เมื่อวันที่ 21 ม.ค.2569 ที่ ศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัยเรื่องพิจารณาที่ 8/2568 กรณี ประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สิ้นสุดลง เฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่
กรณีนี้สมาชิกวุฒิสภาเข้าชื่อเสนอคำร้องต่อประธานวุฒิสภา (ผู้ร้อง) โดยกล่าวอ้างว่า การที่ผู้ถูกร้องทั้งสองมีมติให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) เป็นการแทรกแซงหรือครอบงำหน้าที่ และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอันเป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ และครอบงำสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจ และฝ่าฝืนหลักนิติธรรม จึงถือได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่
- สว.อ้างกฎหมาย กกต.มีศักดิ์สูงกว่าดีเอสไอ
โดยในการพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญ ได้หยิบยกคำร้องกล่าวหาของผู้ถูกร้องซึ่งเป็นกลุ่ม สว.มาหลายประเด็น เช่น ผู้กล่าวหาร้องว่า กฎหมายของ กกต.เป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) มีศักดิ์สูงกว่าพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ทั่วไป โดยการสอบสวนคดีฮั้ว สว.นั้น รัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.ป.กกต. และสอบสวนตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. จึงมีศักดิ์สูงกว่า พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ (พ.ร.บ.ดีเอสไอ) ดังนั้นการใช้ พ.ร.บ.ดีเอสไอ สอบสวนเรื่องนี้ อาจขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.ได้
นอกจากนี้กลุ่ม สว.ยังร้องว่า ผู้ถูกร้องทั้ง 2 (นายภูมิธรรม และ พ.ต.อ.ทวี) มีมติให้กรณีการสมคบในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลที่กระทำผิดเป็นความผิดฐานอั้งยี่ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง จากการเลือก สว.ปี 2567 และรับดำเนินการเป็นคดีพิเศษ ใช้อำนาจสั่งการดีเอสไอ และคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ให้นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม และมีมติรับไว้เป็นคดีพิเศษ เพื่อใช้เครื่องมือแทรกแซงอำนาจหน้าที่ของ กกต.ในการตรวจสอบการเลือก สว. สมคบกับสอบสวนโดยมิชอบ กลั่นแกล้ง แทรกแซง กดดัน ข่มขู่ ครอบงำ และละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของ สว.นั้น
- ศาล รธน.ชี้ ‘ภูมิธรรม-ทวี’ ไม่มีหลักฐาน อยู่เบื้องหลังแทรกแซงสอบฮั้ว สว.
อย่างไรก็ดีศาลรัฐธรรมนูญ รับฟังข้อเท็จจริงจากการไต่สวนพยาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และพยานปากสำคัญต่างๆ พิจารณาแล้ว สรุปได้ว่า ข้อกล่าวหาต่างๆ นั้น ผู้ถูกร้องทั้ง 2 มิได้สั่งการ หรือเข้าไปแทรกแซงใดๆ ไม่ว่าจะเป็นกรณีผู้ถูกร้องที่ 2 การรับเรื่องร้องเรียนกล่าวหา ตั้งแต่ช่วงก่อนวันเลือกตั้ง สว.ระดับประเทศ และให้ที่ปรึกษา รมว.ยุติธรรม ทำหนังสือส่งไปถึงดีเอสไอเพื่อดำเนินการสอบสวนขั้นต้น ก็เป็นวิธีการปกติที่ใช้กันในคดีอื่น ๆ มิได้เฉพาะเจาะจงในคดีเลือก สว. ดังนั้นไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นใด ที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 สมคบกับผู้ยื่นหนังสือร้องเรียนฉบับต่างๆ ในการเสนอเรื่องต่อกระทรวงยุติธรรม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไม่อาจบ่งชี้ได้ว่า ผู้ถูกร้องทั้ง 2 เป็นผู้อยู่เบื้องหลังกระบวนการสั่งการ เพื่อแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. โดยใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นเครื่องมือ
นอกจากนี้ดีเอสไอ ยังเคยมีหนังสือขอหารือไปยังสำนักงาน กกต.หลายครั้ง โดยเฉพาะเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ตามข้อกฎหมาย ในเรื่องการสอบสวนคดีฮั้ว สว. กรณีไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานอื่นใดที่บ่งชี้ว่าผู้ถูกร้องทั้ง 2 สั่งการให้ดีเอสไอ ใช้อำนาจสืบสวนกรณีดังกล่าว เพื่อแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.
