เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2569 ที่ศาลอาญา ห้องพิจารณา 609 ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาครั้งที่ 2 คดีแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ถูกกล่าวหาว่า ก่อการร้าย คดีหมายเลขดำ อ.2542/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้อง นายวีระ หรือวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช.กับพวกรวม 24 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย มั่วสุมสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง
กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 28 ก.พ.-20 พ.ค. 2553 พวกจำเลยได้ยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช.ต่อเนื่อง เพื่อกดดัน ต่อต้านรัฐบาลและบังคับขู่เข็ญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) ประกาศยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยร่วมกันจัดการชุมนุมที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ และบริเวณแยกราชประสงค์เดินขบวนไปปิดล้อมสถานที่ต่าง ๆ ด้วย ใช้อาวุธเครื่องยิงลูกระเบิด เอ็ม 79 ยิงใส่บ้านพักประชาชน สะสมกำลังพลและอาวุธสงครามร้ายแรง มีการฝึกกำลังคนและฝึกการใช้อาวุธเพื่อการก่อการร้าย จำเลยทุกคนให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ส่วนใหญ่ได้รับการประกันตัว
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยทุกคน แต่อัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ขอให้ลงโทษพวกจำเลยตามความผิดด้วย
ต่อมาวันที่ 9 ม.ค. 2566 ศาลอุทธรณ์พิพากษา แก้ให้จำคุกนาย ยศวริศ ชูกล่อม หรือ "เจ๋ง ดอกจิก" จำเลยที่ 7 รวม 8 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา ส่วนนายสุขเสก หรือสุข พลตื้อ จำเลยที่ 12 ให้จำคุกตลอดชีวิต สำหรับจำเลยอื่นพิพากษายกฟ้องตามศาลชั้นต้น
หลังจากนั้นจำเลยที่ 7 และที่ 12 ยื่นฎีกา อย่างไรก็ดีในวันที่ 16 ธ.ค. 2568 ศาลอาญา นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาครั้งแรก ทว่าทนายความของนายยศวริศ จำเลยที่ 7 ยื่นคำร้องพร้อมใบรับรองแพทย์ แสดงอาการป่วยเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบและภาพการรักษาตัวที่โรงพยาบาล จึงขอเลื่อนฟังคำพิพากษาฎีกาออกไปก่อน 30 วัน
ล่าสุด วันนี้ (20 ม.ค.) ก่อนอ่านคำพิพากษาลูกสาวของนายยศวริศ จำเลยที่ 7 ในฐานะนายประกัน ได้แถลงต่อศาลว่า เนื่องจากจำเลยที่ 7 มีอาการป่วยด้วยโรคเส้นเลือดในสมองตีบรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จึงขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาไปอีก 1 นัด ศาลเห็นว่า ได้ให้เลื่อนนัดพิพากษามาแล้วครั้งหนึ่ง นัดนี้จึงให้ตามตัวจำเลยมามิฉะนั้นจะออกหมายจับและปรับนายประกัน
ต่อมาลูกสาวนายยศวริศ ได้โทรศัพท์ประสานบิดาให้เดินทางจากโรงพยาบาลมาด้วยรถแท็กซี่สาธารณะ โดยนายยศวริศต้องนั่งรถเข็นขึ้นมาที่ห้องพิจารณาคดี ในสภาพที่มีผ้าก๊อซปิดสายน้ำเกลือที่แขนข้างซ้าย และยังคงผูกป้ายชื่อผู้ป่วยไว้ที่ข้อมือ ในสภาพอิดโรย
นายยศวริศแถลงต่อศาลว่า อยากขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาไปอีก 1 นัด เป็นเวลา 30 วัน เนื่องจากเกรงว่า หากอาการป่วยไปกำเริบภายในเรือนจำจะทำให้การรักษาตัวยากลำบาก อาจถึงขั้นเสียชีวิต ทางผู้พิพากษาได้ไปปรึกษาผู้บริหารของศาลอาญา ก่อนมีความเห็นว่า ต้องอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาตามระเบียบ
ศาลฎีกาประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า ความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยจำเลยที่ 7 กับพวกมีเจตนาทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ทหารในที่เกิดเหตุ กระทำการข่มขืนจิตใจให้กลัวว่า จะเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน แตกต่างจากการร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ฎีกาของจำเลยที่ 7 และจำเลยที่ 12 ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน





