เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2569 ที่โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน จัดกิจกรรมเปิดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมรัฐบาลประชาชน พร้อมเชิญบุคลากรในแวดวงอุตสาหกรรม ร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความเห็นต่อนโยบายด้านอุตสาหกรรมของพรรคประชาชน
- “พิจารณ์” กางแผนรัฐบาลประชาชนพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
โดยช่วงหนึ่งของการบรรยาย พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรคประชาชนและแคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี ด้านประชาธิปไตยและความมั่นคงใหม่ ได้เป็นหนึ่งในผู้บรรยายหัวข้อ “อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย” โดยระบุว่าตั้งแต่ปี 2004 ถึง 2024 ตลาดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศทั่วโลกเติบโตจาก 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเป็น 2.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งประเทศไทยมีโอกาสที่จะเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่อุปทานนี้ได้
ที่ผ่านมางบประมาณกระทรวงกลาโหม 2 แสนล้านบาท เป็นงบประมาณลงทุนประมาณ 50,000 ล้านบาท เป็นงบประมาณที่เอาไว้จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์และซ่อมแซมประมาณ 30,000-40,000 ล้านบาทในแต่ละปี โดยเป็นสินค้านำเข้าที่ไม่ได้ผลิตในประเทศเป็นสัดส่วนสูงถึง 98%
พิจารณ์ กล่าวต่อไปว่า ศักยภาพของผู้ประกอบการไทยอยู่ในระดับที่ทำให้ดีและสามารถพัฒนาขึ้นไปได้อีก ไม่ว่าจะเป็นยานเกราะล้อยางที่สามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ไปได้ถึง 46 ประเทศ ในด้านเรือตรวจการก็มีผู้ประกอบการที่สามารถสร้างและส่งออกไปหลายประเทศเช่นเดียวกัน และยังมีผู้ประกอบการที่พัฒนาซอฟต์แวร์โดรน กระทรวงกลาโหมมีโรงงานอยู่ถึง 42 แห่งภายใต้ส่วนราชการต่างๆ ซึ่งมีขีดความสามารถในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้ถูกเอาเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของเอกชน และรัฐไม่ได้เอาเอกชนเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของตัวเองมากพอ สำหรับเอกชนสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความแน่นอนและชัดเจน ถ้าเอกชนไม่เข้าใจรัฐอย่างชัดเจนว่าจะมีทิศทางในการลงทุนและเตรียมความพร้อมด้านความมั่นคงอย่างไร ความกล้าที่จะลงทุนก็จะไม่เกิดขึ้น
ปัจจุบันแต่ละเหล่าทัพและหน่วยงานภายใต้กระทรวงกลาโหมมีสิ่งที่เรียกว่า “สมุดปกขาว” ซึ่งแต่ละส่วนก็ทำรายละเอียดได้ดี ว่ามีแนวทางในการพัฒนาความพร้อมและมีแนวทางที่จะซื้อยุทโธปกรณ์อย่างไร แต่ปัญหาคือไม่ได้ถูกรวมศูนย์ให้เป็นเล่มเดียว เพื่อจัดลำดับความสำคัญจึงเกิดความไม่แน่นอนว่าในแต่ละปีงบประมาณใครจะได้เงินเท่าไหร่ พรรคประชาชนจึงเห็นว่ามีความจำเป็นต้องมีการรวมศูนย์ให้มีสมุดปกขาวเพียงเล่มเดียว เริ่มจากการวิเคราะห์ภัยคุกคามของประเทศไทยว่ามีอะไรบ้าง จะมาจากชายแดนด้านไหน ต้องให้ความสำคัญกับด้านไหนก่อน เพื่อให้บ่งชี้ได้ว่าต้องเตรียมกำลังรบอย่างไร จนออกมาเป็นสมุดปกขาว แล้วให้การจัดซื้อไปรวมศูนย์อยู่ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
