วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน 2569

Login
Login

‘ส้ม-น้ำเงิน’ชิงพรรคเบอร์หนึ่ง ปชน.250 ‘รัฐบาลพรรคเดียว’-ภท.เป้า150+

‘ส้ม-น้ำเงิน’ชิงพรรคเบอร์หนึ่ง ปชน.250 ‘รัฐบาลพรรคเดียว’-ภท.เป้า150+

อย่างที่รู้กันว่า การเลือกตั้งทั่วประเทศที่กำลังจะรู้ผลแพ้ชนะกันในวันที่8ก.พ.นี้ จะเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์การเมืองที่สำคัญ ภายใต้เดิมพันการต่อสู้ช่วงชิงในเชิงอุดมการณ์ ที่เวลานี้เห็นสัญญาณชัดเจนระหว่าง“ฝั่งอนุรักษนิยม”และ“ฝั่งเสรีนิยม”

สอดคล้องกับผลสำรวจแทบทุกสำนักโพล เปิดเผยเรตติ้งออกมาในทิศทางเดียวกันถึงคะแนนนิยมทั้ง“ตัวบุคคล”และ“พรรคการเมือง”ที่ประชาชนจะสนับสนุน ฝั่งหนึ่งคือ“ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ”แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน อีกฝั่งคือ“อนุทิน ชาญวีรกูล”แคนดิเดตนายกฯพรรคภูมิใจไทย ที่ไล่บี้สูสีอยู่ใน1-3 อันดับแรก

ที่น่าสนใจคือจำนวนนี้ ยังต้องลุ้นปัจจัยชี้ขาดที่กลุ่ม“พลังเงียบ”ที่ยังหาคนเหมาะสมไม่ได้ หรือยังไม่ตัดสินใจ ที่มีอยู่จำนวนมากและมีส่วนสำคัญชี้ขาดสมการการเมืองในรอบนี้

แน่นอนว่าท่ามกลางการต่อสู้ช่วงชิงเชิงอุดมการณ์ในเวลานี้“ฝั่งส้ม”ย่อมรู้ดีถึงบทเรียนการเป็นพรรคอันดับหนึ่งในรอบที่แล้วที่สมการ151 เสียง ยังไม่เพียงพอต่อการจัดตั้งรัฐบาลบนกระดานอำนาจที่ดูเหมือนจะ “ล็อกสูตร” ไว้ล่วงหน้า

เห็นชัดจากท่าที “แกนนำส้ม” ที่พูดหลายครั้งหลายคราถึงเป้าหมายสส.เกิน 250 ที่นั่ง เพื่อเป็น“รัฐบาลพรรคเดียว”

 ล่าสุดคือ กรณี  “เลขาติ่ง” ศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน ออกมาประกาศวางเดินพันหากการเลือกตั้ง 8 ก.พ. พรรคได้ สส. ไม่ถึง 200 ที่นั่ง พร้อม “พิจารณาตัวเอง”

‘ส้ม-น้ำเงิน’ชิงพรรคเบอร์หนึ่ง ปชน.250 ‘รัฐบาลพรรคเดียว’-ภท.เป้า150+

 

“ส้ม” ปล่อยของดึง “พิธา” หยั่งกระแส

หรือแม้แต่การปล่อยของหยั่งกระแส ดึง“พิธา ลิ้มเจริญรัตน์”อดีตแคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง

ทว่าอย่างที่รู้กันภายใต้บริบทการเมืองในเวลานี้ ท่ามกลางการปะทะเชิงอุดมการณ์ที่คมขึ้นระหว่าง “เสรีนิยมใหม่” กับ “อนุรักษนิยม”

หลายฝ่ายประเมินตรงกันว่า โอกาสที่จะมีพรรคใดพรรคหนึ่งได้เสียงแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จนเป็นรัฐบาลพรรคเดียว อาจมีเปอร์เซ็นต์ความเป็นไปได้น้อยกว่า สมการที่ว่า“ใครประกอบเสียงข้างมากได้ก่อนกัน”

‘ส้ม-น้ำเงิน’ชิงพรรคเบอร์หนึ่ง ปชน.250 ‘รัฐบาลพรรคเดียว’-ภท.เป้า150+

จึงเห็นชัดถึงจังหวะก้าวย่างของอีกฝั่ง คือ “ภูมิใจไทย” ที่พยายามสถาปนาตัวเองเป็นหัวขบวนอนุรักษนิยม 

เพื่อชิงเกมเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ที่ผ่านมาโชว์พลังดูดสารพัดบ้านใหญ่ จากเหนือจรดใต้ จากเดิมตั้งเป้าหมายไว้ที่นั่งสส.ที่130-140 ที่นั่ง

ภท.ขยับเป้า150 ชิงเกมตั้งรัฐบาล

ทว่าหากจับอาการ “หัวหน้าหนู” ที่พูดระหว่างลงพื้นที่หาเสียงที่จ.นครพนม เมื่อวันที่21ม.ค.ที่ผ่านมา พูดชัดถึงการขยับเป้าสส.พรรคภูมิใจไทย ที่จะต้องมากกว่า150สส.เพื่อชิงเกมเป็นพรรคอันดับหนึ่ง โดยมีรางวัลล่อใจตามสูตร “1เก้าอี้รัฐมนตรี” ในจังหวัดที่ได้สส.ยกจังหวัด

