เงื่อนงำการใช้จ่ายเงินของกองทุนประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง หลังจากการเข้าทำหน้าที่ของทีมประกันสังคมก้าวหน้า ในบอร์ดประกันสังคม ร่วมกับอดีต สส.พรรคประชาชน (ปชน.) นำโดย น.ส.รักชนก ศรีนอก และนายสหัสวัต คุ้มคง เปิดโปงความไม่ชอบมาพากลในการใช้จ่ายเงินงบประมาณ และการลงทุนเงินของผู้ประกันตนในเรื่องต่าง ๆ
ตั้งแต่การใช้เงินเฉียด 7 พันล้านบาท ไปลงทุนใน “ทรัสต์” เพื่อเข้าไปซื้อหุ้นในบริษัท ให้ได้มาซึ่งอาคาร “Skyy9” นอกจากนี้ยังมีกรณีการใช้วงเงินงบประมาณจัดซื้อจัดจ้าง “เว็บแอป” วงเงินราว 850 ล้านบาท การจัดซื้อจัดจ้างทำแอป SSO+ วงเงิน 275 ล้านบาท รวมไปถึงการจัดทำ “ปฏิทินประกันสังคม” 11 ปีงบประมาณที่ผ่านมา ใช้เงินไปกว่า 597.44 ล้านบาท เป็นต้น
ล่าสุด เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในอีก 3 ประเด็น พลันที่ “สหัสวัต-ไอซ์ รักชนก” ขุดเงื่อนงำการใช้งบประมาณของกองทุนประกันสังคม ที่บางแหล่งใช้เงินจาก “ผู้ประกันตน” ไปดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็น กรณีการก่อสร้าง “โรงอาหาร” ของกระทรวงแรงงาน วงเงินประมาณ 12 ล้านบาท ทั้งที่ส่อผิดกฎหมายของประกันสังคม และเคยถูกยื่นหน่วยงานให้ตรวจสอบ
รวมถึงกรณีคณะอนุกรรมการฯ ในบอร์ดประกันสังคม จ่อชงเปลี่ยนวิธีการ “เลือกตั้ง” บอร์ดใหม่ หวังล้างบาง “ทีมประกันสังคมก้าวหน้า” นอกจากนี้ยังมีกรณีการใช้เงินลงทุนราว 800 ล้านบาท ไปเช่าพื้นที่ TU Dome ทว่าปัจจุบันมูลค่าดิ่งเหวเหลือไม่ถึง 100 ล้านบาท
เบื้องต้น ทีมประกันสังคมก้าวหน้า เปิดเผยรายชื่อบอร์ด และคณะลงทุนของประกันสังคมชุด TU Dome ไปแล้ว โดยะรบุว่า TU Dome ดำเนินการลงทุนตั้งแต่ปี 2549 ปัจจุบันขาดทุน และลงทุนกระจุกตัวอย่างไม่มีเหตุผล ขอให้สำนักงานยอมรับ และออกมาตอบสังคมดีกว่าว่า จะวางกรอบบริหารความเสี่ยง หรือจัดสัดส่วนการลงทุนอย่างไร ให้ไม่เกิดขึ้นอีก
“การตัดสินใจนำเงินของพวกเราไปลงทุนโครงการที่การก่อสร้างมีปัญหานี้สิทธิ์การเช่าถึงแค่ปี 2581 สัดส่วนมากถึง 76% จากหน่วยละ 10 บาทในปี 2549 รับปันผลมา 100 กว่าล้าน วันนี้เหลือ 1 บาท รายได้หักลบรายจ่ายแล้วเหลือต่อปีไม่เกิน 25 ล้านบาท ฝากสื่อช่วยไปถามท่าน ๆ เหล่านี้ที่อยู่ในวันนั้นที” ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ระบุ
อ่านข่าว: เปิดชื่อบอร์ด สปส.ควัก 800 ล.เช่า TU Dome ตอนนี้ดิ่งไม่ถึง 100 ล.