พิจารณ์ กล่าวอีกว่า เมื่อประเทศไทยไม่ได้จัดสรรงบประมาณอย่างข้างต้น หลายสิบปีที่ผ่านมาการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงกลาโหมจึงถูกจัดในลักษณะโควตา แต่สมุุดปกขาวรวมเล่มจะทำให้การเสนองบประมาณมาจากการบ่งชี้ว่าภัยคุกคามคืออะไร และต้องเตรียมกำลังรบแบบไหน การจัดสรรงบประมาณก็จะเรียงลำดับตามความสำคัญ
เมื่อทราบถึงความชัดเจนแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการในประเทศ โดยนโยบาย Offset Policy คือการนำเอาการจัดซื้อจัดหาของภาครัฐ ไม่ใช่เพียงยุทโธปกรณ์ แต่รวมถึงสินค้าอื่นที่มีมูลค่าและมีเทคโนโลยีสูง มาทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยมีการกำหนดเงื่อนไขเพื่อให้บริษัทต่างประเทศที่เป็นผู้ส่งมอบ สามารถส่งมอบให้ได้มากกว่าแค่สินค้า แต่รวมถึงเทคโนโลยีด้วย
พิจารณ์ กล่าวต่อไปว่า Offset Policy จะมีกติกาและหลักเกณฑ์คือ มูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐที่ซื้อจากต่างประเทศแล้วสูงกว่า 1,000 ล้านบาท ต้องใช้มาตรการ Offset Policy ในการจัดซื้อ มีการจัดทำเป้าหมายว่าเทคโนโลยีอะไรที่ประเทศไทยต้องการ และต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบไหนต่อ สัดส่วนการลงทุนชดเชยเวลาที่มีการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ ต้องมีสัดส่วนที่รัฐลงทุนเพิ่มเข้าไป เช่น สมมุติว่าเรือรบหนึ่งลำราคา 10,000 ล้านบาท รัฐอาจลงทุนเพิ่มอีก 2,000 ล้านบาท รวมเป็น 12,000 ล้านบาท เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากการหาเรือรบ โดย 2,000 ล้านบาทรัฐจะเป็นผู้กำหนดว่าต้องการได้โครงการอะไรบ้าง ภายใต้โครงการจัดหาจะมีสัญญาอยู่หลายฉบับ เพื่อเป็นการควบคุมให้มั่นใจได้ว่าผู้ประกอบการต่างประเทศจะส่งมอบให้ได้
อีกส่วนที่สำคัญคือรัฐมีหน้าที่ต้องสร้างระบบนิเวศที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยมี 4 ส่วนด้วยกันคือ
1) ทำอย่างไรให้รัฐซื้อจากผู้ประกอบการไทยมากกว่านี้ ทุกวันนี้บัญชีนวัตกรรมกฎหมายระบุไว้ว่าจะต้องจัดหา 30% จากงบประมาณของสินค้าที่อยู่ในบัญชี ซึ่งพรรคประชาชนคิดว่าสามารถปรับเพิ่มขึ้นมาได้เป็น 40% ส่วนสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยมีแต้มต่ออยู่ 5% สามารถปรับขึ้นได้ให้เป็น 10% ซึ่งจะสามารถทำให้การจัดซื้อจัดหาของภาครัฐมุ่งเน้นมาที่ผู้ประกอบการในประเทศได้มากขึ้น
2) การสนับสนุนในการลงทุนด้านงานวิจัย ซึ่งอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมอื่นได้ แต่ทุกวันนี้งานวิจัยหลายชิ้นที่ขึ้นหิ้งหรือยังไม่ตอบโจทย์และตรงจุด ผู้ประกอบการไทยอาจยังไม่มีความกล้าที่จะลงทุนในงบประมาณวิจัยและพัฒนาเท่าที่ควร รัฐจึงควรทำหน้าที่ลงทุนในงานวิจัย ร่วมกับความต้องการของกองทัพ และพูดคุยกับเอกชนเพื่อให้การลงทุนและการวิจัยของภาครัฐสามารถเข้าสู่สายการผลิตของภาคเอกชนได้
3) การปฏิรูปกฎหมาย ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศประสบปัญหากันเยอะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสินค้าที่ผลิตในประเทศแต่นำเข้าชิ้นส่วนมา มีภาษีนำเข้าสูงกว่าการนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์แล้ว หรือจะเป็นเรื่องการขออนุญาตส่งออกที่ใช้เวลานาน รวมทั้งมาตรฐานยุทโธปกรณ์ที่ทุกวันนี้ไม่มีมาตรฐานเดียวกันภายในส่วนราชการในกระทรวงกลาโหม บางครั้งกองทัพเรือใช้มาตรฐานหนึ่ง กองทัพบกก็ใช้อีกมาตรฐานหนึ่ง ทั้งที่เป็นยุทธภัณฑ์เดียวกัน ซึ่งถ้าพรรคประชาชนได้ไปรัฐบาลจะเข้าไปแก้ไขกฎหมายทลายอุปสรรคเหล่านี้
