กลายเป็นเหตุสลดรับต้นปี 2569 หลัง “เครนก่อสร้าง” พังถล่มลงมาทับขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์–อุบลราชธานี บริเวณช่วง สถานีหนองน้ำขุ่น–สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบราย และผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ขณะเดียวกัน รมว.คมนาคม สั่งการด่วนให้ลงพื้นที่ตรวจสอบสาเหตุและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกันยังไม่มีคำชี้แจงจากเอกชนผู้รับเหมาก่อสร้างดังกล่าว ว่าข้อเท็จจริงของอุบัติเหตุเกิดจากอะไร
ล่าสุด วานนี้ (14 ม.ค.) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย สั่งการให้มีการ “แบล็คลิสต์” หรือขึ้นบัญชีดำบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ พร้อมกับสั่งการให้กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการสอบสวนแล้ว
สำหรับการก่อสร้างทางรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่เกิดปัญหา “เครนถล่ม” คือ ช่วงสัญญาที่ 3-4 ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และช่วงกุดจิก-โคกกรวด ดำเนินการก่อสร้างโดย บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)
โดย บมจ.อิตาเลียนไทยฯ เผยแพร่จดหมายข่าวถึงกรณีอุบัติเหตุดังกล่าว ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ต่อการสูญเสียและบาดเจ็บ และพร้อมแสดงความรับผิดชอบที่จะให้การช่วยเหลือ ในการชดเชยเยียวยาให้กับครอบครัวผู้สูญเสียและการรักษาพยาบาลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บอย่างเต็มที่
ทั้งนี้สัญญาการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงดังกล่าวมีด้วยกันทั้งหมด 12 สัญญา โดยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย และรัฐบาลจีน รวมวงเงินลงทุนกว่า 179,412.21 ล้านบาท โดยก่อสร้างเสร็จไปแล้ว 2 สัญญา คือสัญญาก่อสร้างที่ 1-1งานก่อสร้างคันทางระดับดิน ช่วงกลางดง - ปางอโศก ระยะทาง 3.5 กม. กรมทางหลวง (ทล.) เป็นผู้ก่อสร้าง และ 2-1 งานก่อสร้างคันทางระดับดิน ช่วงสีคิ้ว - กุดจิก ระยะทาง 11 กม. มี บมจ.ซีวิลเอ็นจิเนียริง เป็นผู้ก่อสร้าง
ส่วนที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ 10 สัญญา ดังนี้
สัญญา 3-1 : ช่วงแก่งคอย-กลางดง และช่วงปางอโศก-บันไดม้า บจ. กิจการร่วมค้า ITD - CREC No.10 ซึ่งประกอบด้วย บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และเครือบริษัท “ไชน่า เรลเวย์” (CREC: China Railway Engineering Corporation) คือ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์เทน เอนจิเนียริ่ง กรุ๊ป จำกัด
สัญญา 3-2 : งานอุโมงค์ มวกเหล็กและลำตะคอง บมจ. เนาวรัตน์พัฒนาการ
สัญญา 3-3 : ช่วงบันไดม้า-ลำตะคอง บจ. ไทย เอ็นยิเนียร์และอุตสาหกรรม
สัญญา 3-4 : ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และช่วงกุดจิก-โคกกรวด บมจ. อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์
สัญญา 3-5 : ช่วงโคกกรวด-นครราชสีมา บจ. กิจการร่วมค้า เอสพีทีเค
สัญญา 4-2 : ช่วงดอนเมือง-นวนคร บมจ. ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น
สัญญา 4-3 : ช่วงนวนคร-บ้านโพ บจ. กิจการร่วมค้า ซีเอเอ็น
สัญญา 4-4 : ศูนย์ซ่อมบำรุงเชียงรากน้อย บมจ. อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์
