วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

หยั่งเชิงปะทะรอบสาม ‘สมรภูมิแห่งที่ 11’ ‘กองทัพ’ ตั้งการ์ด ‘สงครามไฮบริด’

หยั่งเชิงปะทะรอบสาม ‘สมรภูมิแห่งที่ 11’  ‘กองทัพ’ ตั้งการ์ด ‘สงครามไฮบริด’

18 ม.ค. เป็นวัน “กองทัพไทย” มีการจัดพิธีวางพวงมาลา สักการะดวงวิญญาณนักรบไทย ณ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช องค์วีรกษัตริย์ไทย และบูรพกษัตริย์ทุกพระองค์ 

ตลอดจนเหล่าบรรพชนของไทยที่ได้สร้างวีรกรรมอันกล้าหาญ สละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อปกป้องรักษาผืนแผ่นดินไทยไว้เป็นมรดกตกทอดมาจนทุกวันนี้

โดยมี พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พร้อมด้วย ผู้บัญชาการทุกเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพร้อมเพรียง

“3 เหล่าทัพ” มีพิธีสวนสนามกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล ที่รวมไว้ซึ่งสัญลักษณ์ของ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดและเป็นเกียรติยศของหน่วยทหาร เป็นเครื่องนำมาซึ่งความองอาจ กล้าหาญ แห่งหมู่ทหารทั้งปวง

“กองทัพบก” มี พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธาน ณ ลานเอนกประสงค์ ศูนย์การทหารม้า จ.สระบุรี จัดกำลังสวนสนามในปีนี้ ประกอบด้วย 12 กองพันสวนสนาม 4 กองบังคับการกรม จากกรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 และกรมทหารปืนใหญ่ที่ 71

“กองทัพเรือ” พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธาน ณ ลานสวนสนาม หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี และสวนสนามโดยจัดกำลังพลหน่วยทหารเข้าร่วม 12 กองพัน

“กองทัพอากาศ” พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธาน บริเวณลานอเนกประสงค์ อุทยานการบินกองทัพอากาศ มีกำลังพลสวนสนาม 5 กองพัน จากกองพันนักเรียนนายเรืออากาศ กองพันนักเรียนจ่าอากาศ กองพันทหารอากาศโยธิน กองพันทหารต่อสู้อากาศยาน กองพันปฏิบัติการพิเศษ กรมปฏิบัติการพิเศษ พร้อมทั้งจัดเครื่องบินขับไล่แบบที่ 19/ก (F-16 A/B) บินผ่านบริเวณพิธี

ไฮไลต์ "วันกองทัพไทย" ปีนี้ มีพิธีวางมาลัยกร แผ่นจารึกนามผู้เสียสละชีพเพื่อชาติ จำนวน 42 นาย และพิธีเพิ่มดินสมรภูมิแห่งที่ 11 ในชื่อ"ดินสมรภูมิพิทักษ์ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2568” จากเหตุปะทะไทย-กัมพูชา สัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญ ความเสียสละ และเกียรติศักดิ์ของทหารไทย

แม้การสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ระลอกสอง จบไปแล้ว โดยกองทัพสามารถทวงคืน พื้นที่จากฝ่ายตรงข้ามเกือบ 100% แต่สมรภูมิการทูต และสมรภูมิข่าวสาร ยังคงเดินหน้า เป็นเชื้อไฟที่สามารถทําให้เหตุการณ์สู้รบปะทุได้อีก

อีกทั้งการสํารวจจัดทําหลักเขตที่ยังไม่ยุติ อยู่ระหว่างรอขั้นตอนที่จะนําไปสู่การเจรจาในระดับทวิภาคี ตามถ้อยแถลงร่วม Joint Statement หรือ JS ที่ได้ทํา ร่วมกันระหว่างไทยกัมพูชา เมื่อ 27 ธ.ค.2568 รวมถึงปัจจัยการเมืองภายในประเทศ ก็เป็นตัวแปรสําคัญ

หลังกัมพูชาตกอยู่ในสภาวะเพลี่ยงพล้ำ เข้าตาจน ถึงขนาดประกาศ จัดทําเขตแดนฝ่ายเดียว

หลังกัมพูชาเร่งรัดฝ่ายไทยให้ประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา(JBC)เดินหน้าจัดทำเขตแดน ในเดือน ม.ค.ถึง 2 ครั้ง แต่ไทยขอให้การเลือกตั้งภายใน เสร็จสิ้นกระบวนการเสียก่อน

คำสั่ง พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ให้กองทัพคงกําลังชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างน้อย 1 ปี หรือจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เน้นพื้นที่จุดยุทธศาสตร์ รวมถึงจัดทํารั้ว เป็นสัญญาณชี้ชัด สถานการณ์ไม่น่าจะจบลงง่ายๆ

“รอบ 3 คงมี แต่ถ้าเรารักษาบรรยากาศเอาไว้แบบนี้ โอกาสรอบ 3 จะนานออกไป แต่ถ้าทางฝ่ายกัมพูชาไม่ตอบรับในข้อตกลง ก็อาจจะเกิดรอบ 3 เร็วขึ้น แต่ก็อยากให้ใช้แนวทางการเจรจา หากคุยกันรู้เรื่อง ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับกัมพูชา หากจำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ เราก็จะจำเป็นต้องทำ และจะทำให้ดีที่สุด” พล.อ.ณัฐพล กล่าวระหว่างลงพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว

ด้าน พล.อ.บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษา ผบ.ทบ.และอดีตแม่ทัพภาคที่ ประเมินสถานการณ์ การรบรอบ 3 ในตอนหนึ่งของการบรรยายให้กำลังพลสังกัด กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ที่ศาลายา โดยระบุว่า 

“การก่อวินาศกรรม ทำได้หมด อยากให้ลองตรวจสอบดู คิดให้มาก มีหลายมิติ ในการตอบโต้และสงครามปัจจุบัน มีทั้งโซเชียลมีเดีย สงครามไอโอ ล้างสมอง พลเมือง ประเทศคู่ต่อสู้ ประเทศตัวเองก็มี หลายมิติเหลือเกิน บางทีก็ทำให้คนในประเทศทะเลาะกัน ใช้อวตาร การรับรู้การเสพสื่อต่างๆ เป็นสงครามทั้งหมด อยากให้คิดใหม่”

"จรวดที่ยิงไป ลูกต่อไป น้ำหนักจะไม่ธรรมดาแล้ว ตึกอาจหายไปทั้งตึก การนําวิถี ความแม่นยํา การเอาตัวรอดในสนามรบ โรงพักอาจต้องมีตาข่าย ใช้โดรนลาดตระเวน เรือรบกองทัพเรือจะกลายเป็นเป้านิ่งที่ลอยน้ำได้ ขอให้ระวังให้ดี ต้องมีตาที่กว้างไกล ต้องมีตาสนามรบตลอด 24 ชม.บินขึ้นตลอด เพื่อหาพิกัด และเขาก็มีเช่นกัน กองทัพเรือถือเป็นกําลังหลัก ในการคุ้มครองรักษาผลประโยชน์ทางทะเล เมื่อถึงเวลาก็ต้องรวมเป็นหนึ่ง วางผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ทําเพื่อรักษาดินแดนให้ลูกหลานของเรา"

“ประเทศข้างเคียง มีความเจ้าเล่ห์แอบแฝงอยู่ เราต้องทันเกม อยู่กับคนเจ้าเล่ห์ เราก็ต้องหัวหมอตาม ไม่เช่นนั้นก็ไม่ทัน และกําลังก็ต้องพร้อม หากใช้กําลังกับเรา เราก็พร้อมตอบโต้เช่นกัน ตัวอย่างมีให้เห็นแล้ว เกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเกิดขึ้นอีกรอบที่ 3 ก็หนักกว่าเก่า ไปขนมา ซื้อมา จรวดที่ไหน มีลูกใหญ่ๆ ทั้งนั้น เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เกิดการสูญเสียเพิ่มขึ้น ความแม่นยําก็จะเพิ่มขึ้น เขาคิดคู่ขนานเราอยู่แล้ว เรามีอะไรเขาก็ต้องหาสิ่งนั้นมาตอบโต้เราเช่นกัน"

"เขาอาจจะมีกองทัพอากาศ กองทัพเรือด้วยเช่นกัน เราต้องรีบ อยากให้รัฐบาลช่วยพิจารณางบฯ ให้กับเหล่าทัพ เขาอยากได้อุปกรณ์ เรือรบ เครื่องบินรบ ใหม่ๆ เมื่อถึงเวลา ทหารนี่แหละที่จะเอาเครื่องมือยุทโธปกรณ์ ไปใช้ แม้จะมีงบฯไม่มาก ก็ทยอยให้เหมาะสมกับงบฯของประเทศที่มีอยู่ ประเทศอื่นพัฒนาไปถึงไหน เขารบกันทั่วโลกแล้วขณะนี้ และมีเหตุอาจจะต้องรบกันอีก แนวโน้มสงครามโลกครั้งที่3 มะรอมมะร่อ มันไม่แน่ ไม่นอน ขณะเดียวกัน ก็ให้ช่วยกันคิดค้นวิจัย ยุทโธปกรณ์ให้กับกองทัพ” พล.อ.บุญสิน กล่าวและว่า

 เราต้องเป็นแก่นให้คนในชาติพึ่งพาอาศัยได้ ความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เชื่อมั่นว่าทุกคนมีอยู่แล้ว ขอให้ช่วยกันรักษาเกียรติยศ และศักดิ์ศรีของทหาร อย่าทําอะไรที่มีผลประโยชน์ส่วนตน โกงกินบ้านเมือง ซื่อสัตย์ สุจริต วางตัวเป็นกลางทางการเมือง ไม่ให้สังคมเขามาว่าพวกเราได้

อย่างไรก็ตาม การสู้รบกัมพูชาทั้ง 2 ระลอก ฝ่ายไทยเผชิญกับสงครามไฮบริด มีการผสมผสาน ทั้งการรบแบบดั้งเดิม และนอกแบบ โดยใช้เครื่องมือหลากหลาย เช่น การทหาร การเมือง เศรษฐกิจ ไซเบอร์ ข่าวปลอม การทูต และปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร เพื่อสร้างความอ่อนแอ ลดทอนเสถียรภาพ และบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์วางไว้

ดังนั้น กองทัพไทยจะต้องระมัดระวังรักษาพื้นที่ ที่ได้วางกําลังไว้อย่างเข้มงวด เพราะกัมพูชาอาจใช้วิธีใดวิธีหนึ่งในรูปแบบ“สงครามไฮบริด” ให้ฝ่ายไทยถอยร่นจากพื้นที่ยึดครอง การปะทะรอบ 3 จึงอาจอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล