นับถอยหลัง 19 วันสุดท้าย “โหมดการเมือง”จะรู้ผลแพ้ชนะกันในวันที่ 8 ก.พ.นี้ สัญญาณการเมืองบนกระดานอำนาจเวลานี้ เห็นชัดว่า ต่างฝ่ายต่างต่อสู้ฟาดฟันกันอย่างดุเดือด
มีข้อมูลที่น่าสนใจ เปิดเผยโดย“เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์” ที่ปรึกษาประจำสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะคณะทำงานซีโร่ คอร์รัปชัน ที่ผนึกกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย อ้างผลการสำรวจความคิดเห็น ต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมือง และนักการเมืองไทย ในการเลือกตั้งปี 69 จากกลุ่มตัวอย่าง 4,814 รายทั่วประเทศ แบ่งเป็นประชาชน 3,043 ราย และภาคธุรกิจ 1,771 ราย เป็นการใช้กลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่มาก มีผลคลาดเคลื่อนไม่เกิน 3%
พบว่า ปัจจุบันปัญหาทุจริตในไทยรุนแรงเพิ่มขึ้นมาก ส่งผลกระทบต่อทั้งภาคประชาชน ภาคธุรกิจ รวมถึงสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ
ทั้งนี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน และคณะทำงานซีโร่ คอร์รัปชั่น : กกร. และเพื่อนไม่ทน จึงต้องการให้พรรคการเมืองต่างๆ ที่จะมาเป็นรัฐบาลใหม่ภายหลังการเลือกตั้งปี 69 ร่วมกันต่อต้านคอร์รัปชันอย่างจริงจัง และเด็ดขาด เนื่องจากจากผลสำรวจฯ ผู้ตอบส่วนใหญ่เห็นว่า มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงแน่อน และการทุจริตเป็นปัญหาสำคัญของประเทศที่ต้องการให้แก้ไขมากที่สุด นอกเหนือจากการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตประชาชน ดังนั้นประชาชนต้องร่วมมือกันไม่สนับสนุนพรรคการเมืองที่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาคอร์รัปชัน
สำหรับผลสำรวจ ผู้ตอบมากถึง 42% ระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงมาก และมากถึง 69% ระบุถ้ามีการจ่ายเงินซื้อเสียง จะไม่รับ มีเพียง 18% ที่ตอบรับ
เมื่อถามว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ซื้อเสียงราคาเท่าไร โดยรวมสูงสุด 7,500 บาทต่อคน โดยกรุงเทพฯและปริมณฑล สูงสุดที่ 7,500 บาทต่อคน ส่วนภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ เท่ากันที่สูงสุด 5,000 บาทต่อคน ขณะที่ภาคตะวันออก สูงสุด 3,000 บาทต่อคน
ก่อนหน้านี้ ยังมีความเห็นจาก “พจน์ อร่ามวัฒนานนท์” ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธาน คณะทำงานซีโร่ คอร์รัปชั่น แถลงเมื่อวันที่17ม.ค. ตั้งความหวังว่า “เราต้องการให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีการคดโกง ไม่ซื้อสิทธิ ขายเสียง และต้องการให้ทุกภาคส่วนร่วมกันต่อต้านคอร์รัปชั่น และให้เลือกพรรคที่ปฏิเสธการทุจริต ไปสู่ความโปร่งใส เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ”
แน่นอนว่า จากปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น แม้ท่าทีจาก “แสวง บุญมี” เลขาธิการกกต.จะประเมินว่า ตัวเลขซื้อเสียงดังกล่าวที่กกร.ออกมาเปิดเผย อาจเป็นการประเมินหรือความเห็นตามหลักวิชาการของทางเอกชน
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อการเมืองถูกตีค่าเป็นราคาค่างวดที่ต้องจ่าย จึงกลายเป็นช่องของ “นักลงทุนการเมือง” บางกลุ่มสบช่องหาโอกาสคืนทุน หวังต่อยอดไปถึง “แต้มต่อ” ในสมการการเมือง
ไม่ต่างจากการเดินเกม “ใต้ดิน-บนดิน” เพื่อช่วงชิงคะแนนเสียง ที่เห็นชัดว่ายิ่งใกล้วันชี้ชะตามากขึ้นเท่าไหร่ อุณภูมิความเข้มข้นก็จะยิ่งดุเดือดมาขึ้นตามไปด้วย
สารพัดวิชามารไล่ตั้งแต่ ป้ายปริศนาในพื้นที่จ.พิษณุโลก เขียนข้อความ อาทิ เราไม่เลือกพรรคขายชาติ เราไม่เลือกพรรคด้อยค่าทหาร เราไม่เลือกพรรคล้มล้างสถาบัน แม้จะไม่ออกชื่อพรรค แต่ก็เป็นที่รู้กันว่า เป้าหมายต้องการจะสื่อไปที่ “พรรคส้ม” อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น
“ชูวิทย์-ปชน.”คนละหมัดดีลลับ“โจ๊ก-ส้ม”
ล่าสุดยังมีกรณีที่ “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” นักการเมืองจอมแฉ ออกมาพูดถึงดีลลับระหว่าง “พรรคส้ม” และ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร. ไล่ขุดไปถึงสมัยที่ “รังสิมันต์ โรม” อดีตสส.บัญชีรายชื่อ อภิปราย “ตั๋วช้าง”
หรือการเปิดดีลของ “อดีตบิ๊กตร.” ต่อพรรคส้มผ่านกรรมการบริหาร “สายใต้ฮาร์ดคอร์”เพื่อจะเพิ่มปริมาณ สส. ให้ได้มากขึ้นจากเดิม 151 คน โดยทำพื้นที่ภาคใต้ให้ได้อีก 10 คน เพื่อแลกกับตำแหน่งหากพรรคส้มสามารถชิงเกมตั้งรัฐบาลสำเร็จ
ก่อนที่ต่อมา “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” รองหัวหน้าพรรคประชาชน จะออกมาโต้กลับในประเด็นดังกล่าว โดยเชื่อว่า มีการไตร่ตรองมาแล้ว มุ่งหวังสร้างผลกระทบเชิงลบต่อพรรคส้ม
“ทำให้ต้องตั้งคำถามกลับกับนายชูวิทย์ว่าท่าทีในระยะหลังของนายชูวิทย์ที่พยายามโจมตีพรรคประชาชนเป็นเพราะอะไร มีความเกี่ยวข้องกับนายทหารคนหนึ่งที่เป็นเพื่อนรัก มีภาพถ่ายกอดคอสนิทสนมกับชาวต่างชาติอดีตที่ปรึกษาฮุนเซน ที่ถูกสังคมสันนิษฐานว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์หรือไม่” วิโรจน์ ตั้งคำถามกลับไปยัง “นักการเมืองจอมแฉ”
“บ้านใหญ่” เดินเชิงลึก-กำหนดเป้า
หรือแม้แต่ในมุมมองของนักวิชาการอย่าง พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตคณบดีอาจารย์ประจำหลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) วิเคราะห์ปรากฎการณ์การเมืองโค้งสุดท้ายว่า หลายพื้นที่ทั้งในภาคกลาางแถวจังหวัดใกล้กทม. ข้อมูลพบว่า ที่มีการแจก หรือบางพื้นที่ที่พบว่า หัวคะแนนมีการเก็บบัตรประชาชน เพื่อไม่ให้คู่แข่งซื้อทับ พอถึงวันจริงก็จะมีการไปรับคนเหล่านี้แล้วจึงคืนบัตรเพื่อให้เข้าคูหาเลือกตั้ง หากกกต.จะกระตือรือร้นในเรื่องดังกล่าวก็สามารถไปตรวจบัตรประชาชนในพื้นที่นั้นๆ ได้
การเลือกตั้งครั้งนี้มีวิธีการซื้อเสียงที่แอดวานซ์มากขึ้น โดยมีการให้เงินแทนสิ่งของเป็นหลัก ซึ่งจะมีทั้งให้ก่อนและให้หลัง อีกรูปแบบหนึ่งที่ีมีมาทุกยุคทุกสมัย คือการพนันต่อรอง ที่อาจมีมากขึ้นในการเลือกตั้งรอบนี้
“ตั้งแต่เลือกตั้งปี 2566 โดยเฉพาะภาคใต้ มีคนร้องเรียนกันเยอะ เรื่องการซื้อเสียง ตอนนี้ไม่รู้ว่ากกต.ตรวจเสร็จแล้วหรือยัง พรรคที่โดนร้องเรียนมากที่สุด ก็เป็นพรรคที่เป็นประเภทพรรคบ้านใหญ่ ในครั้งนี้ก็เช่นกันที่พบว่า พรรคจะไม่รณรงค์หาเสียงในด้านกว้าง แต่ด้านลึก เขาได้ไปควบคุมคุมสภาพไว้หมดแล้ว นี่คือความน่ากลัวของพรรคบ้านใหญ่ ที่มีเครือข่ายหัวคะแนนที่สามารถบงการและควบคุมได้ โดยการเดินเชิงลึก และสามารถกำหนดเป้าคะแนนได้ด้วย”
จากความเคลื่อนไหวเหล่านี้ สะท้อนอย่างชัดเจนว่า เมื่อ “ตั๋วผู้แทน” ถูกตีค่าเป็นราคาค่างวดที่ต้องจ่าย ไม่ต่างจากบรรดา“นักลงทุนการเมือง” ที่หวังถอนทุน ดังนั้นยิ่งใกล้วันชี้ชะตามากขึ้นเท่าไหร่ “คมกระสุน” จะยิ่งหนักหน่วงมากขึ้นเท่านั้น
แต่เหนืออื่นใด สิ่งที่จะคมกว่า“กระสุน” อยู่ที่“ปลายปากกา”ที่จะชี้ชะตาว่า หลังวันที่ 8 ก.พ.นี้ ประเทศไทยจะเดินหน้าไปในทิศทางใด?





