เงื่อนงำ โครงการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูง ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง ไทย-จีน รวม 14 สัญญา วงเงินกว่า 1.79 แสนล้านบาท ตั้งแต่ช่วงปี 2560 แต่ปัจจุบันยังไม่แล้วเสร็จ กระทั่งเกิดเหตุการณ์เศร้าสลด เมื่อ “เครนพังถล่ม” ลงมาทับขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์–อุบลราชธานี บริเวณช่วง สถานีหนองน้ำขุ่น–สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบราย และผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก
โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงสัญญาที่ 3-4 ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และช่วงกุดจิก-โคกกรวด ดำเนินการก่อสร้างโดย บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ขณะเดียวกันในโครงการก่อสร้างดังกล่าวทั้ง 14 สัญญา ดำเนินการโดยมีผู้ควบคุมงาน 2 บริษัทในเครือข่าย “ไชน่า เรลเวย์” คือ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ อินเตอร์แนชันนัล และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ ดีไซน์ คอร์เปอเรชัน ส่วนที่ปรึกษาโครงการมี 4 บริษัท ได้แก่ บริษัท เอพซิลอน จำกัด บริษัท โชติจินดา คอนซัลแตนท์ จำกัด บริษัท เอ็มเอชพีเอ็ม จำกัด และบริษัท ดับเบิลยูเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด
เบื้องต้น กรุงเทพธุรกิจ นำเสนอข้อมูลไปแล้วว่า นับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558 เป็นต้นมาจนถึงปีงบประมาณ 2569 บมจ.อิตาเลียนไทยฯ เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐอย่างน้อย 1.4 แสนล้านบาท
ล่าสุด เมื่อ 13 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยกระทรวงคมนาคม ทำหนังสือแจ้ง ครม.เพื่ออัปเดตความคืบหน้าในการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงดังกล่าว มีความคืบหน้า 48.57% (ข้อมูลเมื่อ 25 ก.ย. 2568)
ทั้งนี้หากโฟกัสในส่วนของสัญญาว่าจ้าง “ออกแบบ” และ “ที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้าง” ทั้ง 14 สัญญา โครงการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงดังกล่าว มีทั้งสิ้น 3 สัญญา แบ่งเป็น
1.) สัญญาว่าจ้างออกแบบรายละเอียด รฟท.ลงนามกับรัฐวิสาหกิจจีน 2 แห่ง คือ China Railway Design Corporation: CRDC (บริษัท ไชน่า เรลเวย์ อินเตอร์แนชันนัล) และ China Railway International : CRIC (บริษัท ไชน่า เรลเวย์ ดีไซน์ คอร์เปอเรชัน) ในการว่าจ้างออกแบบรายละเอียด เมื่อ 4 ก.ย. 2560 วงเงิน 1,706.7 ล้านบาท ปัจจุบันผู้รับจ้างฝ่ายจีนได้ออกแบบแล้วเสร็จ
2.) งานจ้างที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้าง โดย รฟท.ลงนามสัญญากับ 2 รัฐวิสาหกิจจีนคือ CRDC และ CRIC เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2560 วงเงิน 3,500 ล้านบาท (สิ้นสุดสัญญาปี 2564 ประกันผลงาน 2 ปี) ต่อมา รฟท.และผู้รับจ้างฝ่ายจีนได้ร่วมกันจัดทำร่างบันทึกแนบท้ายสัญญา เพื่อรองรับการจ่ายค่าจ้างที่ปรึกษาในการควบคุมการก่อสร้างที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และสัญญาที่อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยมีการลงนามบันทึกแนบท้ายสัญญา (Supplemental Agreement No.1) ของสัญญา เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2565 ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง ปัจจุบันผู้รับจ้างอยู่ระหว่างดำเนินงานควบคุมก่อสร้าง
