วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

'นักวิชาการ มธ.' ชี้ปัจจัย บ้านใหญ่-ย้ายพรรค ทำยอดซื้อเสียงพุ่ง

'นักวิชาการ มธ.' ชี้ปัจจัย บ้านใหญ่-ย้ายพรรค ทำยอดซื้อเสียงพุ่ง

"อรรถสิทธิ์" มองโพลทุ่มซื้อเสียง หัวละ 7,500 บาท เหตุ บ้านใหญ่-ย้ายพรรค-เร่งปิดเกมพื้นที่สู้เดือด แนะ "กกต." จับมือ สตช.-ปปง. ทำงานปราบปรามเชิงรุก

รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงการเลือกตั้งที่มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านการสำรวจว่าอาจมีอัตราการซื้อเสียงสูงถึงหัว 3,000 - 7,500 บาท ว่า มีความเป็นไปได้  โดยเฉพาะในกลุ่มเครือข่ายผู้สมัครที่มีการย้ายพรรคหนึ่งไปยังอีกพรรคหนึ่ง ที่ต้องจ่ายเพื่อสร้างแรงจูงใจ เพราะการย้ายพรรคในพื้นที่เดิมนั้นต้องแลกมาด้วยภาพลักษณ์ของตัวเองและแลกกับความสงสัยของโหวตเตอร์ที่อิงพรรคอิงจุดยืน ดังนั้นแล้วถือว่าต้นทุนเสียตั้งแต่เริ่ม 

"เพดานอัตราการซื้อเสียงที่อาจจะสูงกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ เพราะมี สส. อดีต สส. บ้านใหญ่ บ้านใหม่ ย้ายพรรคกันมาก ประกอบกับมีเงินนอกระบบไหลเข้ามามาก ทำให้เกิดความกล้าได้กล้าเสียที่จะจ่ายเพิ่มจนดันเพดานราคาให้สูงขึ้นตาม ขณะที่ในเขตที่ผลคะแนนครั้งที่แล้วแตกต่างกันไม่เยอะ หรือมีการต่อสู้กันอย่างดุเดือด ต้องซื้อเพื่อปิดเกม ราคาจึงสูง อีกประเด็นคือโครงสร้างหัวคะแนน หากไม่เข้มแข็งพอก็จะทำให้มีการดันราคาขึ้นไปอีก ประกอบกับเศรษฐกิจรายพื้นที่ จึงทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าเงินเฟ้อทางการเมือง คือเงินที่จ่ายเทียบกับรายได้ในชีวิตประจำวันแล้วไม่สอดรับซึ่งกันและกัน” รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า มีความเป็นไปได้อีกว่าสุดท้ายอัตราราคาจะไม่ได้จบเพียงแค่ตามที่ผลโพลนำเสนอคือ 7,500 บาท โดยเฉพาะการแข่งขันในสภาพที่ระบบระเบียบไม่ได้รับการป้องกัน เมื่อมีพรรคที่ใช้เงินน้อยหรือไม่ใช้เงินได้รับกระแสเยอะอยู่ พรรคที่มีอำนาจเงินต้องทุ่มมากขึ้น เพราะเชื่อว่าอำนาจเงินไหลไปหาอำนาจรัฐได้ ยิ่งวันเลือกตั้งใกล้เข้ามาการแข่งขันจะยิ่งสูงขึ้นตามผลโพลที่เปิดเผยออกมาในแต่ละระยะ ซึ่งมีอีกกรณีคือผู้สมัครบางรายอาจพบว่าสู้ไปแล้วผลโพลกลับยังแพ้ก็อาจไม่จ่ายเพิ่มแล้ว เก็บเงินไว้แล้วหยุดหาเสียงไปดื้อๆ

“การเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา เงินสู้กับกระแสอย่างจริงจัง สังคมดื้อยาขึ้นเยอะ ไม่ค่อยตอบสนองต่อการรณรงค์การปลอดการซื้อเสียง ไม่ทำให้การซื้อเสียงมันเป็นของแปลกหน้าที่ไม่ควรยอมรับ แต่กลับยอมรับการมีอยู่และยังประกันความสำเร็จให้กับคนที่ซื้อเสียงอีกด้วย การซื้อเสียงเลยกลายเป็นยาสามัญติดบ้านช่วงเลือกตั้ง ที่คนซื้อได้ใจ คนรับได้ตังค์ คนชนะได้ตำแหน่งไป” รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว

รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าวต่อว่าจากผลโพลพบว่ามีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ตอบว่าจะไม่ขอเลือกผู้ที่จ่ายเงิน หากเกิดขึ้นจริงสะท้อนว่าการรณรงค์ของพรรคการเมืองที่ใช้กระแส ขายความคิด ขายนโยบาย มีผลทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่ากินเหยื่อแต่ไม่กินเบ็ด คือรับเงินแต่ไม่เลือก  แต่ส่วนตัวไม่แน่ใจว่าจะเป็นเพียงการต่อรองหรือเพื่อปั่นกระแสหรือไม่ ถ้าใช่จะยิ่งเป็นเรื่องอันตราย  

รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าวต่อว่าสำหรับแนวโน้มการซื้อเสียงที่เพิ่มขึ้นในการเลือกตั้ง 2 ปีที่ผ่านมา เพราะการเมืองเริ่มผลักจากกระแสเป็นกระสุน จากการต่อสู้เชิงอุดมการณ์และนโยบายกลายมาเป็นการประมูลเสียง ขณะที่ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องทำงานเชิงตรวจสอบมากกว่าการป้องกัน โดยบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)  เ เพื่อให้บริหารจัดการเพื่อให้เกิดการเลือกตั้งที่สุจริต ยุติธรรม และชอบด้วยกฎหมาย  

“คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าจะไม่มีการซื้อเสียง แต่ผมยังมีความหวังและคิดว่ายังมีหนทางคือ คนไทยต้องร่วมกันทำให้การซื้อเสียงไม่ใช่เพียงแค่เป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่ต้องทำให้เป็นสิ่งที่ไม่คุ้ม คือต้องทำให้ผู้ซื้อเสียงมีความเสี่ยงขึ้นและทำยากขึ้นจนคนจ่ายเริ่มลังเล เราต้องช่วยกันทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการปรับตัวและจัดระเบียบประชาธิปไตยให้เข้มแข็งขึ้น จึงอยากให้ทุกคนไปช่วยแก้ปัญหานี้ด้วยกันในวันที่ 8 ก.พ.นี้” รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว