู้เสนอราคา 2 รายคือ IRCP เสนอราคา 848,500,000 บาท (ต่ำกว่าราคากลาง 425,000 บาท) และบริษัท ยิบอินซอย จำกัด เสนอราคา 848,888,000 บาท (ต่ำกว่าราคากลาง 37,000 บาท) และ IRCP เป็นผู้ชนะการประกวดราคาครั้งนี้ ด้วยวงเงิน 848 ล้านบาท (ต่ำกว่าราคาที่เสนอ 500,000 บาท ต่ำกว่าราคากลาง 925,000 บาท) และทำสัญญาดำเนินการเมื่อ 20 ธ.ค.2564 แต่จนถึงปัจจุบันยังส่งมอบงานไม่แล้วเสร็จ
นอกจากนี้ ยังไม่มีคำชี้แจงจาก สปส.ว่า สาเหตุประการสำคัญที่ทำให้ต้องยกเลิกการประกวดราคาเมื่อต้นปี 2564 ทั้งที่ได้ผู้ชนะการประกวดราคาแล้วคืออะไร และเอกชนที่เข้าร่วมประกวดราคาครั้งดังกล่าวอีก 2 รายคือใคร และใครเป็นผู้ร้องเรียน จนนำไปสู่การยกเลิกการประกวดราคาครั้งนั้น นอกจากนี้แม้ว่าจะมีการประมูล ครั้งที่ 2 แล้วก็ตาม ซึ่งได้ผู้ชนะราคาเจ้าเดิม แต่โครงการนี้แม้จะสิ้นสุดในสัญญาเมื่อ 20 ธ.ค.2566 แล้ว
2.) หลังสิ้นสุดสัญญาเมื่อ 20 ธ.ค.2566 ปรากฏว่า ผู้รับจ้างยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ โดยทำหนังสือถึง สปส.อ้างว่าติดช่วงสถานการณ์โควิด-19 จึงส่งมอบงานล่าช้า กระทั่งถึงเดือนก.ค.2567 มีการส่งมอบงานให้แก่ สปส.รวมค่าปรับที่ต้องจ่าย ณ เวลานั้นกว่า 193 ล้านบาท แต่ สปส.ได้ยกเว้นไม่ปรับ เนื่องจากได้รับเงื่อนไขตามนโยบายรัฐบาลช่วงโควิด-19
อย่างไรก็ดีนับจาก ก.ค.2567 จนถึงปัจจุบัน (5 มี.ค.2568) ผ่านมาราว 8 เดือน แต่ก็ยังไม่สามารถส่งมอบงานครบทุกงวดได้ ซึ่งหากคำนวณตามค่าปรับ จะต้องถูกปรับอีกราว 84 ล้านบาท
3.) ในคุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอราคา ข้อ 13 ระบุว่า ผู้ยื่นข้อเสนอราคา จะต้องมีประสบการณ์ และมีผลงานในการดำเนินงานด้านพัฒนาระบบสารสนเทศหรือ ผลงานเกี่ยวกับจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ หรือระบบเครือข่ายสารสนเทศ มูลค่าไม่ต่ำกว่า 170,000,000 บาท (หนึ่งร้อยเจ็ดสิบล้านบาทถ้วน) ในสัญญาเดียว ในระยะเวลา ไม่เกิน 10 ปี นับตั้งแต่วันรับมอบโครงการ ถึงวันยื่นเอกสารประกวดราคา เป็นคู่สัญญาตรงกับส่วนราชการ หน่วยงานตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น หน่วยงานอื่นๆ ซึ่งมีกฎหมายบัญญัติให้มีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานเอกชนที่สำนักงานประกันสังคมเชื่อถือ
จากการตรวจสอบในฐานข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในช่วง 10 ปีก่อนที่ IRCP จะเข้าประกวดราคา “เว็บแอป” พบว่า ไม่เคยมีการทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐแห่งใดเพียง “สัญญาเดียว” ที่วงเงิน 170 ล้านบาท
โดยโครงการมูลค่าสูงสุดคือ สัญญากับองค์การกระจายเสียง และแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ “ไทยพีบีเอส” ในการซื้ออุปกรณ์เพื่อการปรับปรุงระบบ Combiner ยี่ห้อ Spinner เพื่อรองรับการใช้งานย่านความถี่ 470 - 694 MHz โดยวิธีเฉพาะเจาะจง วงเงิน 147,462,050 บาท
ดังนั้น IRCP ผ่านคุณสมบัติข้อนี้ได้อย่างไร หรือว่า IRCP เคยเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานเอกชนที่สำนักงานประกันสังคมเชื่อถือ ซึ่งเป็นคู่สัญญาวงเงินไม่ต่ำกว่า 170 ล้านบาท ในสัญญาเดียวหรือไม่
โครงการในขั้นตอนการประกวดราคาในส่วนของการกำหนด “ราคากลาง” โดยโครงการปรับเปลี่ยนระบบงานประกันสังคมบนเครื่องคอมพิวเตอร์เมนเฟรมเป็นระบบ Web Application มีสำนักบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ สปส. เป็นหน่วยงานเจ้าของโครงการ ระบุวงเงินงบประมาณ 850 ล้านบาท เป็นการใช้วงเงินงบประมาณเมื่อปี 2561 กำหนดราคากลางเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2564 เป็นเงิน 848,925,000 บาท แบ่งเป็น ค่า Hardware 213,129,000 บาท ค่า Software 467,796,000 บาท ค่าพัฒนาระบบ 147 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายอื่นๆ 21 ล้านบาท
โดยมีที่มาของราคากลาง (อ้างอิง) จากบริษัท 3 แห่ง ได้แก่ 1.NTT Solutions (Thailand) Limited 2.Thai Transmission Industry Co., Ltd. 3.Prior Solution co., Ltd. แต่สิ่งที่หลายคนอาจยังไม่ทราบคือ เอกชนทั้ง 3 แห่ง เคยปรากฏข้อมูลเป็นคู่สัญญารัฐอย่างน้อย 438 โครงการ รวมวงเงินไม่ต่ำกว่า 3,053.62 ล้านบาท
แอปพลิเคชั่น SSO+ 275 ล้านบาท
โครงการ SSO+ ดำเนินการด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ปีงบประมาณ 2565 เมื่อ 26 ม.ค. 2565 วงเงินงบประมาณ 276,303,400 บาท ราคากลาง 276,303,400 บาท พบว่า ผู้ชนะการประกวดราคา กิจการร่วมค้าเอแอนด์บี คอนซอเตียม ระหว่าง บริษัท แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ "AIT" และบริษัท บอสอัพ โซลูชั่น จำกัด โดยเสนอราคา 275,500,000 ก่อนจะถูกประกาศชื่อเป็นผู้ชนะการเสนอราคาด้วยวงเงิน 275 ล้านบาท (ต่ำกว่าราคากลาง 1,303,400 บาท ต่ำกว่าราคาที่เสนอ 5 แสนบาท) โดยมีนายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ เลขาธิการ สปส. (ขณะนั้น ปัจจุบันเป็นปลัดกระทรวงแรงงาน) ลงนาม
ในเอกสารราคากลางโครงการ SSO+ พบว่า วงเงินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรจำนวน 276,303,400 บาท กำหนดราคากลางเมื่อ 11 ม.ค. 2565 เป็นเงิน 276,303,400 บาท แบ่งเป็น ค่า Software 228,000,000 บาท ค่าพัฒนาระบบ 44,003,400 บาท ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ 4,300,000 บาท โดยระบุแหล่งที่มาของราคากลาง 3 รายได้แก่ บริษัท แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) บริษัท เบนซ์มาร์ค วิชั่น จำกัด และบริษัท บล็อคฟินท์ จำกัด
น่าสังเกตว่า ในการสืบราคากลางของ สปส.เพื่อทำโครงการ SSO+ นั้น มีการสืบราคากลางจาก บริษัท แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ที่ต่อมาได้เข้ายื่นเสนอราคาในฐานะ “กิจการร่วมค้า เอแอนด์บี คอนซอเตียม” (ร่วมกับ บริษัท บอสอัพ โซลูชั่น จำกัด) และเป็นผู้ชนะการประกวดราคาครั้งดังกล่าว
จากการตรวจสอบฐานข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พบว่า บริษัท แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐหลายแห่งกว่า 813 โครงการ ระหว่างปีงบประมาณ 2558-2568 (10 ปีงบประมาณที่ผ่านมา) เป็นเงินอย่างน้อย 18,985.61 ล้านบาท
หากนับเฉพาะเป็นคู่สัญญากับสำนักงานประกันสังคม พบว่า เป็นคู่สัญญาอย่างน้อย 17 โครงการ รวมวงเงินไม่ต่ำกว่า 2,051.75 ล้านบาท โดยสัญญาที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาทขึ้นไปมีอย่างน้อย 7 สัญญา ได้แก่
ส่วนบริษัท บอสอัพ โซลูชั่น จำกัด พบว่า เคยเป็นคู่สัญญาภาครัฐหลายแห่งอย่างน้อย 52 โครงการ รวมวงเงินกว่า 77.16 ล้านบาท แต่ไม่เคยคว้างานในฐานะ “ส่วนตัว” กับ สปส. ดังนั้นการเป็นกิจการร่วมค้า เอแอนด์บี คอนซอเตียม กับบริษัท แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) จึงถือเป็นการทำสัญญาครั้งแรกกับ สปส.
อย่างไรก็ดีบริษัทที่เกี่ยวข้องทั้งหมดข้างต้น ยังมิได้ถูกร้องเรียนถึงปัญหาในการจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านมาแต่อย่างใด ทั้งนี้การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว เป็นไปเพื่อผลประโยชน์สาธารณะเท่านั้น





