background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

'เหลือง' ชน '(ธง) เขียว' ปลุก 'คว่ำประชามติ' ทางรอด 'อนุรักษนิยม'

'เหลือง' ชน '(ธง) เขียว'  ปลุก 'คว่ำประชามติ' ทางรอด 'อนุรักษนิยม'

ความเคลื่อนไหวของ “กลุ่มนักวิชาการเพื่อสังคม” ที่นำโดย “วิชา มหาคุณ-เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง -สมชาย แสวงการ-บรรเจิด สิงคะเนติ - ต่อตระกูล ยมนาค” ที่เรียกร้องให้ “ประชาชน” คว่ำบาตรนักการเมือง “สีเทา” ผ่าน การเลือกตั้ง สส. มีความน่าสนใจ

เพราะใน สมาชิกกลุ่มนักวิชาการเพื่อสังคมนั้น คือ กลุ่มคนที่เป็นแกนหลักของการเคลื่อนไหว ฐานะ “คนเสื้อเหลือง” ที่ต่อต้านและต่อสู้กับ “ฝ่ายการเมือง” แม้ว่าหลังเลือกตั้ง ปี2562 ต่อเนื่องถึงปี 2566 พวกเขาจะเงียบหายไป แต่ยังพบการรวมกลุ่มเพื่อจับตาทิศทางการเมืองและวิพากษ์ “นักการเมือง” บางขั้ว บางสีในกลุ่มปิด

ท่าทีที่ออกมาเคลื่อนไหวผ่านแถลงการณ์ ล่าสุด เมื่อ 13 ม.ค. ในหัวข้อ “วิกฤตศรัทธาและทางรอดของประเทศไทยในการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69” ที่มีข้อเรียกร้องไปยังสังคมไทย แต่เนื้อในกลับหมายถึง “นักการเมือง” ที่กำลังแข่งขันในเวทีเลือกตั้ง เพื่อชิงการนำในฐานะ “ฝ่ายบริหาร” ในอนาคต

โดยเรียกร้อง “ผู้นำชุดใหม่” ทำลายการผูกขาดระบบเศรษฐกิจ พลิกฟื้นความเป็นธรรม กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ปฏิรูประบบคุณธรรม หยุดระบบที่เอื้อประโยชน์ให้ทุนเทา พร้อมสร้างบรรทัดฐานใหม่ โดยไม่เอา “เด็กอมมือ” หรือ “ตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์บ้านใหญ่” เข้ามาบริหารประเทศ

หากอ่านทางของ “คำแถลงการณ์” เท่ากับสะท้อนความต้องการของ “นักวิชาการสายอนุรักษนิยม” ที่ปฏิเสธ “ฝ่ายการเมืองหัวก้าวหน้า” และพวกเขาปรามาสมาตลอดว่าเป็น “เด็กอมมือ”  ขณะที่ “กลุ่มบ้านใหญ่” ก่อนหน้านี้จัดอยู่ในเครือข่าย “พรรคเพื่อไทย” ทว่าปัจจุบันกลายเป็น “แพแตก” กระจัดกระจายไปรวมตัวที่ “พรรคภูมิใจไทย-พรรคกล้าธรรม” 

ขณะเดียวกันในแถลงการณ์ยังเรียกร้องให้ “ประชาชน” ฐานะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง คว่ำบาตรทางคะแนนเสียงต่อพรรคการเมือง ที่มีลักษณะ 1.ทุจริต ซื้อเสียง พัวพันธุรกิจสีเทา ยาเสพติด 2. เน้นนโยบายสัญญาว่าจะแจก และปรนเปรอ 3.สนับสนุน บ่อน กาสิโน พนันออนไลน์  4.มีประวัติทุจริตเชิงนโยบาย เอื้อประโยชน์ทุนผูกขาด และ 5.พรรคที่เป็นแหล่งสุมหัวของ “อิทธิพลบ้านใหญ่” รวมตัวโดยไร้อุดมการณ์ มุ่งแต่ตำแหน่ง อำนาจและผลประโยชน์

ทว่าในมุมการต่อสู้รอบนี้ “นักวิชาการเพื่อสังคม” รู้ดีว่า ตัวเองอยู่ในกลุ่มที่ “อ่อนกำลัง” ไม่อาจสู้กับพลังการเมือง จากฝ่าย “นักการเมือง” ได้เหมือนในอดีต  เพราะแม้ก่อนหน้านั้นจะพยายามปลุกกระแสในโซเชียลให้ระมัดระวังการขยับตัวของ “ส้ม-แดง” แต่พอดูในบริบทการเมืองแล้ว “น้ำเงิน-เขียว” ยังเป็นกลุ่มที่ไว้ใจไม่ได้

เหตุผลหนึ่งที่ “กลุ่มนักวิชาการเพื่อสังคม” แสดงความไม่ไว้ใจ “น้ำเงิน” อย่างชัดเจน เพราะคำประกาศ ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่พูดไว้อย่างชัดเจนต่อการสนับสนุน “เห็นชอบการออกเสียงประชามติ เพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” แม้ในรายละเอียดที่ขยายความ จะบอกว่า “ไม่แตะหมวด 1 หมวด2” ก็ตาม

