'สว.นันทนา' มา กกต.ขอหารือปม ปชช.ร้อง กมธ.พัฒนาการเมือง เหตุไม่เปิดให้ประชามติล่วงหน้า ต้องแสดงตน 2 ครั้งทำเสียเวลา จะรับผิดชอบอย่างไร
KEY POINTS
- สว. นันทนา นันทวโรภาส เข้าพบ กกต. เพื่อหารือข้อร้องเรียนของประชาชน กรณีไม่มีการเปิดให้ลงทะเบียนใช้สิทธิ์ออกเสียงประชามติล่วงหน้า ซึ่งอาจทำให้ผู้ไม่สะดวกในวันจริงเสียสิทธิ์
- เสนอให้ปรับปรุงกระบวนการในวันเลือกตั้ง โดยให้แสดงตนครั้งเดียวเพื่อรับทั้งบัตรเลือกตั้งและบัตรประชามติพร้อมกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อนและประหยัดเวลา
- แสดงความกังวลว่าการต้องต่อแถว 2 ครั้ง อาจทำให้คนเลือกที่จะไม่ลงประชามติ ส่งผลให้จำนวนผู้ใช้สิทธิ์น้อยกว่าการเลือกตั้ง และกระทบต่อผลการแก้รัฐธรรมนูญ
เมื่อวันที่ 21ม.ค. 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. เดินทางมาโดยอ้างว่า เพื่อจะมาหารือเรื่องของการจัดเลือกตั้ง และการออกเสียงประชามติ เนื่องจากทางคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาการเมืองวุฒิสภาได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมาก ว่า เหตุใดจึงไม่สามารถลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์ออกเสียงประชามติล่วงหน้าได้เหมือนการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า จะทำให้คนที่ไม่สามารถเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. จะเสียสิทธิ์ในการลงประชามติวันที่ 8 ก.พ. ปัญหานี้มีประชาชนจำนวนมากที่เดือดร้อน จึงต้องมาพูดคุยกับ กกต.ว่าในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ 18 วันจะมีวิธีการอะไรที่จะช่วยเหลือให้ประชาชนที่ต้องการออกเสียงประชามติแต่ไม่สามารถไปในวันที่ 8 ก.พ.ได้ใช้สิทธิ์
น.ส.นันทนา กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการจัดหน่วยเลือกตั้งและหน่วยออกเสียงประชามติในวันที่ 8 ก.พ. ที่ กกต. กำหนดให้ต้องแสดงตน 2 ครั้ง มีการร้องเรียนว่าการที่ต้องมาต่อแถวเพื่อขอใช้สิทธิ์ออกเสียงประชามติใหม่หลังใช้สิทธิ์เลือกตั้งแล้ว ทำให้เสียเวลา ถ้านึกถึงการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ที่มีประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ 75.8% ต่อแถวยาวมากกว่าที่จะได้รับบัตรเพื่อไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ครั้งนี้จะต้องมาต่อแถวยาวเพื่อไปรอรับบัตรมาลงประชามติอีก เป็นการทำให้ต้องเสียเวลาโดยใช่เหตุอีก แต่ถ้าทำให้เป็นกระบวนการเดียวกันลงทะเบียนแสดงตนรับบัตร 3 ใบ แล้วเข้าคูหาลงคะแนนจะไม่ยุ่งยาก เพราะบัตรประชามติมีลักษณะเฉพาะคือช่องกาเห็นชอบและไม่เห็นชอบ ซึ่งแตกต่างจากบัตรเลือกตั้งอยู่แล้ว
"แต่การที่ กกต. จัดแบบ 2 ขยัก ผลที่จะตามมาคือประชาชนใช้สิทธิ์เลือกตั้งเสร็จ อาจจะเดินออกไปเลยเพราะเห็นว่าการไปต่อแถวใหม่ยาวมาก ยิ่งมาใช้สิทธิ์ช่วงใกล้จะหมดเวลาการเลือกตั้งก็อาจต่อแถวไม่ทัน นี่คือความยุ่งยากและอุปสรรคของการลงประชามติ จึงอยากให้ กกต.ปรับกระบวนการตรงนี้เพราะคนที่อยู่ในกระบวนการก็คือคนของ กกต. แต่ถ้ายังยืนยันเช่นเดิมเชื่อว่าจะมีความต่างของจำนวนผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งกับผู้ผู้ออกเสียงประชามติ ถ้าดิฉันตั้งว่าอันนี้เป็น KPI ของ กกต. ที่จะต้องทำให้คนที่มาลงประชามติ เป็นจำนวนเดียวกันกับคนที่มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ถ้ามันต่างกันเป็นล้านคน กกต.จะรับผิดชอบหรือไม่ เพราะถ้าการลงประชามติมันน้อยกว่าการเลือกตั้ง มันจะส่งผลถึงการแก้รัฐธรรมนูญด้วยจึงอยากมาเรียกร้อง กกต.ว่าจะมีแนวทางแก้ปัญหานี้อย่างไรเพราะเหลือเวลาอีกแค่ 18 วัน" น.ส.นันทนา กล่าว
น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา กมธ.พัฒนาการเมืองฯ พยายามนัดหมาย กกต.แต่ก็ได้วันที่ไกลมากคือปลายเดือนนี้ ตนจึงอยากมาพูดคุยกับ กกต.ว่าจะมีแนวทางอะไรที่จะสามารถเป็นไปได้ในสิ่งที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน และอยากให้การลงประชามติครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำพร้อมกับการเลือกตั้งได้ผลเท่ากันคือคนมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งแล้วลงประชามติประหยัดทั้งเงิน เวลา และได้ประสิทธิภาพสูงกว่าที่ควรจะเป็น คือได้คนมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งเท่าๆกับคนที่มาออกเสียงประชามติ และเห็นว่ากกต.ควรเป็นเจ้าภาพใหญ่รณรงค์ให้คนไปใช้สิทธิ์ออกเสียงประชามติ เวลาที่เหลืออยู่อยากให้กกต.ลงมือทำอย่างเต็มที่
เมื่อถามว่า กกต.ยืนยันไม่มีการเปลี่ยนรูปแบบการจัดหน่วยลงคะแนน เพราะเป็นกฎหมายคนละฉบับและคิดมาดีแล้ว น.ส.นันทนา กล่าวว่า เข้าใจเรื่องกฎหมายคนละฉบับ แต่ที่ให้การออกเสียงประชามติมาทำวันเดียวกับวันเลือกตั้ง คือต้องการให้ประหยัดงบประมาณ ประชาชนประหยัดเวลา มาครั้งเดียวแล้วได้ทั้งเลือกตั้งและประชามติ ฉะนั้นจึงต้องประยุกต์วิธีการได้มาซึ่งประชามติและเลือกตั้ง โดยกกต.ทำได้เพราะผู้ที่อยู่ในกระบวนการนี้ก็คือคนของ กกต.เอง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นางสาวนันทนาให้สัมภาษณ์อยู่บริเวณด้านหน้าสำนักงาน กกต.มีประชาชนซึ่งมาติดต่อหน่วยงานอื่นภายในศูนย์ราชการฯ ตะโกนสวนไปยังน.ส.นันทนาว่า "จะแก้ทำไม ของเดิมมันก็ดีอยู่แล้ว" ก่อนที่จะเดินผ่านไป





