ในยุคที่เรากำลังเผชิญกับวิกฤติสภาพภูมิอากาศ การเดินไม่ใช่แค่เรื่องของการเคลื่อนที่แต่คือ Alternative Mobility หรือการเดินทางทางเลือกที่มีประสิทธิภาพอย่างมากในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์
เพราะการเดินไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งไม่สร้างมลพิษทุกชนิดและเป็นกิจกรรมการมีส่วนร่วมที่ทุกคนทำได้ทุกวันและทันที แต่ในทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งการเดินของประชาชนกลับต้องเจอปัญหาที่ไม่ควรเกิดขึ้น นั่นคือป้ายหาเสียงบนทางเท้ากลายเป็นสิ่งกีดขวางการเดิน ทำให้การเดินไม่สะดวกและลดทอนแรงจูงใจให้เดิน
เมื่อทางเท้า... ไม่ใช่ทางเดิน
เรามักเห็นป้ายหาเสียงทั้งขนาดใหญ่และเล็กติดตั้งอยู่กลางทางเท้า แม้จะมีการปรับความกว้างของป้ายให้ลดลงแล้วในการเลือกตั้ง 2569 ครั้งนี้ แต่ก็ยังทำให้ทางเท้าแคบจนคนต้องเดินเบียด หรือเลวร้ายที่สุดคือต้องลงไปเดินบนถนน เสี่ยงรถเฉี่ยวชน
ภาพประกอบ : โดยผู้เขียน เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569
สิ่งนี้ไม่ใช่แค่ความไม่สะดวก แต่มันคือการละเมิดสิทธิพื้นฐานของพลเมืองโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น
ผู้พิการทางสายตา ป้ายที่ยื่นออกมาหรือวางขวางทางเดินคือกับดักที่มองไม่เห็นและก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้
ผู้ใช้เก้าอี้ล้อเข็น (wheelchair) เมื่อทางเท้าถูกบล็อก พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเสี่ยงชีวิตลงไปบนผิวจราจร หรือไม่ก็เปลี่ยนวิถีชีวิต เป็นไม่ออกจากบ้านไปเลยในช่วงนี้
ผู้สูงอายุรวมทั้งครอบครัวที่มีรถเข็นเด็ก การเดินทางที่ควรจะง่ายกลับกลายเป็นอุปสรรคที่น่าเหนื่อยหน่าย
เสนอกกต. ตั้งกติกาใหม่เพื่อเมืองที่เป็นธรรม
การหาเสียงคือกระบวนการทางประชาธิปไตย แต่ประชาธิปไตยต้องไม่สร้างความลำบากให้ประชาชน จากการสืบค้นพบว่าในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.และสก.ในปี 2565 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศเรื่อง"การกำหนดสถานที่ปิดประกาศและติดแผ่นป้าย"ลงวันที่ 28 มีนาคม 2565
มีข้อความส่วนหนึ่งว่า สถานที่ติดแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งต้องมีทัศนียภาพและทัศนวิสัยที่ดี ไม่เกิดอันตรายแก่ประชาชนหรือต่อยานพาหนะและจะต้องไม่เป็นการกีดขวางทางสัญจร การจราจร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงมิได้เป็นไปตามประกาศนี้เลย และเป็นเช่นนี้กันทั้งประเทศ มิใช่เฉพาะ กทม.
ผู้เขียนขอเสนอให้กกต.ออกระเบียบที่ชัดเจนเพื่อแก้ปัญหาที่กล่าวถึงอย่างเบ็ดเสร็จถาวรตลอดไป ดังนี้
1.ห้ามติดตั้งป้ายหาเสียงบนทางเท้าในลักษณะที่ลดความกว้างของทางเดิน ต้องเหลือพื้นที่ให้เดินหรือรถเข็นสวนกันได้
2.ป้ายต้องอยู่สูงพอ ไม่ให้ติดศีรษะผู้เดินเท้า
3.สร้างและกำหนดจุดติดตั้งป้ายกลางเป็นการเฉพาะ แทนที่จะปล่อยให้ผู้สมัครแต่ละคนจะติดป้ายสะเปะสะปะ รัฐควรมีบอร์ดกลางที่ขนาดใหญ่เล็กตามบริบทเขตเลือกตั้งนั้นๆ แล้วแบ่งซอยป้ายกลางนี้เป็นช่องขนาดมาตรฐานที่เท่ากัน แล้วให้ผู้สมัครแต่ละคนนำป้ายของตนมาติดตั้งที่ช่องตามหมายเลขของตน
วิธีนี้ทำให้ไม่เกิดความเหลื่อมล้ำทางการเงินและสังคมของผู้สมัครฯแต่ละคนด้วย ทั้งนี้ มีหลายประเทศที่ใช้วิธีนี้มาแล้ว แม้กระทั่งประเทศที่มีเศรษฐานะน้อยกว่าเรา เช่น ภูฏาน
4.ป้ายที่ไม่บังสายตาของผู้ขับขี่ยานพาหนะ ปัญหาสำคัญมากอีกประการหนึ่งคือป้ายฯเหล่านี้มักทำให้คนขับขี่ยานพาหนะไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ รถยนต์ หรือแม้กระทั่งจักรยาน มองไม่เห็นยานพาหนะอื่นโดยเฉพาะตรงปากซอยหรือทางเลี้ยว ทำให้คาดการณ์ได้ไม่ทันและเกิดอุบัติเหตุได้ กกต.จึงควรต้องใช้โอกาสนี้แก้ปัญหานี้ไปพร้อมกัน
ภาพประกอบ: จากอินเตอร์เน็ต ตามลิงก์นี้ https://shorturl.asia/80O3p
5.สนับสนุนสื่อทางเลือก ส่งเสริมการหาเสียงผ่านช่องทางดิจิทัลหรือสื่อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดปริมาณขยะและมลพิษทางสายตา
6.บทลงโทษที่ชัดเจน หากผู้สมัครรายใดติดตั้งป้ายกีดขวาง ต้องมีคำสั่งให้เคลื่อนย้ายทันที และมีผลต่อคะแนนความประพฤติทางการเมืองของผู้ละเมิดกฎ
บทสรุป
การเลือกตั้งควรเป็นโอกาสที่เราได้เห็นวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเมือง ไม่ใช่การสร้างอุปสรรคให้กับเมืองเสียเอง หากเราต้องการส่งเสริมให้คนหันมาเดินเพื่อลดโลกร้อน เราต้องเริ่มจากการทำให้ทางเท้าเดินได้จริงและปลอดภัยสำหรับทุกคน
ถึงเวลาแล้วที่ กกต.จะต้องออกกติกาให้การหาเสียงมีความรับผิดชอบต่อสิทธิของคนเดินเท้า เพราะเมืองที่น่าอยู่ตามมาตรฐานโลกนั้นเริ่มต้นที่การเดินที่ปลอดภัยกันทั้งสิ้น.