3.) งานระบบราง ระบบไฟฟ้าและเครื่องกล รวมทั้งจัดหาขบวนรถไฟ และจัดฝึกอบรมบุคลากร โดย รฟท.ลงนามกับ 2 รัฐวิสาหกิจจีนคือ CRDC และ CRIC เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2563 วงเงิน 50,633.5 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 64 เดือน แบ่งงานออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่
1. งานออกแบบระบบรถไฟความเร็วสูง และออกแบบระบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องตลอดจนออกแบบขบวนรถไฟ
2. งานฝึกอบรมบุคลากรเพื่อการเดินรถและการซ่อมบำรุงและการถ่ายทอดเทคโนโลยี
3. งานก่อสร้างติดตั้งระบบราง ระบบไฟฟ้าและเครื่องกล ระบบรถไฟความเร็วสูงที่เกี่ยวข้อง
โดยผู้รับจ้าง ได้จัดทำแบบร่างรายละเอียดงานระบบ (Draft Detailed Design) เรียบร้อยแล้ว และ รฟท.ตรวจรับงานเมื่อ 29 ส.ค. 2567 และผู้รับจ้างอยู่ระหว่างดำเนินการจัดหาวัสดุ อุปกรณ์งานระบบ โดยมีความคืบหน้าในภาพรวมของสัญญา 0.95%
เบ็ดเสร็จ 2 รัฐวิสาหกิจจีน CRDC และ CRIC เป็นคู่สัญญาในด้านการออกแบบ และที่ปรึกษาโครงการสร้างทางรถไฟความเร็วสูง รวมวงเงินอย่างน้อย 55,840.2 ล้านบาท
อนึ่ง ก่อนหน้านี้ กรุงเทพธุรกิจ ตรวจสอบข้อมูลพบว่า บริษัท ไชน่า เรลเวย์ อินเตอร์แนชันนัล มีธุรกิจสาขาในประเทศไทย ในชื่อ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็น บริษัท เค รุ่ย เก๋ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งแต่ 21 พ.ค. 2568
บริษัทแห่งนี้จดทะเบียนเมื่อ 2 พ.ย. 2561 ทุนปัจจุบัน 10 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ 49/293 ซอยวิภาวดีรังสิต 64 แยก 13 แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ จังหวัดกรุงเทพมหานคร 10210 ประกอบธุรกิจการก่อสร้างโครงการวิศวกรรมโยธาอื่น ๆ ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น ปรากฏชื่อ นาย เซ่ง หวัง (สัญชาติจีน) เป็นกรรมการ
นำส่งรายชื่อผู้ถือหุ้นล่าสุดเมื่อ 15 ส.ค. 2568 ไชน่า เรลเวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป คอมปะนี ลิมิเต็ด สัญชาติจีน ถือหุ้นใหญ่สุด 100% (บริษัทแห่งนี้ถือหุ้นใน บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ที่เป็นกิจการร่วมค้าก่อสร้างตึก สตง.เช่นเดียวกัน)
ก่อนหน้านี้เมื่อ ธ.ค. 2567 มีผู้ถือหุ้นเป็น ไชน่า เรลเวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป คอมปะนี ลิมิเต็ด (จีน) ถือหุ้นใหญ่สุด 49% ณัฐนันท์ ทวีภัชธีรารมย์ ถือ 17% ปรีชา แก่นมั่น ถือ 17% พร อินทนะ ถือ 17%
นำส่งงบการเงินล่าสุดเมื่อปี 2567 สินทรัพย์รวม 31,429,391 บาท หนี้สินรวม 64,374,700 บาท รายได้รวม 202,405,389 บาท ต้นทุนการขายและหรือบริการ 236,376,957 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 6,959,811 บาท ดอกเบี้ยจ่าย 1,155,211 บาท ขาดทุนสุทธิ 42,086,590 บาท
