background-default

วันพุธ ที่ 21 มกราคม 2569

Login
Login

2 ปมร้อน ‘เลิก ITA-จี้ กก.ออก’ ภารกิจด่วน ฟื้นวิกฤติ ป.ป.ช.

2 ปมร้อน ‘เลิก ITA-จี้ กก.ออก’ ภารกิจด่วน ฟื้นวิกฤติ ป.ป.ช.

เรียกได้ว่า เจอโจทย์แรกเป็นงานหิน “รับน้อง” กันเลยทีเดียว หลังจากวานนี้ (19 ม.ค.2569) มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “สุรพงษ์ อินทราถาวร” เป็นเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คนใหม่ พร้อมกับโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง 2 กรรมการ ป.ป.ช.ใหม่ ได้แก่ สุชาติ สุนทรีเกษม และมนูภาน ยศธแสนย์

ภารกิจเร่งด่วนเรื่องแรกที่ “สุรพงษ์” ในฐานะ “เลขา ป.ป.ช.ป้ายแดง” คือการแถลงข่าว 2 ประเด็นร้อนที่กำลังเขย่าเสถียรภาพ และความเชื่อมั่นภายใน “องค์กรสนามบินน้ำ” แห่งนี้ 

1.กรณีภาคประชาชน นำโดยเพจเครือข่าย STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย และเพจ “Strong Act” (คนละส่วนกับชมรม STRONG จิตพอเพียงต้านทุจริตจังหวัด…” ที่เป็นเครือข่ายของ ป.ป.ช.) ตั้งคำถามถึงผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ว่าอาจไม่มีความจำเป็น

โดยเครือข่ายภาคประชาชนแห่งนี้ ชี้ให้เห็นว่า ขั้นตอนและกระบวนการจัดทำ ITA นั้น ไม่ต่างจาก “พิธีกรรม”การสร้างภาพ โดยใช้เงินภาษีประชาชนไปกับตัวเลขและรายงาน โดยไม่ได้สะท้อนภาพความเป็นจริง 

เช่น การทำแบบสอบถาม หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.เอง ใช้วิธีส่งลิงก์ ผลัดกันประเมินในแต่ละจังหวัด ทำให้ผลการประเมินออกมาสวยหรู แต่ความจริงอาจไม่ได้โปร่งใสตามผลคะแนน นอกจากนี้ยังอ้างว่า หน่วยงานรัฐจำนวนไม่น้อยทำเพื่อผ่าน มากกว่าทำเพื่อพัฒนา ส่งผลให้มีงานงอกมากขึ้น แต่ไม่แก้ปัญหาทุจริตอย่างแท้จริง

ทั้งนี้เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้แจงว่า การประเมิน ITA ยังคงมีความจำเป็นและเป็นกลไกสำคัญในเชิงป้องกัน และเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสในภาครัฐให้ปฏิบัติราชการอย่างมีธรรมาภิบาล 

โดยสำนักงาน ป.ป.ช. อยู่ระหว่างการวิเคราะห์ ทบทวน และรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน พร้อมทั้งปรับปรุงเครื่องมือการประเมิน ITA ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับบริบทของหน่วยงานภาครัฐ 

มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ ข้อคำถามให้มีความเชื่อมโยงกับภาพลักษณ์ของหน่วยงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะของภาครัฐ เพื่อตอบสนองต่อความคาดหวังของสังคมได้มากยิ่งขึ้น สะท้อนปัญหาการทุจริตของแต่ละองค์กรในการประเมิน ITA คาดว่าจะสามารถประกาศหลักเกณฑ์ การประเมิน ITA ในช่วงต้นเดือน มี.ค.2569

ประเด็นที่ 2.กรณีมีแถลงการณ์ 2 ฉบับอ้างว่าเป็น “คนใน” สำนักงาน ป.ป.ช.เรียกร้องให้ “สุชาติ ตระกูลเกษมสุข”ประธานกรรมการ ป.ป.ช. และ“เอกวิทย์ วัชชวัลคุ” กรรมการ ป.ป.ช. ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อรับผิดชอบในเรื่องถูกร้องเรียนกล่าวหา

ขณะนี้ "ป.ป.ช." กำลังสอบสวนภายใน เบื้องต้นพบว่าเเถลงการณ์ 2 ฉบับ มีการส่งต่อมาเป็นทอดๆ จากพื้นที่ภาคใต้ก่อนจะมาเผยแพร่ มีการใช้โลโก้และชื่อของชมรม “Strong” 

หลังจากนี้ “สำนักงาน ป.ป.ช.” อาจจะดำเนินการแจ้งความเอาผิดผู้เผยแพร่แถลงการณ์ดังกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า มี “คนเบื้องหลัง” ปฏิบัติการดิสเครดิต “ป.ป.ช.”

เช่น กรณี “เอกวิทย์ วัชชวัลคุ” กรรมการ ป.ป.ช. ถูกกล่าวหาว่า พัวพันกับการรับสินบนเป็นทองคำแท่งหนัก 246 บาท มูลค่ากว่า 15 ล้านบาท จาก “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. โดยเรื่องนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนของตำรวจ และสำนักงาน ป.ป.ช.

เบื้องต้นมีรายงานว่า “เอกวิทย์” ภายหลังเกิดเรื่องราวขึ้น ได้ถูกที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติปรับออกจากการคุมสำนักไต่สวนการทุจริตภาครัฐ 1 (สตร.1) สำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ 1 (สตว.1) เหลือแค่คุมสำนักงาน ป.ป.ช.ภาค 8 ซึ่งดูแล “โซนภาคใต้” เพียงหน่วยงานเดียว

ต่อมาภายหลังโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง 2 กรรมการ ป.ป.ช.ใหม่ ที่ประชุมได้มอบหมายให้ “สุชาติ สุนทรเกษม” ไปคุมสำนักไต่สวน สตร.1 และ สตว.1 พร้อมกับคุมสำนักงาน ป.ป.ช.ภาค 8 แทน “เอกวิทย์” ส่วน “มนูภาน ยศธแสนย์” ไปกำกับดูแลสำนักไต่สวนคดีร่ำรวยผิดปกติ สำนักงาน ป.ป.ช.ภาค 6 และสำนักงาน ป.ป.ช.ภาค 7 

ด้าน “เอกวิทย์” ถูกโยกไปคุมไปกำกับดูแลงานในส่วนสำนักงาน ป.ป.ช.ภาค 5 ใน “โซนภาคเหนือ” แทนเพียงแค่หน่วยงานเดียว

ส่วน “สุชาติ ตระกูลเกษมสุข” เคยถูกกล่าวหา และถูกปล่อยคลิปวีดีโอว่า เคยเดินทางไปพบกับ “วันมูหะมัดนอร์ มะทา”อดีตประธานรัฐสภา ซึ่งอ้างว่ามีการหารือกันเกี่ยวกับคดีความ และด้านการเมือง ขณะเดียวกัน“สุชาติ” เคยถูก “บิ๊กโจ๊ก" กล่าวหาพาดพิงว่า เคยเข้าพบ “บิ๊กเนมการเมือง” แห่ง “บ้านป่าฯ” เพื่อขอให้ผ่านการสรรหาเป็นกรรมการ ป.ป.ช. 

อย่างไรก็ดีเรื่องนี้ ทั้ง“สุชาติ” และ“บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เมื่อครั้งเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ได้ออกมาปฏิเสธเรื่องดังกล่าวว่าไม่เป็นความจริง

มีรายงานแจ้งว่า วานนี้(20 ม.ค.) ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ ไม่ยกคำร้องของ“บิ๊กโจ๊ก” ที่คัดค้านให้ “สุชาติ ตระกูลเกษมสุข” ถอนตัวจากคดีที่ไต่สวน“บิ๊กโจ๊ก”อยู่  โดยให้เหตุผลว่า ไม่ใช่คู่กรณี หรือมีส่วนได้เสียในทุกคดี ทำให้หลังจากนี้ “สุชาติ” สามารถดำเนินการไต่สวนในองค์คณะ หรืออนุกรรมการไต่สวนคดีที่เกี่ยวกับ “บิ๊กโจ๊ก” ได้ทั้งหมด

ประเด็นข้างต้น เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้แจงว่า สำนักงาน ป.ป.ช.ยืนยันว่า การดำเนินงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นไปตามหน้าที่และอำนาจ ขั้นตอน และหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด ประเด็นใดที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่หรือพฤติการณ์ของผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. สำนักงาน ป.ป.ช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องพิจารณาและดำเนินการภายใต้กระบวนการตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

“การที่มีการเผยแพร่ข้อมูล ข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อนบิดเบือนว่า จะไม่เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องบัญญัติไว้ สร้างความเสียหายหรือสร้างความเคลือบแคลงสงสัยให้กับสาธารณชน สำนักงาน ป.ป.ช.ขอให้ประชาชนรับฟังข้อมูลข่าวสารด้วยความระมัดระวัง เพราะขั้นตอนกระบวนการต่าง ๆ ต้องเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติไว้” เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ระบุ

สำนักงาน ป.ป.ช. ขอเน้นย้ำว่า เคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และพร้อมส่งเสริม สนับสนุน การรวมกลุ่มเพื่อขับเคลื่อนภารกิจด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พร้อมทั้งเปิดรับข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนที่สื่อสารอย่างมีความรับผิดชอบโดยยึดประโยชน์สาธารณะ ความน่าเชื่อถือขององค์กร และความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งต้องไม่ละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นจนเกินขอบเขตของกฎหมายด้วย

ทั้งหมดคือ 2 ปมร้อนที่กำลังเขย่า “องค์กรสนามบินน้ำ”ท่ามกลาง“วิกฤติศรัทธา”จากภาคประชาชน ที่กังขาถึงการทำงาน และข้อครหาถึงความไม่ชอบมาพากลในการทำหน้าที่ของ“คนใน”บางคน ซึ่งกำลังเผชิญคดีความอยู่ในเวลานี้