เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2569 ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน กทม. นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงการหาเสียงเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ว่า กกต. และสำนักงาน กกต.จะต้องดูบริบทของสังคม โดยครั้งนี้มองว่ามีการแข่งขันที่สูงขึ้น ดูจากพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครมีจำนวนมาก โดย กกต.ให้นโยบายในการเตรียมความพร้อมเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทางนี้อยากสื่อไปถึงพรรคการเมืองว่า ในการหาเสียงขอให้ท่านหาเสียงโดยนโยบาย หรือในเชิงบริหาร และเชิญชวนให้ประชาชนออกมาเลือกพรรคของตัวเอง การหาเสียงที่ผิดกฎหมายไม่เกิดประโยชน์และเกิดโทษกับท่านเอง เช่น การหาเสียงใส่ร้าย และการข่มขู่ ขณะนี้มีคนมาร้องเรียนแล้ว กกต. กำลังดำเนินการอยู่
ประธาน กกต.กล่าวว่า นอกจากนี้ กกต.ได้ออกระเบียบ ซึ่งกรรมการและอนุกรรมการได้ประชุมกันในเรื่องนโยบายพรรค ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเงิน งบประมาณ จะต้องส่งเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบ ในเรื่องประโยชน์และแหล่งที่มาของเงิน โดยภาพรวมยังไม่ได้รับรายงานอะไรที่เป็นประเด็น และอยากให้คงการหาเสียงแบบนี้ไว้
เมื่อว่าในขณะนี้มีการหาเสียงที่ดุเดือด กกต. จะมีมาตรการป้องกันอย่างไร ประธาน กกต. กล่าวว่า เมื่อวาน (15 ม.ค.) ได้ประชุมกับผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัดทั่วประเทศ โดยให้นโยบายไว้ว่าต้องทำงานเชิงรุก กฎหมายให้อำนาจ กกต. อยู่แล้ว ในการสอดส่องดูแลการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดความสุจริต คงจะต้องดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะเป็นหน้าที่อยู่แล้ว เบื้องต้นก็ได้มีการตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้ง มีทุกจังหวัด จังหวัดละ 6-8 คน ทำหน้าที่ติดตามข่าวในเรื่องการหาเสียงว่า มีการหาเสียงที่รุนแรงหรือผิดกฎหมายหรือไม่ มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงนอกจากนี้สำนักงาน กกต.ได้มีการแต่งตั้งตำรวจชุดเคลื่อนที่เร็ว มีอยู่ทั่วประเทศ คิดว่าจะเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง ในการที่ให้หน่วยงานนอกช่วยสอดส่องดูแล
“ในการจัดการเลือกตั้งแต่ละครั้ง กกต. มีบุคลากรแค่ประมาณ 2,000 คน นอกนั้นจะเป็นเครือข่ายที่มาช่วยจัดการเลือกตั้ง หลัก ๆ ก็คือ กปน.ที่เข้ามาช่วยการเลือกตั้ง สำนักงาน กกต.ได้พยายามอบรมให้ความรู้ในการจัดการเลือกตั้งกับ กปน.ทั่วประเทศ โดยในการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ ใช้จำนวนคนเช้ามาดูแลประมาณ 1,500,000 คน มีจำนวนมหาศาล กกต.อยากให้ความรู้ทุกเรื่อง ถ้าเป็น กปน.ที่เคยทำมาแล้วก็ไม่ห่วง แต่ถ้าเป็น กปน.หน้าใหม่ พยายามกำชับว่าให้ฝึกอบรมการจัดการเลือกตั้งให้ถูกต้อง” นายณรงค์ กล่าว
ส่วน ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.กล่าวว่า สำนักงาน กกต.ได้มีการประชุมร่วมกับสำนักงานตรงแห่งชาติ โดยในเรื่องการทำลายป้ายของผู้สมัครหาเสียงว่า ขณะนี้มีการทำลายป้ายหาเสียงทั่วประเทศประมาณ 60 ป้าย โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสืบสวนสอบสวนหาผู้กระทำความผิด ได้มีการจับกุมบางรายแล้ว พบว่าเป็นผู้เสียสติ สำหรับผู้ที่จงใจทำร้ายป้ายขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสืบสวนอยู่ สำนักงาน กกต.จะได้มีการประสานกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป
ถามย้ำถึงลักษณะของการทำลายป้ายหาเสียง ร.ต.อ.ชนินทร์ กล่าวว่า เป็นลักษณะถูกฉีกขาดเสียหายเป็นรู บางป้ายก็ล้ม โดยลักษณะดังกล่าวกระจายไปทั่วประเทศมีทุกพื้นที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งให้ทราบในทุกเคส ส่วนกรณีกลุ่มผู้สมัครทำลายป้ายคณะนี้ยังไม่ได้รับรายงาน ในกรณีที่มีความผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งที่มีโทษทางอาญา เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญาได้ทันที และรายงานมาที่สำนักง กกต.เพื่อให้ กกต.มีมติว่าจะรับโอนคดีหรือไม่ ถ้าไม่รับโอนเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีอำนาจดำเนินการไปจนสิ้นสุด แต่ถ้า กกต.รับโอนคดีก็จะทำในเรื่องของใบเหลือง-ใบแดง ความผิดเกี่ยวกับการทำลายป้ายหาเสียงจะเป็นเรื่องคดีทางอาญา เป็นเรื่องการทำให้เสียทรัพย์ ยกเว้นจะมีข้อมูลอื่นที่บ่งบอกให้เห็นถึงการเลือกตั้งที่ไม่สุจริต เที่ยงธรรม เป็นการกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้าม ก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ส่วนเรื่องการทำโพล หัวหน้าพรรคบางพรรคได้กล่าวหาว่า มีการปั่น เพื่อชี้นำการเลือกตั้ง นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า เรื่องทำโพลเป็นเรื่องของหลักวิชาการ สามารถทำและเผยแพร่ได้ก่อนวันเลือกตั้ง 7 วัน แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า ผลของการทำโพลมีวัตถุประสงค์ทางการเมือง ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ผลประโยชน์หรือไม่ ถ้าโพลนั้นเป็นการจูงใจโดยไม่อยู่ในหลักวิชาการ อาจจะเข้าข่ายผิดกฎหมาย เรื่องนี้เราไม่ได้นิ่งนอนใจ เราต้องการให้การเลือกตั้งออกมาดี มีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ
1.การเลือกตั้งที่เป็นธรรม เรื่องของผลโพลก็อยู่ในส่วนนี้ ไม่ใช่คำโพลเพื่อดึงใจคน ที่จะถือว่าเป็นการหลอกลวง เพราะมีเจตนาพิเศษ
2.สร้างบรรยากาศการเลือกตั้งที่ดี แต่ถ้ามีคนไปใช้คำหยาบหรือด่าทอ ไม่ใช่การแข่งขันที่ดีตามหลักประชาธิปไตย ส่วนจะผิดกฏหมายหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่งเราไม่ได้ทิ้งอยู่แล้ว แต่บรรยากาศแบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น
3.คือการบริหารจัดการที่ดีโดย กกต.
"ถ้ามาพร้อมกันทั้ง 3 ส่วนนี้ ก็จะทำให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับ กกต. ก็จะดูแลทั้ง 3 ส่วนให้ออกมาดีที่สุด" นายแสวง กล่าว





