นับว่ากลยุทธ์หาเสียงของพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย อาศัยไทม์มิ่งที่กำลังเข้าสู่ช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนถึงวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ปล่อยทีเด็ด สร้างกระแสเพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงในจังหวะไล่เลี่ยกัน
พรรคส้มยังมั่นใจในลีลาของ ทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่เพิ่งเปิดตัวขึ้นปราศรัยสามย่านมิตรทาวน์ ให้แฟนๆ หายคิดถึง พร้อมๆ กับแกนนำตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล และบรรดาโปลิตบูโร หรือผู้นำจิตวิญญาณและความคิด ขึ้นเวทีกันพร้อมเพรียง
ประเด็นสำคัญ คือการไฮปาร์คของแกนนำแต่ละคนในการปลุกกระแสกาส้มให้ทะลุ 250 ที่นั่ง แม้คนในพรรคจะรู้ดีว่าไม่ใช่เรื่องง่ายก็ตาม แต่ดูเหมือนพรรคส้มไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าการเป็นรัฐบาลพรรคเดียว แต่ก็ไม่ปิดโอกาสตัวเอง หากเดินไปไม่ถึงเป้าหมาย ตามที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประกาศไว้ ถ้าต้องร่วมเป็นรัฐบาลผสมก็พร้อมแลก เพื่อถือธงส้มเข้าไปปักในทำเนียบรัฐบาล ประกาศตัวว่ามีอำนาจกับเขาเสียที
คู่แข่งจึงประมาทส้มไม่ได้ กับจุดยืนทางการเมือง และความอยากเปลี่ยนแปลงแก้ปัญหาประเทศ แม้ที่ผ่านมา การจัดตั้งรัฐบาล 2 ครั้ง ต้องผิดหวัง บ้างก็ว่า โดนหลอก โดนต้ม เสียรู้นักการเมืองเขี้ยวลากดิน มีดปักเต็มหลังก็เถอะ
พรรคที่เน้นกระแสสู้กระสุน อาจจุดติดด้วยวาทกรรม หรือเรื่องอะไรขึ้นมาได้ทุกเมื่อ หากเรื่องนั้นสร้างอิมแพ็ก หรือปลุกอารมณ์คนในสังคมที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ให้เห็นความเน่าเฟะ ล่าสุด เรื่องประกันสังคม ที่เอาเงินผู้ประกันตนไปลงทุนกับอะไรที่น่ากังขา ใช้เงินไม่คุ้มค่าไม่พอ ยังส่อถึงความไม่โปร่งใส และอาจเปิดช่องเครือข่ายนักการเมืองหาประโยชน์มาตลอดอีกด้วย
ฟากเพื่อไทย ที่เพิ่งเปิดนโยบายเด็ดสร้างเศรษฐีวันละ 9 คน ตามสูตรพรรคที่เน้นโปรลดแลกแจกแถม แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อย แต่ในแง่ของการตลาด นับว่าประสบความสำเร็จ ทำให้ถูกพูดถึงวงกว้าง แต่จะแปลงเป็นคะแนนเสียงได้หรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ปฏิเสธไม่ได้ว่า เวทีปราศรัยในหลายพื้นที่ พรรคตรงข้ามเพื่อไทย โจมตีเรื่องที่พูดแล้วทำไม่ได้ โดยเฉพาะดิจิทัลวอลเล็ต หรือโครงการแจกเงินหมื่น ซึ่งประชาชนอีกหลายกลุ่มยังไม่ได้รับ ตรงนี้เลยเปิดช่องให้ถูกขยี้แบบดิ้นไม่หลุด
เมื่อเทียบกับปี 66 ตอนเพื่อไทยเปิดนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต กับวันนี้ที่เปิดแคมเปญสร้างเศรษฐี เรื่องไหนสร้างกระแสได้มากกว่ากัน จะใช่เรื่องเงินหมื่นหรือไม่ เพราะเงินล้าน โอกาสที่แต่ละคนจะได้ เปอร์เซ็นต์แทบไม่มี จนอาจมองเป็นเรื่องไกลตัว
กลายเป็นเรื่องที่อนุทิน ชาญวีรกูล จากภูมิใจไทย ได้โอกาสบลั๊ฟเพื่อไทยแบบเจ็บจี๊ดถึงนโยบายสุ่มแจกล้าน กว่าคนไทยจะได้ครบทุกคนใช้เวลา 2 หมื่นปี แถมตอกโครงการแจกเงินหมื่นว่า ทำไม่จบ ไม่สามารถประเมินได้ถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจ
พรรคสีน้ำเงิน โดยเฉพาะอนุทิน ดูสบายๆ ไม่มีรีบร้อนกดดัน เมื่อเทียบกับพรรคส้มและแดง เลือกกลยุทธ์เดินสายหาเสียงแบบออแกนิกส์ ตระเวนไปไหนก็เน้นชมชิมช้อปเสียมากกว่า นโยบายไม่มีความหวือหวา ซอยเท้าย่ำอยู่กับคนละครึ่งพลัส และกระแสชาตินิยมชายแดน เป็นหลัก
แต่ก็ไม่วายที่อนุทิน พอขึ้นเวทีปราศรัยที่หนองคาย จะเอาเรื่องรวยจนเป็นจุดขาย บอกชาวบ้านว่า ตัวเองเป็นนายกฯ 2 เดือน ทำให้ประชาชนได้เยอะแล้ว รับรองว่าถ้าได้เป็นอีก 4 ปี จะทำจนประชาชนร้องว่าพอแล้วๆ รวยไม่ไหวแล้ว ขอให้เชื่อว่าผมทำได้
ที่น่าสนใจคือ อนุทิน ให้ความมั่นใจว่าปัญหาชายแดนกัมพูชา จะไม่มีการประจันหน้าหรือปะทะกันอีกต่อไป เพราะเราควบคุมพื้นที่ที่เป็นของเราไว้หมด เราลุยเรียบร้อยแล้ว ได้อธิปไตยคืนมาเรียบร้อยแล้ว “ไม่ต้องกังวล มันจะไม่มีเหตุอะไรเกิดขึ้น”
คนที่ฟังลุงหนูจ้อคงอาจจะนึกสงสัย ว่ามีอะไรทะแม่งๆ หรือไม่อย่างไร เพราะพูดอย่างกับสั่งหยุดสั่งลุยได้ยังไงยังงั้น หรือสถานการณ์มาถึงจุดที่ตอบโจทย์อะไรบางอย่างแล้วหรือไม่อย่างไร
ถึงอย่างนั้นก็ตาม ภูมิใจไทยที่เบาแรงหาเสียงกว่าพรรคอื่นๆ อาจได้ปัจจัยหนุน คือกลไกอำนาจรัฐ และอำนาจลับอื่น ที่เป็นลมใต้ปีกให้สีน้ำเงินฮึกเหิม จนถูกมองว่า เป็นตัวเต็งสำคัญในการตีตราจองเป็นแกนหลักจัดตั้งรัฐบาลต่ออีกสมัย