4) การสนับสนุนการส่งออก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ภาครัฐยังมีบทบาทได้มากกว่านี้ โดยเฉพาะผ่านทูตทหารที่อยู่ในต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันอาจจะยังไม่ได้มีบทบาทในการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเพื่อการส่งออกมากเท่าไหร่นัก
พิจารณ์ กล่าวด้วยว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาชนมักถูกตั้งคำถามในเรื่องการด้อยค่าทหาร แต่ตนเรียนว่าถ้าได้ฟังสิ่งที่ตนพูดมาทั้งหมด พรรคประชาชนมีแต่ความปรารถนาดีต่อประเทศและกองทัพ และต้องการสร้างกองทัพที่เข้มแข็งทันสมัย ซึ่งพรรคประชาชนมีการคิดนโยบายด้านนี้อย่างเป็นระบบมากที่สุดแล้ว
- “นัยวุฒิ” ห่วงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทยก้าวไม่ทันเพื่อนบ้าน
ต่อมา นัยวุฒิ วงษ์โคเมท ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ที่ปรึกษาทีมบริหารรัฐบาลประชาชนด้านเศรษฐกิจ เป็นหนึ่งในผู้บรรยายหัวข้อ “ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยด้วยเซมิคอนดักเตอร์” โดยระบุว่าตัวเลขส่งออกของปี 2568 ดูเผินเผินเหมือนจะเป็นข่าวดี ว่าการส่งออกของประเทศไทยโต 13% แต่ถ้าเข้าไปดูไส้ในจะเริ่มเห็นปัญหา ปกติแล้วเวลาที่การส่งออกเพิ่มขึ้น การผลิตในประเทศควรต้องเพิ่มขึ้นด้วย แต่หากการส่งออกสูงกว่าการผลิต นั่นแปลว่าผลิตภาพของประเทศดีขึ้นมาก หรือไม่ก็ได้เป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศ
การส่งออกของประเทศไทยไปสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นมากและเพิ่มในส่วนที่ไม่เสียภาษี ในมุมหนึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องดี แต่ในอีกมุมหนึ่งอาจจะแปลว่าประเทศไทยกำลังกลายเป็นฐานของการส่งออก ที่ประเทศอื่นมาใช้ประโยชน์จากการที่ประเทศไทยไม่โดนข้อจำกัดด้านภาษี ตัวเลขส่งออกที่เพิ่มขึ้นมีโอกาสที่จะเป็นการส่งออกของประเทศอื่น ที่มาใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านสูงมาก
นัยวุฒิ กล่าวว่า ตลาดเซมิคอนดักเตอร์ของโลกเติบโตอยู่ประมาณ 10% ต่อปี ตัวเลขการส่งออกของประเทศไทยปี 2568 จบที่ประมาณ 11 ล้านล้านบาท ในนั้น 40% เป็นสินค้าที่มีเซมิคอนดักเตอร์หรือไมโครชิพเป็นส่วนประกอบ ขณะที่เพื่อนบ้านของไทยออกแผนยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์หมดแล้ว ประเทศไทยยังอยู่ในระหว่างการอนุมัติแผนอยู่
และถ้าดูตัวเลข ประเทศไทยมีการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ประมาณอันดับที่ 11 ของโลก แต่ปีที่แล้วมีรายงานฉบับสำคัญที่พูดถึงประเทศไทยเพียงหนึ่งจุด คือการบอกว่าตอนนี้ประเทศไทยมีสัดส่วนของการประกอบ ทดสอบ และบรรจุ (Assembly, testing, and packaging: ATP) อยู่เพียง 2% และในอีกประมาณ 7 ปี สัดส่วนของประเทศไทยจะอยู่ประมาณ 1% แปลว่าเขามองไม่เห็นแผนใดๆ ของประเทศไทยและมองว่าสัดส่วนของประเทศไทยจะเล็กลงเรื่อยๆ
นัยวุฒิ กล่าวอีกว่า ไมโครชิพคือสิ่งที่สนับสนุนอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน อีวี อุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงการเกษตรสมัยใหม่ มาจนถึงโครงสร้างพื้นฐานอย่างน้ำและสิ่งแวดล้อม ตนมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าที่ผ่านมาเอกชนเดินได้แทบจะด้วยตัวเอง สิ่งเดียวที่ได้รับจากรัฐคือสิทธิประโยชน์ด้านภาษี แต่ถ้ามีการจัดกลุ่มใหม่ หน่วยงานรัฐช่วยเดินเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง เข้าใจธุรกิจเอกชน ช่วยในการเปิดตลาด สร้างศูนย์บ่มเพาะเลี้ยง มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วย จะเป็นสิ่งที่สามารถขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้ไปข้างหน้าได้อีก
การสนับสนุนอุตสาหกรรมมี 3 ส่วนประกอบหลักคือ คน เงิน และโอกาส สิ่งที่รัฐทำอยู่ตอนนี้คือเรื่องของคนและเงิน ซึ่งรัฐสามารถทำได้ดีมากกว่านี้ ในเรื่องของ “คน” รัฐเน้นเรื่องการผลิตจำนวนมากจนเกินไป ต้องถอยกลับมาเริ่มที่คุณภาพก่อน นอกจากคนที่จบมหาวิทยาลัยแล้ว สิ่งที่ถูกละเลยมาตลอดก็คือช่างเทคนิค ส่วนเรื่องของ “เงิน” รัฐที่ผ่านมาสนับสนุนการวิจัยน้อย ที่ลงนามสัญญาไว้แล้วว่าจะให้เงินปีต่อไปก็หายได้ ซึ่งการสร้างอุตสาหกรรมต้องใช้เวลาและใช้เงินมากกว่านั้นมาก เอกชนไม่สามารถทำได้เอง เงินของรัฐต้องมาในลักษณะที่มีระเบียบแบบแผนและมีความต่อเนื่อง
นัยวุฒิ กล่าวด้วยว่า แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องของ “โอกาส” การทำผลิตภัณฑ์หรือสร้างธุรกิจใหม่เปรียบเสมือนการขึ้นภูเขา การให้คนก็เหมือนให้ลูกหาบ การให้เงินก็เหมือนการให้อุปกรณ์หรืออาหาร แต่ภูเขายังคงสูงเหมือนเดิม สิ่งที่รัฐช่วยได้มากกว่านี้คือให้โอกาส 2 ด้าน คือในลักษณะของการจัดซื้อภาครัฐ และการให้แรงจูงใจเพื่อให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนที่ออกแบบหรือผลิตโดยคนไทย แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจน การสนับสนุนของภาครัฐควรจะต้องมาในลักษณะที่มีระเบียบแบบแผน และมั่นใจได้ว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์เหล่านั้นจะต้องผลิตสินค้าที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง ซึ่งตัวชี้วัดหนึ่งก็คือสินค้านั้นจะต้องมีความสามารถในการแข่งขัน สามารถส่งออกได้ เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่ได้รับสิทธิประโยชน์ของรัฐไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง อาจจะเริ่มด้วยการซื้อผสมกับทำเอง แต่สุดท้ายต้องทำจนสามารถส่งออกได้
- “วีระยุทธ” เปิด 6 แนวทางฟื้นขีดความสามารถแข่งขันไทย ให้กลับมาทันโลกอีกคร้ัง
ขณที่ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ กล่าวเปิดงานภายใต้หัวข้อ “Thailand’s New Industrial Strategy: ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมใหม่ของรัฐบาลประชาชน”ว่า ปี 2568 ที่ผ่านมา ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยตกลงมาถึง 5 อันดับ ตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน และถดถอยลงใกล้เคียงกันในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของรัฐ ประสิทธิภาพภาคธุรกิจ และด้านโครงสร้างพื้นฐาน การถดถอยเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าการจะเปลี่ยนอุตสาหกรรมของประเทศไม่สามารถทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งได้ พรรคประชาชนจึงได้เสนอ “12 วาระเปลี่ยนประเทศไทย” ที่จำเป็นต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน.สำหรับนโยบายเฉพาะด้านอุตสาหกรรม วีระยุทธเสนอ “6 แนวทางตั้งหลักใหม่อุตสาหกรรมไทย” ได้แก่