กรุงเทพธุรกิจ ตรวจสอบกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ที ยู โดม เรสซิเดนท์เชียล คอมเพล็กซ์ (TU-PF) ที่มีสำนักงานประกันสังคม ถือ 80 ล้านหุ้น คิดเป็น 76.75% ขณะที่กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ 10 รายมีดังนี้
1.สำนักงานประกันสังคม ถือ 80 ล้านหุ้น คิดเป็น 76.75%
2.นาย สุชาติ โชคพิพัฒน์กุล ถือ 2,027,500 หุ้น คิดเป็น 1.95%
3.นาย ทวน ผาติหัตถกร ถือ 2,027,000 หุ้น คิดเป็น 1.94%
4.กองทุน สำรองเลี้ยงชีพสำหรับลูกจ้างประจำของส่วนราชการซึ่งจดทะเบียนแล้ว (หรือ GPEF ที่มีกรมบัญชีกลางเป็นผู้จัดตั้ง) ถือ 1,563,400 หุ้น คิดเป็น1.50%
5.นาย ขวัญชัย เกิดแก้วฟ้า ถือ 1,075,600 หุ้น คิดเป็น 1.03%
6.นาย สมเกียรติ สาลีพัฒนา ถือ 1,059,800 หุ้น คิดเป็น 1.02%
7.น.ส. ษณกร แต่บรรพกุล ถือ 815,000 หุ้น คิดเป็น 0.78%
8.น.ส. มินตรา มนต์เสรีนุสรณ์ ถือ 700,000 หุ้น คิดเป็น 0.67%
9.นาย เมฆ มนต์เสรีนุสรณ์ ถือ 700,000 หุ้น คิดเป็น 0.67%
10.นาย กิติชัย โสภาปุรานนท์ ถือ 580,900 หุ้น คิดเป็น 0.56%
มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้จัดการกองทุน “ทรัสต์” บริษัทผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์ / กิจการโครงสร้างพื้นฐาน คือ Holiday Inns (Thailand) Ltd.
โดยลงทุนในสิทธิการเช่า (leasehold) ที่ดิน จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ประมาณ 12 ไร่ 2 งาน 50.289 ตารางวา และสิ่งปลูกสร้าง โครงการ "ที ยู โดม เรสซิเดนท์เชียล คอมเพล็กซ์" ซึ่งประกอบด้วย อาคารพักอาศัยพร้อมพื้นที่พลาซ่า จำนวน 4 อาคาร ได้แก่ อาคาร เซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์ สูง 10 ชั้น พร้อมชั้นใต้ดิน จำนวน 1 อาคาร อาคารหอพักนักศึกษา สูง 9 ชั้น พร้อมชั้นใต้ดิน จำนวน 3 อาคาร
- รายงานมูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อหน่วยลงทุน ประจำวันที่ 31 ธ.ค. 2568
มูลค่าต่อหน่วย 0.9127 บาท
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 95,132,400.17 บาท
มูลค่าทรัพย์สินรวม 572,789,617.49 บาท
จำนวนหน่วย 104,229,800 หน่วย
- นำส่งงบการเงินล่าสุด งบ 9 เดือน 2568 (ระหว่างวันที่ 1 ม.ค. 2568-30 ก.ย. 2568) ก
สินทรัพย์รวม 569.66 ล้านบาท
หนี้สินรวม 459.66 ล้านบาท
สินทรัพย์สุทธิ 110 ล้านบาท
สินทรัพย์สุทธิต่อหน่วย 1.06 ล้านบาท
รายได้รวม 81.25 ล้านบาท
ค่าใช้จ่ายรวม 55.59 ล้านบาท
รายได้จากการลงทุนสุทธิ 25.66 ล้านบาท
การเพิ่มขึ้นในสินทรัพย์สุทธิจากการดำเนินงาน 19.70 ล้านบาท
มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด เมื่อ 22 ม.ค. 2569 จำนวน 117.78 ล้านบาท
นอกจากนี้เมื่อปี 2556 สื่อมวลชนหลายสำนัก เผยแพร่ข่าวผู้บริหารของกองทุน TU-PF ดังกล่าวเคยถูกคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวโทษ ได้แก่ 1.นายมาริษ ท่าราบ (ปัจจุบันชื่อมาริศวน์ ท่าราบ) อดีตกรรมการผู้จัดการ บลจ.ไอเอ็นจี และผู้จัดการกองทุน ที ยู โดม 2.นายบุริม ชมภูพล อดีตผู้จัดการกองทุน ที ยู โดม 3.บริษัท บาเนีย จำกัด และ 4.นายสุทธภา เขมพฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บาเนีย จำกัด ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