แน่นอนว่า ภายใต้จุดอ่อนของ “ค่ายสีน้ำเงิน” คือ “กระแส”  ซึ่งจะส่งผลไปถึงคะแนน “ป๊อปปูล่าโหวต” ที่จะนำไปคำนวณที่นั่งสส.ปาร์ตี้ลิสต์ แม้ก่อนหน้านี้จะพยายามขายภาพดึงกระแสด้วย “กูรูคนนอก” ด้านเศรษฐกิจ และความมั่นคงโหนกระแสชาตินิยม ทั้ง  “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว”  รมว.ต่างประเทศ ในฐานะแคนดิเดตนายกฯพรรคภูมิใจไทย 

“เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ”  ที่จะเป็นรองนายกฯและรมว.คลัง และ“ศุภจี สุธรรมพันธุ์”  รมว.พาณิชย์ ที่จะเป็นรองนายกฯรัฐมนตรีกำกับการพาณิชย์การอุตสาหกรรมและการค้าของประเทศ หากภูมิใจไทยได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกหนึ่งสมัย พร้อมสานต่อนโยบายภูมิใจไทยพลัส4ด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และภัยพิบัติ

น้ำเงิน“ท็อปอัป” ขยับปาร์ตี้ลิสต์

ทว่าด้วย “กระแส” ที่ยังตกเป็นรองพรรคส้ม สะท้อนถึงผลสำรวจแทบทุกสำนัก จึงมีความเคลื่อนไหวจาก “ผู้มากบารมีสีน้ำเงิน”  ที่ว่ากันว่า มีคำสั่งลับไปถึงผู้สมัครสส.ขายแพ็คคู่ทั้งคะแนน “เขต” และ “ปาร์ตี้ลิสต์” หากใครสามารถดึงคะแนนปาร์ตี้ลิสต์มาให้พรรคได้จะมี “ท็อปอัป” เพิ่มเติมให้ในพื้นที่นั้นอีกด้วย

เหนือไปกว่านั้นต้องไม่ลืมว่า ภายใต้อำนาจบริหารรวมถึง “องคาพยพ” ที่ฝ่ายสีน้ำเงินถืออยู่ในมือเวลานี้ โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยที่คุมกลไกท้องถิ่น เป็นฟันเฟืองสำคัญในการเลือกตั้ง 

เห็นชัดว่า ยุทธศาสตร์สีน้ำเงินเวลานี้ เน้นที่การ“เดินเชิงลึก” กำหนดเป้า ล็อกคะแนน ซึ่งจะมีความแม่นย้ำกว่า ตัวอย่างมีให้เห็นมาแล้วในการเลือกสว.รอบล่าสุดที่เกิดปรากฏการณ์ “สภาสูงสีน้ำเงิน” 

ไหนจะองค์กรอิสระที่ “ฝ่ายสีน้ำเงิน” ถือในมือ เห็นชัดจากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยกรณีประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 เกี่ยวกับความเป็นรัฐมนตรีของ “ภูมิธรรม เวชยชัย”  รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม และพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม สิ้นสุดลง เฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ ประเด็นแทรกแซงหรือครอบงำหน้าที่ และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคดีฮั้วสว.

ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้ง 2 ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตามรัฐธรรมนูญ 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) (5)

กรณีนี้ถูกตั้งข้อสังเกตถึงการ “ปล่อยของ” ออกมาในช่วงโค้งสุดท้าย ที่อาจกลายเป็นเกมต่อรองในสมการการเมืองหลังวันที่8ก.พ.โดยเฉพาะสูตร “น้ำเงิน” ผสม “แดง” ที่มีการให้น้ำหนักในทางการเมืองในเวลานี้ 

แน่นอนว่า ท่ามกลางการเมืองที่เห็นชัดถึงการปะทะเชิงอุดมการณ์ระหว่าง “เสรีนิยมใหม่” กับ “อนุรักษนิยม” อย่างชัดเจน ในเวลานี้ 

“พรรคภูมิใจไทย” ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็น “พรรคกระสุน” และมีเส้นทางสส.เพิ่มขึ้นมาโดยตลอด จากปี2554มีสส.33ที่นั่ง ปี2562 มีสส.51ที่นั่ง ปี2566 มีสส.71 ที่นั่ง 

มารอบนี้ขยับเป้าไปที่150ที่นั่ง เพื่อช่วงชิงสมการบนกระดานอำนาจในการเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลสานฝัน “นายกฯหนู” สู่เบอร์หนึ่งตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาลเป็นสมัยที่สอง 

นับถอยหลัง2สัปดาห์ก่อนหน้าประวัติศาสตร์จะถูกจารึกในวันที่8ก.พ. เชื่อได้เลยว่า ท่ามกลางการปะทะในเชิงอุดมการณ์ที่แต่ละฝ่ายปล่อยของออกมาในเวลานี้ กว่าจะถึงวันจริงจะได้เห็นการต่อสู้ฟาดฟันกันอย่างดุเดือดแน่นอน!