สัญญา 4-6 : ช่วงพระแก้ว-สระบุรี บมจ. ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น
สัญญา 4-7 : ช่วงสระบุรี-แก่งคอย บมจ. ซีวิลเอ็นจิเนียริง
แต่ทุกสัญญามีผู้ควบคุมงาน 2 บริษัทในเครือข่าย “ไชน่า เรลเวย์” คือ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ อินเตอร์แนชันนัล และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ ดีไซน์ คอร์เปอเรชัน
ส่วนที่ปรึกษาโครงการมี 4 บริษัท ได้แก่ บริษัท เอพซิลอน จำกัด บริษัท โชติจินดา คอนซัลแตนท์ จำกัด บริษัท เอ็มเอชพีเอ็ม จำกัด และบริษัท ดับเบิลยูเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด
ทั้งนี้ เมื่อปรากฏชื่อ “ไชน่า เรลเวย์” หรือ CREC ขึ้นมาอีก ทำให้หลายคนอดคิดย้อนไปถึงต้นปี 2568 ที่ผ่านมาที่เกิดเหตุการณ์ “ตึก สตง.ถล่ม” ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก กลายเป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์ของไทยขึ้นมาทันที
สำหรับสัญญาที่ 3-4 นั้น ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างพบว่า เป็นการประกวดราคาจ้างก่อสร้างโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพมหานคร - หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร - นครราชสีมา) งานสัญญาที่ 3-4 งานโยธาสำหรับช่วง ลำตะคอง - สีคิ้ว และช่วงกุดจิก - โคกกรวด ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) วงเงินงบประมาณ11,660,000,000 บาท บมจ.อิตาเลียนไทยฯ เป็นผู้ชนะการเสนอราคา 9,848,000,000 บาท
ข้อมูล บมจ.อิตาเลียนไทยฯ จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อ 14 ม.ค. 2569 พบว่า มีมูลค่าใน ตลท. 1,372.77 ล้านบาท มีทุนจดทะเบียน 6,337,920,861 บาท ปรากฏชื่อ นาย วิรัช ก้องมณีรัตน์ ประธานกรรมการ ส่วนกรรมการ นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร กรรมการ นายธรณิศ กรรณสูต กรรมการ นายปีติ กรรณสูต กรรมการ นายสันติ จงคงคา กรรมการบริษัท นายภิญโญ มีชำนะ กรรมการอิสระ ประธานกรรมการตรวจสอบ นายวิลเลี่ยม ลี เซนท์กราฟ กรรมการอิสระ กรรมการตรวจสอบ นายไส้ หว่า ไซม่อน ซุน กรรมการอิสระ กรรมการตรวจสอบ
ข้อมูลผู้ถือหุ้นล่าสุดเมื่อ 2 เม.ย. 2568 เปรมชัย ถือหุ้นใหญ่สุด 11.90% นิจพร จรณะจิตต์ ถือรองลงมา 6.64% ส่วนที่เหลือเป็นตระกูลกรรณสูต และบุคลอื่น ๆข้อมูลงบการเงินล่าสุด (งบ 9 เดือน 2568) สินทรัพย์รวม 91,244.28 ล้านบาท หนี้สินรวม 82,020.35 ล้านบาท กำไร 7,393.75 ล้านบาท
ส่วนกิจการร่วมค้า บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) - บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์เทน เอนจิเนียริ่ง กรุ๊ป จำกัด ที่ดำเนินการในสัญญาที่ 3-1 นั้น ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเมื่อ 14 ม.ค. 2569 พบว่า กิจการร่วมค้าแห่งนี้จดทะเบียนเมื่อ 13 ก.ค. 2566 ตั้งอยู่ที่ 2034/151 อาคารอิตัลไทยทาวเวอร์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง จังหวัดกรุงเทพมหานคร 10310 ประเภทธุรกิจก่อสร้าง รายได้อื่น และบริการ
