นโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน คนละ 1 ล้านบาท ที่ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์" หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค เปิดประเด็นไว้ในการปราศรัยใหญ่ เมื่อ 23 ม.ค. กลายมาเป็น “Topic” สำคัญ ก่อนเข้าโค้งสุดท้ายของสนามเลือกตั้ง
มีการพูดกันว่าหาก ดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท คือ “นโยบายเรือธง” ของพรรคเพื่อไทยครั้งที่แล้ว นโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน ในครั้งนี้ น่าจะอยู่ในหมวดเดียวกัน
นโยบายดังกล่าวถูกเปิดขึ้นในช่วงก่อนโค้งสุดท้าย ซึ่งเป็นไทม์ไลน์ใกล้เคียงกับตอนที่ “เศรษฐา ทวีสิน” แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ครั้งก่อน จุดพลุนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท ขณะเดียวกัน มันยังเกิดขึ้นในจังหวะที่มีข่าวว่า โพลของ “เพื่อไทย” กระเตื้องและแรงขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นนี่คือไทม์ไลน์ที่ “เพื่อไทย” ตั้งใจจุดกระแส
หลายคนไม่แปลกใจที่ “เพื่อไทย” จะมีนโยบายในลักษณะนี้ เพราะ “นโยบายประชานิยม” คือ เครื่องหมายการค้าที่เรียกแต้มมาตั้งแต่ยุคพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน จนมาเป็นพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน
ไม่ว่าจะ “โครงการรับจำนำข้าว” ในยุคของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท ในยุคของเศรษฐา เหล่านี้ล้วนประสบความสำเร็จในแง่ของการตลาด ล่อตาล่อใจคนรากหญ้าให้คนเข้าคูหาไปกาเลือก “เพื่อไทย” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หากแต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป เพราะการขับเคลื่อน “นโยบายประชานิยม” ในแบบฉบับพวกเขา ไม่ง่ายเหมือนในอดีตอีกต่อไป เมื่อรัฐธรรมนูญปี 2560 ได้สร้างกลไกและค่ายกลในการสกัดกั้นนโยบายในลักษณะนี้เอาไว้มากมาย
ปฏิเสธไม่ได้ว่า “โครงการรับจำนำข้าว” คือ “ตุ๊กตา” ในการคิดกลไกสกัดกั้นของผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และส่งผลมายัง “ดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท” จน “เศรษฐา” และ “แพทองธาร ชินวัตร” 2 นายกฯ รัฐบาลชุดที่แล้ว ไม่อาจเข็นให้เกิดเป็นรูปธรรมได้ในแบบที่หาเสียงไว้
การที่นโยบาย ดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท ทำได้ไม่ตรงปกนี้เอง นำมาสู่ “รอยด่างพร้อย” ของพรรคเพื่อไทยในปัจจุบันว่า มีแต่นโยบายขายฝัน ทำไม่ได้จริง จนกลายเป็นมีมและไวรัล “ทวงเงิน 1 หมื่นบาท” อยู่ช่วงหนึ่ง
เครดิตที่สูญเสีย เพราะเข็นนโยบายดังกล่าวไม่สำเร็จนี่เอง กำลังส่งผลกระทบต่อนโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้าน” เรือธง ล่าสุดของพวกเขาว่า จะทำได้จริงหรือไม่
นอกจาก “เครดิต” แล้ว โอกาสที่โครงการนี้จะเป็นรูปธรรมแบบ “ตรงปก” ยังถูกตั้งคำถามว่า จะเป็นไปได้หรือไม่ เพราะ “กับดัก” ที่ถูกสร้างเอาไว้สำหรับพวกเขาล้วน “พร้อมทำงาน”
โดยเฉพาะ “องค์กรอิสระ” ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มีหน้าที่ “เฝ้าระวัง” นโยบายประชานิยมที่สุ่มเสี่ยงจะสร้างความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดิน ซึ่งพร้อมจะตั้งทีมศึกษาและพร้อมจะปล่อยข้อท้วงติงออกมาเหมือนกับที่โครงการดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท โดนมาแล้ว
หรือคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ได้ดาบอาญาสิทธิ์ไว้ในมือ เพื่อคอยตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมือง ซึ่งแน่นอนว่า อีกสักพักจะมีการแอ็กชั่นออกมาอย่างแน่นอน เนื่องจากทันทีที่ “เพื่อไทย” ปล่อยนโยบายนี้ออกมา มันกลายมาเป็น “เป้านิ่ง” ทันที
ทุกพรรคการเมืองต่างพร้อมใจกันวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของ “พรรคเพื่อไทย” ไปในทางลบทั้งหมด ไม่ว่าจะเรื่องงบประมาณที่ใช้ ความยั่งยืน ความคุ้มค่า และความเสียหาย จึงมีโอกาสสูงที่นโยบายดังกล่าวอาจถูก “สกัดดาวรุ่ง”
แน่นอนในแง่ความหวือหวา มันล่อตาล่อใจ และตื่นตาตื่นใจที่ “เพื่อไทย” สามารถครีเอตนโยบายแบบนี้มาได้ แต่ในสถานการณ์นี้อาจต้องกลับมาดูว่า เมื่อปล่อยของออกมาแล้ว ผลลัพธ์คุ้มค่าหรือไม่ คะแนนกระเตื้องหรือไม่
สุดท้ายแล้วจะเป็นแคมเปญที่ขอแค่ “กระชับฐานสีแดง” ที่เริ่มกลับมาเหนียวแน่นในระยะหลังเท่านั้น