'เหลือง' ชน '(ธง) เขียว'  ปลุก 'คว่ำประชามติ' ทางรอด 'อนุรักษนิยม'

เพราะ “กลุ่มนักวิชาการฯ” มองว่า เอาเข้าจริงไม่มีหลักประกันใดที่จะรับรองว่า “เมื่อเปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้แล้ว จะไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงฐานรากของรัฐและสถาบันพระมหากษัตริย์” จึงกลายมาเป็นการปลุกกระแส “คว่ำประชามติ” พ่วงโหวตโน “นายกฯหนู”

กับประเด็นนี้ถูกจับไปขยายความต่อท่าที โดย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่คาใจกับคำถามประชามติ ด้วยว่า เหตุใดรัฐบาล ฐานะผู้กำหนดคำถามประชามติ ไม่เจาะจงว่าการจัดทำฉบับใหม่ ไม่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขหมวด1 และ หมวด2

'เหลือง' ชน '(ธง) เขียว'  ปลุก 'คว่ำประชามติ' ทางรอด 'อนุรักษนิยม'

และประกาศ ว่า “พรรคประชาธิปัตย์จะดูแลไม่ให้มีการแก้ไขหมวด1 และหมวด2 พร้อมเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมือง ซึ่งเคยตกลงกันในสภาประกาศแบบเดียวกัน เพื่อให้ทุกคนสบายใจในการลงมติเห็นชอบในคำถามประชามติ”

ถือว่า “อภิสิทธิ์” จับทางเปลี่ยนพลังลบ หรือความหวาดระแวงฝ่ายหนึ่ง ให้กลายเป็น พลังหนุน

นอกจากนั้นแล้วกระแส “ถามหาจุดยืนพรรคการเมือง” ยังเกิดขึ้นในเวทีวิชาการ และเวทีรณรงค์รัฐธรรมนูญ โดยขณะนี้มีพรรคที่ “ชูธงเขียว” อย่างเข้มแข็ง คือ “พรรคประชาชน-พรรคเพื่อไทย” ล่าสุดนั้น “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพื่อไทย ย้ำจุดยืนว่า “เพื่อไทยไม่แตะหมวด 1 และ หมวด2”  อย่างน้อยเพื่อรักษาความไว้วางใจจาก "บางฝ่ายที่ยังกังวล”  

กับประเด็นที่ “ฝ่ายอนุรักษนิยม”  ตั้งคำถามกับ “พรรคภูมิใจไทย” ทำให้เป็นความกังวลว่า แรงสนับสนุนนั้นจะผันเป็น “คะแนนไม่ไว้วางใจ" ทำให้ “นิกร จำนง” สมาชิกพรรคภูมิใจไทย รีบอธิบายพร้อมย้ำในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้สมมติมีคนพยายามฝ่าฝืนกรอบ ตามกลไกของรัฐสภา ต้องใช้เสียง สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 และต้องผ่านประชามติของประชาชนอีก 2 ครั้ง ดังนั้น ทั้งทางการเมือง รัฐสภา และประชาชน จึงเป็นไปไม่ได้

'เหลือง' ชน '(ธง) เขียว'  ปลุก 'คว่ำประชามติ' ทางรอด 'อนุรักษนิยม'

ซึ่งในคำอธิบายนั้นไม่มีสิ่งที่ผิด เพราะจากภาพของการแก้รัฐธรรมนูญที่ผ่านมา เห็นได้ชัดเจนว่าใครเป็นคนคุมเกม “ล่ม-แล่น แก้รัฐธรรมนูญ” 

ทว่าในปรากฏการณ์ “สว.สีน้ำเงิน” ยังไม่ใช่เครื่องการันตีความสบายใจ เพราะ “ฝ่ายที่ไม่อยากให้แก้” มองลึกถึงเจตนาการเมืองที่ “ผู้นำของพรรคการเมืองบางคน” ต้องการ “รื้อระบบ” ที่ลงตรวนล็อกนักการเมืองที่ไม่สุจริตไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง

ดังนั้นประเด็นนี้ หากนอกจากความกังวล ว่าจะแก้หมวด1 หมวด2 แล้ว ยังเตรียมขยายผล ปลุกระดมให้ไม่เห็นชอบประชามติ เพื่อป้องกันไม่ให้ กลไกปราบโกงถูกแก้ไข - องค์กรอิสระไม่ถูกรื้อ และ โทษตัดสิทธินักการเมืองทุจริตยังคงอยู่

โดยการปลุกระดม “ฝ่ายไม่เห็นชอบ” ประชามติเพื่อนำไปสู่การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาจต้องจับตา พอๆกับ การหาเสียงของ “พรรคการเมือง” เพราะผลของเรื่องนี้ คือ การชี้ชะตา  “กลุ่มคนหน้าเดิม” ว่าจะอยู่รอดต่อไป และ พลิกฟื้นบทบาท  ฐานะ “หัวหอกอนุรักษนิยม” ได้หรือไม่