- หลักฐานชัดถาม กกต.ละเอียดแล้ว
โดยปรากฏหลักฐานชิ้นสำคัญคือ หนังสือที่อธิบดีดีเอสไอ ทำถึงเลขาธิการ กกต. ฉบับวันที่ 3 ก.พ.2568 แจ้งรายละเอียดผลการสืบสวนคดีพิเศษที่ 151/2567 ปรากฏข้อความชัดเจนสรุปได้ว่า เนื่องจากกรณีจำเป็นต้องใช้วิธีการรวบรวมหลักฐานเป็นพิเศษ ประกอบกับการกระทำความผิดทางอาญาดังกล่าว กระทำต่อบทกฎหมายอื่น นอกจาก พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง สว. 2561 ที่อยู่ในหน้าที่ และอำนาจโดยตรงของ กกต. ดีเอสไอจึงประสงค์จะรับดำเนินการสอบสวนในส่วนที่พบการกระทำความผิดทางอาญาไว้ดำเนินการ พร้อมขอให้ กกต.พิจารณาว่า มีความผิดทางอาญาใดที่ กกต.จะรับไว้ดำเนินการสอบสวนเอง และความผิดทางอาญาใดที่ กกต.ประสงค์จะให้ดีเอสไอเป็นผู้ดำเนินการสอบสวน หรือ กกต.จะรับดำเนินการสอบสวนเองในการกระทำความผิดทางอาญาทุกข้อกล่าวหา และทุกฉบับกฎหมาย หรือประสงค์ให้ดีเอสไอดำเนินการสอบสวนในการกระทำความผิดทางอาญาทุกข้อกล่าวหา และทุกฉบับกฎหมาย
ข้อความดังกล่าวบ่งชี้ว่า นอกจากดีเอสไอจะจำกัดกรอบอำนาจตนเองที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการตรวจสอบกรณีเป็นความผิดทางอาญาเท่านั้น ไม่รวมถึงความผิดอื่นๆ ตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และพรรคการเมือง ซึ่งเป็นหน้าที่ และอำนาจโดยตรงของ กกต. แต่ในส่วนของความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย เกี่ยวกับการเลือกตั้ง และพรรคการเมือง ดีเอสไอ ได้แจ้งต่อ กกต.เพื่อให้พิจารณาว่า จะรับเรื่องดังกล่าวไว้ดำเนินการเองทั้งหมด หรือเพียงบางส่วนหรือไม่ เพื่อให้ กกต.ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย และพรรคการเมืองกำหนดไว้
นอกจากนี้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริง หรือพยานหลักฐานอื่นใด ที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกร้องทั้ง 2 สั่งการให้ดีเอสไอ แจ้งข้อรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา อีกทั้งภายหลังที่ดีเอสไอมีหนังสือฉบับดังกล่าว สำนักงาน กกต.ได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 18 ก.พ.2568 ถึงอธิบดีดีเอสไอแจ้งว่า ที่ดีเอสไอมีหนังสือแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการสืบสวนขั้นต้นเรื่องดังกล่าว ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ดีเอสไอได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้วหรือไม่ จึงยังไม่ได้เสนอเรื่องให้ กกต.พิจารณาตาม พ.ร.ป.กกต. 2560 มาตรา 49 กรณีไม่ปรากฏข้อเท็จจริง หรือพยานหลักฐานอื่นใดที่บ่งชี้ว่า ผู้ถูกร้องทั้ง 2 สั่งการให้ดีเอสไอ ใช้อำนาจในการแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.แต่อย่างใด
- อ้างเป็น ปธ. - รอง ปธ.กคพ.สั่งเร่งรัดฟังไม่ขึ้น
ขณะเดียวกันในกรณีกล่าวหาว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 (นายภูมิธรรม) ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) และผู้ถูกร้องที่ 2 (พ.ต.อ.ทวี) เป็นรองประธาน กคพ.โดยตำแหน่ง ใช้อำนาจหน้าที่แทรกแซงอธิบดีดีเอสไอ และกรรมการ กคพ.คนอื่นๆ เพื่อเร่งรัดคดีฮั้ว สว.นั้น จากการไต่สวนอธิบดีดีเอสไอ ปรากฏข้อเท็จจริงไปในทางเดียวกันว่า แนวทางปฏิบัติที่ผ่านมา การบรรจุวาระประชุมเป็นอำนาจหน้าที่อธิบดีดีเอสไอ ส่วนประธานกรรมการ กำหนดวัน และเวลาการประชุม กรณีไม่ปรากฏข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าผู้ถูกร้องทั้ง 2 สั่งการให้บรรจุวาระระเบียบการประชุมเรื่องดังกล่าว เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ
นอกจากนี้ นำเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมโดยไม่ผ่านคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ นั้น ก็เป็นเรื่องปกติ และเป็นอำนาจหน้าที่ของอธิบดีดีเอสไอ ทั้งนี้ในการประชุม กคพ.ครั้งที่ 2/2568 ที่ประชุมมีมติให้ถอนเรื่องกลับไปในชั้นอนุกลั่นกรองฯ เพื่อให้ตรวจสอบขอบเขต และอำนาจหน้าที่ในการสอบสวนคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งให้รอบคอบ ก่อนจะพิจารณา รวมถึงให้เชิญผู้แทนสำนักงาน กกต.มาประชุมในคราวต่อไป เพื่อให้ทราบความชัดเจนอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานทั้ง 2
