เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2569 ที่ร้านลื่นคาเฟ่ ต.ทุ่งงาม อ.เสริมงาม จ.ลำปาง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) น.ส.ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และ นพ.บอนด์ สุริยะ ผู้สมัคร สส.ลำปาง เขต 4 พูดคุยพบปะประชาชน
เท้ง ณัฐพงษ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนมีนโยบายดี ๆ ที่เราอยากเข้าไปทำ แต่ทำไม่ได้ ถ้าเราได้เสียงไม่เพียงพอ ตอนนี้เองบริบททางการเมือง มีแค่เราที่ประกาศชัดว่าเราจะไม่ยกมือโหวตให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ส่วนพรรคอื่นก็เปิดกว้าง เสียงมาเท่าไหร่ก็ได้ เขาขอให้เขาไปตั้งรัฐบาลได้ และถ้ามันได้รัฐบาลแบบเดิม หน้าตาก็ไม่เปลี่ยน
ช่วงหนึ่งมีประชาชนลุกถามว่า ขอความมั่นใจให้กับผู้สนับสนุนหน่อยได้หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ครั้งนี้เหลืออยู่อย่างเดียวคือตั๋วใบที่หนึ่งที่จะต้องมีมากเพียงพอ และสมัยพรรคอนาคตใหม่มาจนถึงปัจจุบัน เราขยายเสียงของประชาชนเติบโตมากขึ้น ครั้งนี้มั่นใจแน่นอนวันนี้ ทุกคนอยู่กันเต็มห้อง ความหวังเต็มเปี่ยม อย่างไรเราก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้แน่นอน จากนี้จนถึงวันเลือกตั้งเราต้องทำงานทำความคิดกับคนที่ลังเล
“เลือกตั้งแล้วมีลำปางให้เราแค่ครึ่งใจประมาณ 20,000 คนจนกว่าจะถึงวันเลือกตั้งใครก็ตามที่อยากลังเล เราต้องช่วยกันทำงานเป็นความคิดเขา ถ้าเราอยากได้รัฐบาลประชาชนจริงๆจะกาใบเดียวไม่ได้ ต้องกา 2 ใบ” นายณัฐพงษ์ กล่าว
นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า ถ้าเราชนะไม่ขาด เราก็จะได้หน้าตารัฐบาลแบบเดิม ถ้าอยากได้การเปลี่ยนแปลงจริงๆ ไม่อยากได้รัฐบาลที่มีรัฐมนตรีที่มีสีเทา ไม่เอาด้วยการทุจริตคอร์รัปชัน เครนถล่มก็ต้องหาคนรับผิดชอบ ไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ ๆ ต้องช่วยกัน ให้เขากาให้เราทั้ง 2 ใบ ถ้ามีโอกาสเจอคนที่เข้าใจจุดยืนพรรคเราผิด ก็ช่วยกันทำความเข้าใจกับพวกเขา
นอกจากนี้ ยังมีประชาชนถามว่ากระสุนเยอะมาก ทำอย่างไรดี นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาสับปะรด โดยทางพรรคเคยสอบถามไปกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งได้รับคำตอบว่าถ้าไม่ได้มีหลักฐานยึดโยงไปถึงทีมงานหรือผู้สมัคร เขาก็โยงไปถึงผู้สมัครไม่ได้ มันก็ยากใครจะยอมรับ แต่ถ้าเราทำได้คือการเป็นหูเป็นตาสับปะรดให้กับประชาชนทุกคน และบ้านไหนที่มีการรับเงินมาก็ไม่ต้องต่อว่าเขา แค่ไปทำความเข้าใจกับเขาว่าอนาคตของเขามีมูลค่ามากกว่านี้
นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงนโยบายพรรค เรื่องการกระจายอำนาจ ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอำนาจล้นฟ้า คุมท้องถิ่น คุมงบประมาณ ถึงเวลาเขาอยากจะกระจายอำนาจหรือไม่ ถ้าเขาอยากไปนั่งเก้าอี้ตัวนั้น มันผลักดันยากจริงๆ เพราะฉะนั้น การกระจายอำนาจให้ไปถึงพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัยต้องใช้การเมืองเข้าไปแก้ ซึ่งหากได้ผลจริงๆต้องไปแก้ที่รัฐธรรมนูญ เราอยู่ในวาทะกรรมทางการเมือง ที่บอกว่าพรรคนี้มุ่งแก้แต่รัฐธรรมนูญ แก้ ม.112 ซึ่งมันไม่เกี่ยวกันเลย ขอให้ช่วยกันสื่อสาร
หลังจากนั้น มีชาวบ้านได้ลุกขึ้นขอแสดงความเห็นด้วยเสียงสะอื้นว่า เลือกตั้งรอบที่แล้วได้คะแนนเสียงเยอะ แน่ไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล พร้อมถามถึงนโยบายด้านการศึกษาของพรรค นายณัฐพงษ์ จึงกล่าวขอบคุณ ขอบคุณที่ยังไม่หมดหวัง จริงๆการที่เราไม่หมดหวังและเลือกเดินหน้าต่อ มันเป็นพลังให้กันและกัน นโยบายด้านการศึกษาของบ้านเราใส่ทรัพยากร ทั้งเวลาครู เวลาเด็ก และเงินงบประมาณลงไปเยอะ แต่เราได้ผลลัพธ์กลับมาน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งต้องเข้าไปแก้ที่รายละเอียดเช่น การลดภาระงานครู เราต้องพยายามออกแบบปรับปรุงงบประมาณที่จะให้กับโรงเรียน บางส่วนต้องให้เป็นพื้นฐาน บางส่วนต้องไปรายหัว ซึ่งโรงเรียนควรจะทำให้อยู่อยู่ทุกพื้นที่มีโอกาสในการเข้าถึงโรงเรียนเหมือนกัน ไม่ต้องให้เดินทางไกลๆ
“ผมมาทำงานการเมืองผมตกใจเหมือนกันว่ากรุงเทพมหานคร เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษามากที่สุด ถ้าเรามีแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือ ให้เด็กที่เขาช่วยพ่อแม่ทำงานสามารถเรียนได้ และให้เอกชนมาเป็นคนที่ทำหน้าที่ในการเทรนด์การสอน เราจะทำแพลตฟอร์มการตัวนี้ขึ้นมาเพื่อทำให้เด็กเข้ามาอยู่ในระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งโมเดลนี้ประสบความสำเร็จมาแล้วที่สิงคโปร์” นายณัฐพงษ์ กล่าว
นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า ถ้าเรารู้สึกหมดหวังเท่ากับเขาชนะ ถ้าประชาชนมีหวัง เขตแดนทางอำนาจของประชาชนจะมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเราทำสำเร็จแล้วมาทุกครั้ง นอกจากเชื่อในพลังของพวกเราแล้ว อีกหนึ่งอย่างตนคิดว่ามีความสำคัญคือการที่เราเชื่อว่าอำนาจสูงสุดของประชาชนในประเทศนี้
“ผมไม่ได้แคร์ว่าจะถูกตัดสินในอนาคตอันใกล้ แต่สิ่งที่เชื่อมั่นมากคือสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง” นายณัฐพงษ์ กล่าว





