เวทีความคิด ประชามติทำรธน.ใหม่ "ฝ่ายหนุน" ชี้เหตุเพราะสิทธิประชาชนไม่มีจริง เหตุความมั่นคงขวาง ด้าน "ฝ่ายค้าน" มองต้นตอปัญหา คือนักการเมือง หนุนเลือกคนดีไล่คนไม่ดี
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ กองทุนพัฒนาการเมือง จัดเวทีแสดงงความคิดเห็น เกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ เรื่องรัฐธรรมนูญ โดยได้เชิญฝ่ายที่มีความเห็นชอบต่อประชามติเพื่อทำรัฐธรรมนูญใหม่ และ ผู้ที่ไม่เห็นด้วยต่อการออกเสียงประชามติเพื่อทำรัฐธรรมนูญใหม่เข้าร่วมเวที
โดย นายบารมี ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน และเครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (ConforAll) ฐานะตัวแทนผู้ที่เห็นชอบประชามติ กล่าวตอนหนึ่งว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 สมัชชาคนจนไม่สามารถใช้สิทธิปกป้องสิทธิของตนเองตามสิทธิที่พึงมีในรัฐธรรมนูญได้ เพราะถูกอ้างว่าขัดต่อความมั่นคงของรัฐ และความมั่นคงของรัฐเข้ามามีอำนาจเหนือสิทธิเสรีภาพของประชาชน ทั้งนี้เคยมีรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองสิทธิประชาชน คือ ฉบับปี 2540 ซึ่งเกิดจากฉันทามติของประชาชน
“ไม่เห็นชอบที่ให้รัฐสภาแก้รัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา เพราะต้องการรัฐธรรมนูญแบบ 2540 ที่ได้รับฉันทามติ ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่ใช่ยกอำนาจให้ สว. ที่มาจากการฮั้วมาทำรัฐธรรมนูญ มีคนบอกว่าไม่ควรให้นักการเมืองเข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมเห็นด้วยครึ่งหนึ่งว่า นักการเมืองไม่ควรมีอำนาจเพียงฝ่ายเดียว หากจะแก้หรือเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องให้ประชาชนมีโอกาส มีส่วนร่วม มีอำนาจเขียนใหม่ ทั้งนี้เมื่อรัฐธรรมนูญไม่เป็นธรรมไม่สร้างประโยชน์ให้ประชาชน เห็นแก่การสร้างความมั่นคงให้รัฐ แต่ประชชนเดือดร้อน ดังนั้นควรลงประชามติเห็นชอบเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ สร้างข้อตกลงและกติกาใหม่ อะไรที่ไม่ดีตัดออกไป” นายบารมี กล่าว
ขณะที่นายรัชพงษ์ แจ่มจิรไชยกุล แกนนำกลุ่มไอลอว์ กล่าวว่า กระบวนการประชามติทำรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ใช่การตีเช็คเปล่า เพราะต้องถามประชาชนทุกขั้นตอน ส่วนที่บอกว่าใช้การแก้ไขรายมาตรานั้นทำไม่ได้จริง เพราะ 6 ปีของสภาที่มาจากการเลือกตั้ง เสนอแก้ไขรายมาตรา จำนวน 26 ฉบับ ผ่านแค่ฉบับเดียว คือ ฉบับที่แก้ไขเรื่องบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ส่วนอีก 25 ฉบับไม่ผ่านเพราะติดเงื่อนไขเสียงสว. 1 ใน 3
ขณะที่ตัวแทนของฝ่ายที่ไม่เห็นชอบต่อการออกเสียงประชามติเพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย นายกิตติพงษ์ กมลธรรมวงศ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง กล่าวว่า สิทธิของประชาชนต่อการตรวจสอบองค์กรอิสระทำได้ ผ่านการเข้าชื่อ 20,000 คนยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2560 วางกลไกตรวจสอบไว้ เหตุที่ไม่ให้สภาฯ ถอดถอนองค์กรอิสระ เพราะก่อนหน้านี้มีประเด็นสภาผัว สภาเมีย หากให้สภาฯ ลงมติ จะเหมือนกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ไม่เคยเอารัฐมนตรีออกจากตำแหน่งได้
“รัฐธรรมนูญวางกลไกการตรวจสอบ ทั้งเป็นกล้องวงจรปิด และสัญญาณกันขโมย การขอใบอนุญาตร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่มีหลักประกันใดจะดีกว่านี้ เท่ากับเอาความหวังเอาความฝันมาหลอกหลวง ส่วนฝ่ายที่สนับสนุนประชามติทำรัฐธรรมนูญใหม่ มีเรื่องที่พูดไม่จบ คือ แม้รัฐธรรมนูญมาจากรัฐประหาร แต่เจตนารมณ์ของประชาชนยังคงอยู่ หากไม่ถืออคติว่ามาจากรัฐประหาร ขอให้ดูเนื้อหาที่แท้จริง” นายกิตติพงษ์ กล่าว
นายกิตติพงษ์ กล่าวต่อว่า ฝ่ายที่อยากให้อยากได้รัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งมีพรรคการเมือง นักวิชาการ ประชาชนพูดกัน หากนับแล้วคือ แก้ทุกหมวด ดังนั้นคือความเสี่ยง ส่วนที่วิจารณ์ปัญหาต่างๆ นั้น ตนมองว่าไม่ได้อยู่ที่กฎหมายแต่อยู่นักการเมือง ที่พยายามหาช่องทางเล็ดลอดกฎหมาย ทั้งนี้เจตนารมณ์ประชาชนที่เคยมีในรัฐธรรมนูญ 2540 - 2550 ในฉบับ 2560 มีบัญญัติไว้ ทั้งนี้หากมองว่าทุจริตคอร์รัปชันคือต้นตอปัญหาการเมืองไทย และให้รัฐธรรมนูญเป็นยาวิเศษแก้ปัญหาให้กับประชาชนได้ แต่ที่ประชาชนเถียงกันอยู่นั้น คือ เถียงให้ สส. และ สว.ในรัฐสภา แต่ไม่ได้เถียงให้ประชาชนที่ถูกนักการเมืองชิงอำนาจ และอ้างว่ามาจากประชาชน ทำเพื่อประชาชน
“คำว่าประชาชน อันตรายเพราะถูกอ้าง แต่ประชาชนของใคร นโยบายหาเสียงเพื่อไปเป็นรัฐบาล แต่ไม่มองอนาคตขอประเทศดังนั้น วันที่ 8 ก.พ. ทางเลือกที่ดีที่สุด คือ คนดีเข้าไปสภามากๆ เพื่อเอาน้ำดีไล่น้ำเสีย โดยไม่ต้องแก้ หรือ ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งนี้รัฐธรรมนูญไม่ใช่ยาวิเศษ หรือ แก้วสารพัดนึก หากอยากตรวจสอบนักการเมืองให้ใช้กลไกของรัฐธรรมนูญ ยื่นเรื่องป.ป.ช. ดำเนินการ” นายกิตติพงษ์กล่าว





