เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2569 ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัคร สส.เขต 2 สงขลา พรรคประชาชน ถูกคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงสาธารณสุข มีมีมติตามคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง นพ.สุภัทร สมัยดำรงตำแหน่งราชการเป็นผอ.รพ.จะนะ จ.สงขลา ในการจัดซื้อชุดตรวจ ATK ว่ามีความผิดให้ปลดออกจากราชการ กระทบกับคุณสมบัติการเป็นผู้สมัคร สส.หรือไม่
โดย ร.ต.ภาสกร กล่าวว่า กรณีเช่นนี้ต้องไปดูว่าเขาถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งหรือไม่ หากสั่งให้พ้นจากเหตุการณ์ทุจริตหรือไม่ เพราะกฎหมายเลือกตั้ง มาตรา 42 (10) ระบุว่า เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ อย่างไรก็ตาม การทุจริตประพฤติชอบในวงราชการนั้นเราก็ต้องไปดูว่าข้อเท็จจริงเขาถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งหรือไม่ อย่างไร หรือสั่งให้พ้นจากเหตุอะไร
เมื่อถามว่า กรณี นพ.สุภัทร ลาออกจากราชการ ก่อนผลการสอบสวนและนำมาสู่มติดังกล่าวไปก่อนหน้านี้แล้ว จะนับด้วยหรือไม่ รองเลขาธิการ กกต.กล่าวว่า ต้องดูว่าคำสั่งที่สั่งให้พ้นนั้นเมื่อไหร่ อย่างไร ในกฎหมายเขียนว่า “เคยถูกสั่งให้ออกจากราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่” คำว่า “เคย” นั้นจะเคยมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แต่ถ้า “เคย” ปุ๊บก็เข้าลักษณะต้องห้ามทันที อย่างไรก็ตาม กฎหมายจะนับหลังจากที่มีการลงนามในคำสั่งนั้นอย่างเป็นทางการก่อน หากบอกว่าเป็นมติ แต่ยังไม่มีการลงนามคำสั่งก็ยังไม่นับ
รองเลขาธิการ กกต.กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีนี้ ตอนนี้เลยเงื่อนเวลา ถ้าเป็นเหตุที่เกิดขึ้นจริง จากข้อเท็จจริง ก็เป็นหน้าที่ของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตที่จะยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาในการพิจารณาถอนจากการเป็นผู้สมัครสส. หากผู้อำนวยการเขตฯ ท่านตรวจสอบ ท่านอาจจะมีข้อมูล มีอะไรที่บอกว่าเป็นแบบนี้ ก็เป็นอำนาจของผู้อำนวยการที่จะยื่นได้เลย ถือว่าเหตุปรากฏ และกฎหมายเขียนว่า “ก่อนวันเลือกตั้ง”
เมื่อถามอีกว่า หากการลงนามคำสั่ง หลังการเลือกตั้ง แล้วผู้นั้นได้รับเลือกเป็น สส. จะเป็นเหตุอย่างไรต่อไป ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวว่า ถ้าได้รับการรับเลือก กรณีนี้หมายความว่า เป็นลักษณะต้องห้ามที่เกิดขึ้น ก็ยังเป็นอำนาจของ กกต.ในการพิจารณาเรื่องนี้ ว่าจะรับรอง หรือไม่รับรอง