ส่วนบริษัท ไชน่า เรลเวย์ ดีไซน์ คอร์เปอเรชัน ไม่พบฐานข้อมูลการจดทะเบียนในไทย โดยถูกระบุว่าเป็น “นิติบุคคลต่างด้าว” เดิมใช้ชื่อว่า เถี่ยเต้าตี้ซันคันฉาเส้อจี้หย้วนจี๋ถวนโหย๋ (TIA TAO TEE SAN KAN SHA SER CHI YUAN CHI TUANYOSIAN) ก่อนจะเปลี่ยนชื่อมาเป็น ไชน่า เรลเวย์ ดีไซน์ คอร์ปอเรชั่น (CHINA RAILWAY DESIGN CORPORATION) ในปัจจุบัน
บริษัทแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ 184/52 อาคารฟอรั่มทาวเวอร์ ชั้น 15 ถนนรัชดาภิเษก แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง จังหวัดกรุงเทพมหานคร 10310 แจ้งประกอบกิจกรรมการก่อสร้างเฉพาะด้านอื่น ๆ ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น
อนึ่งก่อนหน้านี้ กรุงเทพธุรกิจ ขุดคุ้ย และนำเสนอข้อเท็จจริงไปแล้วว่าเครือข่าย “ไชน่า เรลเวย์” หรือ CREC คือตัวการสำคัญในการก่อสร้างตึก สตง. ซึ่งเป็นเครือข่ายทุนจีน โดย CREC ในไทย มีบริษัทเครือข่ายอีกกว่า 14 บริษัท โดยมี 3 คนไทย ได้แก่ โสภณ มีชัย มานัส ศรีอนันท์ และประจวบ ศิริเขตร เข้าไปเป็นกรรมการ และถือหุ้น รวมถึงเข้าเป็นคู่สัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐหลายสิบโครงการ รวมวงเงินกว่าหมื่นล้านบาท ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถูกหน่วยงานรัฐทั้งกระทรวงพาณิชย์ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำไปใช้ขยายผลสอบสวน
พฤติการณ์ของ CREC ในไทยนั้น ใช้โมเดลธุรกิจในลักษณะเป็น “กิจการร่วมค้า” กับเอกชนรายอื่นๆ โดยเริ่มจากเข้าไป “ซื้อซอง” เอกสารการประมูลงานรัฐ แต่ไม่ได้เข้าร่วม “ยื่นซอง” หรือ “ยื่นเสนอราคา” แต่กลับไปดีลกับเอกชนไทยที่ “ทุนหนา” เพื่อเข้าร่วมเป็น “กิจการร่วมค้า” ดำเนินการ “ยื่นซอง” ประมูลแทน
โดยนับตั้งแต่ปี 2561 ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทเป็นต้นมา พบว่า “กิจการร่วมค้า” ที่มี “ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10” เริ่มจากประมูลงานรัฐขนาดกลาง วงเงินราว 100 ล้านบาทขึ้นไป จนถึงงานขนาดใหญ่หลัก 300-500 ล้านบาท จนมาถึงงานระดับสัมปทานรัฐหลัก 1,000 ล้านบาท
ปัจจุบันคดีดังกล่าวยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวนของกระบวนการยุติธรรม และมีการฝากขังบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ต่อศาลไปแล้วหลายคน
ขณะเดียวกันดีเอสไอ ได้ยื่นสำนวนให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวน เอาผิดผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 76 ราย ในจำนวนนี้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ 70 ราย โดยมีผู้บริหารระดับสูงของ สตง. 4 ราย คือ พล.อ.ชนะทัพ อินทามระ ประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) พ.ต.อ.วัลลิพผล รังคสิริ เลขานุการของ พล.อ.ชนะทัพ นายประจักษ์ บุญยัง อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และนายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าฯ สตง.คนปัจจุบัน ถูกกล่าวหาด้วย ส่วนที่เหลือเป็นผู้บริหารของกิจการร่วมค้า PKW 6 ราย
อย่างไรก็ดีกรณี “เครนถล่ม” ดังกล่าวยังไม่มีการกล่าวโทษหรือดำเนินการทางกฎหมายใด ๆ กับบริษัทผู้รับเหมาหรือเอกชนที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นจึงต้องรอการชี้แจง และถือว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ โดยการนำเสนอข้อมูลเรื่องนี้เป็นไปเพื่อผลประโยชน์สาธารณะเท่านั้น