ก.ล.ต.ตรวจสอบการดำเนินงานตามปกติ (Routine Inspection) พบว่า การบริหารจัดการกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ที ยู โดม เรสซิเดนท์เชียล คอมเพล็กซ์ หรือกองทุนที ยู โดม ซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมไอเอ็นจี (ประเทศไทย) จำกัด (บลจ.ไอเอ็นจี) ไม่เป็นไปตามโครงการจัดการการลงทุนของกองทุนรวมดังกล่าว และไม่เป็นไปตามข้อกำหนดที่ออกตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ซึ่งนำไปสู่การพิจารณาลงโทษ บลจ.ไอเอ็นจี นายมาริศวน์ และนายบุริม ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนที ยู โดม ในขณะนั้นไปแล้ว
จากการขยายผลการตรวจสอบ ก.ล.ต.พบพยานหลักฐานน่าเชื่อว่า ระหว่างวันที่ 5 มกราคม 2552 ถึงวันที่ 27 มีนาคม 2552 นายมาริศวน์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บลจ.ไอเอ็นจี และปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้จัดการกองทุน ที ยู โดม และนายบุริม ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้จัดการกองทุน ที ยู โดม ได้กระทำการโดยทุจริตต่อหน้าที่ ดำเนินการให้กองทุน ที ยู โดม จ่ายเงินจำนวน 10.4 ล้านบาทให้แก่บริษัท บาเนีย จำกัด โดยอ้างว่าเป็นการจ้างเหมาตกแต่งภายในบางส่วนของอาคารที่เป็นทรัพย์สินของกองทุน ซึ่งไม่ตรงต่อความเป็นจริง
ทำให้กองทุน ที ยู โดม ได้รับความเสียหาย และปลอมแปลงหรือลงข้อความในเอกสารและหลักฐานประกอบการเบิกเงินอันเป็นเท็จ เพื่อลวงบุคคลใดๆ โดยได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนจากบริษัท บาเนีย จำกัด และนายสุทธภา เขมพฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท บาเนีย จำกัด อันเข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 307, 308, 311, 312, 313 และ 315 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ประกอบมาตรา 83 และมาตรา 86 ประมวลกฎหมายอาญา ก.ล.ต.จึงกล่าวโทษบุคคลทั้ง 4 รายต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อให้พิจารณาสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
อนึ่ง การกล่าวโทษของ ก.ล.ต.เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาเท่านั้น ภายใต้กระบวนการนี้ การพิจารณาวินิจฉัยว่าบุคคลใดเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายเป็นอำนาจและดุลพินิจของศาลยุติธรรม
ทั้งหมดคือเบื้องลึกฉากหลังเกี่ยวกับ “กองทุน TU-PF” ที่มี “สปส.” เข้าไปถือหุ้นใหญ่ 76.75% ตั้งแต่ปี 2549 แต่ปัจจุบันผ่านมาเกือบ 20 ปี ราคาดิ่งเหวเหลือมูลค่าไม่ถึง 100 ล้านบาท ท่ามกลางความไม่ชอบมาพากลของผู้บริหารกองทุนในอดีต
ทว่าสิ่งเหล่านี้อาจเป็นแค่ “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” ของกองทุนประกันสังคม ยังเหลืออีกหลายเงื่อนปมให้ต้องสืบค้นข้อเท็จจริงกันต่อไป