โดยดีเอสไอมีหนังสือลงวันที่ 27 ก.พ. 2568 ถึง กกต. ขอเชิญประชุม ตีความ พ.ร.ป.กกต. 2560 มาตรา 49 อีกทั้งเพื่อไม่ให้เกิดข้อโต้แย้งใด ๆ และรัดกุมต่อกระบวนการ ผู้ถูกร้องทั้ง 2 เห็นชอบกับอธิบดีดีเอสไอว่า ให้นำเรื่อง 151/2567 กลับไปชั้นอนุกรรมการกลั่นกรองฯ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดว่า ผู้ถูกร้องทั้ง 2 สั่งการให้บรรจุเรื่องสืบสวนดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีลักษณะเร่งรัดให้ดีเอสไอดำเนินการ
นอกจากนี้ในการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ 2/2568 และ 3/2568 ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกร้องทั้ง 2 มีพฤติกรรมใดเป็นการข่มขู่ สั่งการ ชี้นำ หรือปิดกั้นแสดงความเห็น อันเป็นการก้าวก่าย หรือแทรกแซงคณะกรรมการคดีพิเศษคนอื่น ผู้ถูกร้องทั้ง 2 เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง โดยผู้ถูกร้องทั้ง 2 ได้ซักถามข้อสงสัยต่างๆ ต่อฝ่ายเลขานุการ ให้คณะกรรมการคดีพิเศษ มีข้อมูลประกอบพิจารณาเพียงพอ และผู้ถูกร้องที่ 2 เพียงแต่อธิบายความเห็นทางกฎหมาย หรือการปฏิบัติงานโดยปกติ กรณีจึงเชื่อว่าผู้ถูกร้องทั้ง 2 มิได้ใช้อำนาจสั่งการดีเอสไอ และคณะกรรมการคดีพิเศษ ในการนำเรื่องเข้าที่ประชุม และมีมติรับไว้เป็นคดีพิเศษ เพื่อเป็นเครื่องมือแทรกแซง หรือครอบงำ อำนาจ กกต.ในการตรวจสอบการเลือก สว.แต่อย่างใด
- ส่ง 3 เจ้าหน้าที่ดีเอสไอร่วมคณะ 26 กกต.เพราะถูกขอมา
ส่วนกรณีการให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 3 คน ไปร่วมในคณะกรรมการสืบสวนฯ ส่วนกลาง คณะที่ 26 ของ กกต.นั้น ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า สำนักงาน กกต.เห็นว่า ข้อเท็จจริงกระทำผิด ยุ่งยากซับซ้อน ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ และการเชื่อมโยงข้อมูลจาก ดีเอสไอ กกต.จึงแต่งตั้งเจ้าหน้าที่จากดีเอสไอ ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงาน กกต.เป็นคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน อันเป็นกรณีที่ กกต.เห็นว่า จำเป็นต้องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่นของรัฐเป็นคณะกรรมการสืบสวนฯ
แม้ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนพยานบุคคลปรากฏว่า การเสนอชื่อเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เพื่อให้สำนักงาน กกต.มีคำสั่งแต่งตั้งนั้น เป็นอำนาจของอธิบดีดีเอสไอ แต่เรื่องดังกล่าวปรากฏข้อเท็จจริงภายหลังว่า สว.ที่ถูกกล่าวหา ซึ่งรวมไปถึงประธานวุฒิสภา และรองประธานวุฒิสภา ได้คัดค้านการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนฯ คณะที่ 26 ที่มีเจ้าหน้าที่จากดีเอสไอ อย่างไรก็ดีมติ กกต.เมื่อ 14 พ.ค.2568 มีมติเอกฉันท์ว่า กรณีไม่มีเหตุให้คัดค้านการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เป็นคณะกรรมการสืบสวนฯ คณะที่ 26
จากการเบิกความของ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ ข้อสงสัยการสมคบการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนฯ ปรากฏหลักฐานเพียงข่าว ปรากฏตามสื่อโดยทั่วไป ไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นใดที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 สั่งการมีส่วนเสนอชื่อเจ้าหน้าที่ดีเอสไอดังกล่าว
- ปมสอบสวนเกินขอบเขตอำนาจ มีการแจ้งความไว้แล้ว
ส่วนประเด็นการสอบสวนเกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ เช่น การตรวจสอบข้อมูลในพื้นที่ พิกัดโทรศัพท์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลยุติธรรมนั้น ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ในการดำเนินการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างนั้น ไม่ปรากฏหลักฐานใดแสดงเห็นได้ว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 ใช้อำนาจสั่งการ และควบคุมให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการดังกล่าว หากการปฏิบัติหน้าที่สอบสวนของเจ้าหน้าที่ เป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ย่อมต้องถูกตรวจสอบโดยพนักงานอัยการ และศาล ที่พิจารณาสำนวนสอบสวนต่อไป รวมถึงเจ้าหน้าที่ดังกล่าว อาจถูกกล่าวหาว่า กระทำผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ปรากฏข้อเท็จจริงว่า มี สว.ที่ถูกกล่าวหาบางส่วน ได้ลงบันทึกประจำวันต่อตำรวจไว้เป็นหลักฐานแล้ว
นอกจากนี้ในการสัมภาษณ์ของผู้ถูกร้องที่ 2 ต่อสื่อตามที่ผู้ร้องส่งหลักฐานเป็นคลิปต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นกรณีผู้ถูกร้องที่ 2 ตอบข้อซักถามต่อสื่อมวลชนประเด็นทุจริตเลือก สว.ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนกว้างขวาง เป็นการรายงานข้อเท็จจริง รวมถึงการชี้แจงข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับกรณีมีผู้ขัดขวางการปฏิบัติงาน มิได้ให้ข้อมูล รายละเอียด หลักฐาน หรือข้อความที่เป็นการข่มขู่ สว.แต่อย่างใด
จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าผู้ถูกร้องทั้ง 2 มีพฤติการณ์ตามข้อกล่าวว่า ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ อันขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ 160 (4) และไม่มีพฤติการณ์ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานจริยธรรมฯ ข้อ 27 ประกอบข้อ 5 6 7 8 11 12 13 14 16 17 21 25 และ 26 ไม่มีการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5) อันเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้ง 2 สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) (5)
อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้ง 2 ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตามรัฐธรรมนูญ 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) (5) แต่อย่างไรก็ดีความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้ง 2 สิ้นสุดลงก่อนแล้ว ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2568 และรัฐธรรมนูญมาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 170
- มติข้างมากชี้ไม่ได้แทรกแซง-ไม่ต้องพ้นจากความเป็น รมต.
โดยผลการพิจารณา กรณีผู้ถูกร้องที่ 1 (นายภูมิธรรม) ประเด็นว่ามีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติข้างมาก 8 ต่อ 1 เสียง เห็นว่า ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) โดยตุลาการเสียงข้างน้อย 1 คนคือ นายจิรนิติ หะวานนท์
ส่วนกรณีมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5) หรือไม่ มีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 เสียง เห็นว่า ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (5) โดยตุลาการเสียงข้างน้อย 2 คนคือ นายจิรนิติ หะวานนท์ และนายสราวุธ ทรงวิไล
กรณีผู้ถูกร้องที่ 2 (พ.ต.อ.ทวี) ประเด็นว่ามีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติข้างมาก 7 ต่อ 2 เสียง เห็นว่า ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) โดยตุลาการเสียงข้างน้อย 2 คนคือ นายวิรุฬห์ แสงเทียน และนายจิรนิติ หะวานนท์
ส่วนกรณีมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5) หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 เสียง โดยฝ่ายเสียงข้างมากคือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายนภดล เทพพิทักษ์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชย์ และนายอุดม รัฐอมฤต วินิจฉัยว่า ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (5)
ส่วนตุลาการเสียงข้างน้อย จำนวน 4 คนคือ นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายจิรนิติ หะวานนท์ นายสุเมธ รอยกุลเจริญ และนายสราวุธ ทรงวิไล เห็นว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (5)
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