1. การมีนโยบายอุตสาหกรรมและ “อุตสาหกรรมเป้าหมาย” ไม่ได้แปลว่าส่วนอื่นจะถูกทอดทิ้ง.ในอดีตที่ผ่านมาเวลาพูดถึงการทำนโยบายอุตสาหกรรม มักจะนำไปสู่การมีอุตสาหกรรมเป้าหมายจำนวนมากเกินไป เช่น 10+2 เพราะเซกเตอร์ต่างๆ กลัวจะรู้สึกถูกทอดทิ้ง เราจำเป็นต้องตั้งหลักใหม่ว่าการมีนโยบายอุตสาหกรรมไม่ได้แปลว่าอุตสาหกรรมอื่นจะไม่ได้รับการดูแล เพียงแต่ประเทศต้องมีโฟกัสสำหรับการเดินหน้าสู่อนาคตอย่างมียุทธศาสตร์
2. การปฏิรูปราชการ กิโยตินกฎหมาย ยกระดับโลจิสติกส์ จะเป็นประโยชน์กับทุกธุรกิจ.การปฏิรูประบบราชการ การปรับปรุงกระบวนงานกฎหมาย และการลดต้นทุนโลจิสติกส์ เป็นสามองค์ประกอบสำคัญที่อยู่ในนโยบายของพรรคประชาชน ทั้งหมดนี้จะช่วยผู้ประกอบการไทยทุกธุรกิจและทุกบริษัทโดยทั่วหน้า
3. เปลี่ยนจาก Made in Thailand เป็น Made with Thailand ค้นหาจุดแข็งของไทยในห่วงโซ่อุปทานที่ทำให้โลกขาดเราไม่ได้.การสนับสนุนผู้ประกอบการต่างชาติหรือแม้แต่ผู้ประกอบการไทยในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องให้เกิดการผลิตทั้งซัพพลายเชนในประเทศ แต่ขอให้เลือกชิ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพและมีโอกาสที่จะเติบโตต่อไปได้ โดยตั้งเป้าหมายให้มีมาตรฐานสากลพร้อมแข่งกับโลกได้ตั้งแต่เริ่มต้น
4. การออกแบบนโยบายต้องสร้าง “ระบบนิเวศไฮเทค” ให้เกิดขึ้นเพื่อหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมไทยทั้งระบบ.บทเรียนสำคัญข้อหนึ่งจากนโยบายอุตสาหกรรมรยนต์อีวีที่ผ่านมาคือ เราเน้นใช้เงินหลายหมื่นล้านอุดหนุนด้านดีมานด์ แต่ไม่ได้เตรียมพร้อมด้านซัพพลายอย่างทักษะแรงงานหรือศูนย์ทดสอบและโครงสร้างพื้นฐานให้สอดคล้องกัน ทั้งนี้ เป้าหมายของการพัฒนาอุตสาหกรรมในปัจจุบันควรอยู่ที่การสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมให้เกิดขึ้นและเติบโตไปได้ตามตลาดโลก
5. การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐต้องสนับสนุนอุตสาหกรรมไทย ภายใต้การแข่งขันและมาตรฐานสากล.เราควรใช้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างอุตสาหกรรมภายในให้แข็งแกร่งขึ้น อย่างไรก็ดี จำเป็นต้องออกแบบให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีการแข่งขันตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อป้องกันการผูกขาดหรือเสือนอนกิน ในขณะเดียวกัน ก็ต้องกำหนดมาตรฐานของสินค้าและบริการให้มีมาตรฐานสากลไว้ตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อโอกาสในการเติบโตสู่ตลาดโลก
6. เดินหน้าการต่างประเทศเชิงรุกเพื่อหาพันธมิตรเทคโนโลยี โดยเฉพาะเอเชียตะวันออก.การสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในไม่ได้แปลว่าต้องปิดความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ตรงกันข้าม เราควรเดินหน้าหาพันธมิตรที่พร้อมลงทุนและแบ่งปันผลประโยชน์ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งสามารถเริ่มต้นจากบริษัทและประเทศที่มีการลงทุนในไทยสูงอยู่แล้ว เช่นเอเชียตะวันออก
วีระยุทธ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชียอาจกลายเป็นเพียงนิทานพื้นบ้าน หากเศรษฐกิจไทยไม่ฟื้นกลับมาในห้าปีข้างหน้า อย่างไรก็ดี พรรคประชาชนเชื่อว่าประเทศไทยยังเต็มเปี่ยมด้วยศักยภาพ แต่จำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่อย่างจริงจัง โดยในอดีตที่ไทยไม่สามารถเป็นเสือตัวที่ 5 ได้ เป็นเพราะเราพึ่งพาประเทศอื่นมากเกินไป แต่ไม่ได้ลงทุนและไม่มียุทธศาสตร์การพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง





