ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัย การันตีการทำหน้าที่ของ “ภูมิธรรม เวชยชัย” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และ “ทวี สอดส่อง” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม ไม่มีพฤติการณ์ที่บ่งชี้ หรือสั่งการ ให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แทรกแซง ก้าวก่าย การตรวจสอบคดี “ฮั้วสว.” ตามที่รัฐธรรมนูญ และ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง กำหนดให้เป็นหน้าที่โดยตรงของ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.)
ในทางการเมืองแล้ว “ภูมิธรรม-ทวี” ถือว่าโล่ง เพราะสามารถประกาศตัวตนว่าเป็นรัฐมนตรีที่มีความซื่อสัตย์สุจริตในการทำหน้าที่ และนำผลงานทางการเมืองที่ผ่านมาบอกกับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ผันเป็นแต้มต่อในการหาเสียงเลือกตั้งที่กำลังเกิดขึ้น
ขณะที่อีกมุม ผลการวินิจฉัยของ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ถูกจับโยงและจับตาไปถึงการทำงานของ “กกต.” ฐานะผู้มีอำนาจโดยตรงต่อการกำกับ และตรวจสอบ “การเลือก สว.” เพราะเมื่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
คดี “ภูมิธรรม-ทวี” การันตีว่า ไม่มีฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซง เท่ากับว่า การตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ที่ถูกโยนเข้าไปในกระบวนการตรวจสอบ ของ “กกต.” ตั้งแต่กลางปี 2568 ต้องทำอย่างตรงไปตรงมา
ตามที่สังคมทั่วไปทราบกันว่า กระบวนการ “ฮั้ว สว.” ที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการไม่เข้มงวดกวดขันในการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. จนเอื้อให้เกิดโพยฮั้ว-ใบสั่ง ในขั้นตอนของการลงคะแนนเลือกกันเอง
เรื่องนี้มีการตรวจสอบในชั้น “คณะกรรมการสอบสวน ชุดที่26” ที่ทำร่วมกับ “ดีเอสไอ” มีมติ เมื่อ 17 ก.ค.68 ส่งให้ กกต.ดำเนินคดีกับ สว. 138 คน และนักการเมืองอีก 91 คนที่ส่อพฤติกรรมเข้าไปเกี่ยวข้อง
ทว่าจนถึงปัจจุบัน กกต.ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ และล่าสุด กกต. มีมติ 4 ต่อ 3 ไม่เห็นด้วยกับหลักฐานที่ “ดีเอสไอ" นำเสนอ จนสังคมกังขา และตั้งข้อสังเกตว่า “พยายามเตะถ่วง” หรือ “เข้าข่าย ละเว้นการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมาย” หรือไม่
กับข้อกังขาที่เกิดขึ้น มี “คณะสว.สำรอง” นำโดย “อัครวัมน์ พงศ์ธนาชิตกุล” ยื่นฟ้องกกต.ชุดที่มี อิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน กกต. และแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. รวม 8 คน ต่อ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง กรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. เมื่อปลายปีที่ผ่านมา และในวันที่ 27 ม.ค. นี้ ศาลอาญาฯ นัดฟังคำสั่งว่าจะ “รับฟ้อง” หรือไม่
แม้ระหว่างนี้ ศาลอาญาฯ ยังอยู่ระหว่างการตรวจฟ้อง และรอฟังการชี้แจงข้อเท็จจริงที่ขอให้ กกต.ชี้แจง 10 ประเด็น ซึ่งเกี่ยวกับกระบวนการสืบสวนและไต่สวนตามอำนาจที่กฎหมาย รวมถึงเจาะจงคำถามถึงความล่าช้าของการทำงาน ซึ่งดูเหมือนไม่มีอะไรน่ากังวล
ในมุมของ “คมสัน โพธิ์คง” นักวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มองต่างออกไป เพราะแม้คดีนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะรับฟ้อง หรือไม่รับฟ้อง ได้สร้างความหวั่นใจให้กับฝ่ายการเมืองไม่น้อย เพราะคดีนี้มีผลต่อการเลือกตั้ง ในวันที่ 8 ก.พ.69 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อ.คมสัน อธิบายว่า ในกรณีที่ศาลรับฟ้อง ต้องรอดูว่าศาลจะสั่งให้ กกต. และเลขาธิการกกต.หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลมีคำพิพากษาหรือไม่ หากไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จะมีผลต่อการเมืองในมุม “ความชอบธรรม” ต่อการทำหน้าที่กำกับการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ ยุติธรรม เนื่องจากผู้คนมีความสงสัยต่อการทำหน้าที่ระหว่างที่มีคดีซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการทำงานตามบทบาทหน้าที่ ว่าจะเอื้อให้กับนักการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพิเศษหรือไม่
“แต่หากศาลสั่งว่าต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่ามีคำพิพากษา จะมีผลกระทบหนัก ที่อาจทำให้การเลือกตั้ง 8 ก.พ.สะดุดลง เพราะ กกต.ทำหน้าที่ได้ไม่ครบองค์ประชุม” อ.คมสัน ประเมิน
สำหรับ 7 กกต.ที่ถูกยื่นฟ้อง พบว่าได้พ้นตำแหน่งไปแล้ว 3 คน ขณะที่อีก 4 คนยังปฏิบัติหน้าที่ โดย 2 ใน 4 นี้อยู่ระหว่างการหาคนใหม่มาแทน ซึ่งกระบวนการอยู่ระหว่างการ “ตรวจสอบ" ก่อนให้ที่ประชุมวุฒิสภาลงมติเห็นชอบในช่วงกลางมี.ค.
ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับ กกต. กำหนดไว้ชัดว่าองค์ประชุมของ กกต. ต้องไม่น้อยกว่า 5 คน ดังนั้น หาก “ศาลอาญาฯ” รับฟ้องและสั่งให้ กกต. หยุดปฏิบัติหน้าที่ จะมีกกต.ทำหน้าที่ได้เพียง 3 คน คือ ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. อนันต์ สุวรรณรัตน์ และณรงค์ รักน้อย ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง เมื่อ 9 ธ.ค.68 เท่านั้น
อย่างไรก็ดี มีประเด็นโต้แย้งว่า ตามกฎหมายที่เกี่ยวกับ กกต. กำหนดไว้ในมาตรา 16 วรรคห้า ระบุว่า “ระหว่างที่กรรมการพ้นตำแหน่งและยังไม่แต่งตั้งกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้กรรมการเท่าที่เหลือปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ถ้ามีกรรมการเหลืออยู่ไม่ถึง 4 คน ให้กระทำแต่เฉพาะที่จำเป็นอันหลีกเลี่ยงไม่ได้” ดังนั้นจึงไม่กระทบกับหน้าที่ที่เกี่ยวกับการกำกับควบคุมการเลือกตั้งซึ่งเดินหน้าไปแล้วตอนนี้ เพราะ “การเลือกตั้ง” ถือเป็นวาระที่จำเป็น หลีกเลี่ยงไม่ได้
ในกฎหมายฉบับเดียวกันกำหนดไว้ ในมาตรา 18 ที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ เรื่ององค์ประชุม ที่ต้องมีประชุมไม่น้อยกว่า 5 คน และยังกำหนดในมาตราถัดไปถึงเรื่องสำคัญที่ต้องใช้การลงมติจาก กกต.ที่มาประชุมเท่านั้น อาทิ การวินิจฉัยการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย สั่งระงับการดำเนินการที่ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต เที่ยงธรรมหรือไม่ เป็นไปตามกฎหมาย สั่งระงับสิทธิสมัครเลือกตั้ง และในบางเรื่องที่ต้องลงมติที่กำหนดให้ใช้คะแนน 2 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
ในตอนท้าย “อ.คมสัน” บอกด้วยว่า กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในคดี “ภูมิธรรม-ทวี” ต้องรอดูว่า ผู้ร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริต จะนำผลคำวินิจฉัยมายื่นเพิ่มเติมหรือไม่ เพราะในรายละเอียดถือว่ามีน้ำหนักอยู่บ้าง
ดังนั้นต้องจับตาถึงเอฟเฟกต์ คำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญในคดี “ภูมิธรรม-ทวี” ว่าจะกระทบชิ่งไปยัง “กกต.” หรือไม่ แม้ว่าทางคดี “ฮั้ว สว.” ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ “การเลือกตั้ง สส.” ทว่าในแง่การเมือง อาจเป็นจุดชี้เป็น-ชี้ตาย บนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยก็เป็นไปได้