ส่วน 2 บริษัทผู้ควบคุมงาน ซึ่งเป็นเครือข่ายของ “ไชน่า เรลเวย์” ได้แก่ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ อินเตอร์แนชันนัล ในฐานข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้าไม่พบชื่อนี้โดยตรง แต่พบชื่อคล้ายกันคือ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็น บริษัท เค รุ่ย เก๋ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งแต่ 21 พ.ค. 2568
บริษัทแห่งนี้จดทะเบียนเมื่อ 2 พ.ย. 2561 ทุนปัจจุบัน 10 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ 49/293 ซอยวิภาวดีรังสิต 64 แยก 13 แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ จังหวัดกรุงเทพมหานคร 10210 ประกอบธุรกิจการก่อสร้างโครงการวิศวกรรมโยธาอื่น ๆ ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น ปรากฏชื่อ นาย เซ่ง หวัง (สัญชาติจีน) เป็นกรรมการ
นำส่งรายชื่อผู้ถือหุ้นล่าสุดเมื่อ 15 ส.ค. 2568 ไชน่า เรลเวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป คอมปะนี ลิมิเต็ด สัญชาติจีน ถือหุ้นใหญ่สุด 100% (บริษัทแห่งนี้ถือหุ้นใน บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ที่เป็นกิจการร่วมค้าก่อสร้างตึก สตง.เช่นเดียวกัน)
ก่อนหน้านี้เมื่อ ธ.ค. 2567 มีผู้ถือหุ้นเป็น ไชน่า เรลเวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป คอมปะนี ลิมิเต็ด (จีน) ถือหุ้นใหญ่สุด 49% ณัฐนันท์ ทวีภัชธีรารมย์ ถือ 17% ปรีชา แก่นมั่น ถือ 17% พร อินทนะ ถือ 17%
นำส่งงบการเงินล่าสุดเมื่อปี 2567 สินทรัพย์รวม 31,429,391 บาท หนี้สินรวม 64,374,700 บาท รายได้รวม 202,405,389 บาท ต้นทุนการขายและหรือบริการ 236,376,957 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 6,959,811 บาท ดอกเบี้ยจ่าย 1,155,211 บาท ขาดทุนสุทธิ 42,086,590 บาท
ส่วนบริษัท ไชน่า เรลเวย์ ดีไซน์ คอร์เปอเรชัน ไม่พบฐานข้อมูลการจดทะเบียนในไทย โดยถูกระบุว่าเป็น “นิติบุคคลต่างด้าว” เดิมใช้ชื่อว่า เถี่ยเต้าตี้ซันคันฉาเส้อจี้หย้วนจี๋ถวนโหย๋ (TIA TAO TEE SAN KAN SHA SER CHI YUAN CHI TUANYOSIAN) ก่อนจะเปลี่ยนชื่อมาเป็น ไชน่า เรลเวย์ ดีไซน์ คอร์ปอเรชั่น (CHINA RAILWAY DESIGN CORPORATION) ในปัจจุบัน
บริษัทแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ 184/52 อาคารฟอรั่มทาวเวอร์ ชั้น 15 ถนนรัชดาภิเษก แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง จังหวัดกรุงเทพมหานคร 10310 แจ้งประกอบกิจกรรมการก่อสร้างเฉพาะด้านอื่น ๆ ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น
อนึ่งก่อนหน้านี้ กรุงเทพธุรกิจ ขุดคุ้ย และนำเสนอข้อเท็จจริงไปแล้วว่า ตัวการสำคัญในการก่อสร้างตึก สตง.นี้คือ “ไชน่า เรลเวย์” หรือ CREC ซึ่งเป็นเครือข่ายทุนจีน พบว่า CREC ในไทย มีบริษัทเครือข่ายอีกกว่า 14 บริษัท โดยมี 3 คนไทย ได้แก่ โสภณ มีชัย มานัส ศรีอนันท์ และประจวบ ศิริเขตร เข้าไปเป็นกรรมการ และถือหุ้น รวมถึงเข้าเป็นคู่สัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐหลายสิบโครงการ รวมวงเงินกว่าหมื่นล้านบาท ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถูกหน่วยงานรัฐทั้งกระทรวงพาณิชย์ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำไปใช้ขยายผลสอบสวน
พฤติการณ์ของ CREC ในไทยนั้น ใช้โมเดลธุรกิจในลักษณะเป็น “กิจการร่วมค้า” กับเอกชนรายอื่นๆ โดยเริ่มจากเข้าไป “ซื้อซอง” เอกสารการประมูลงานรัฐ แต่ไม่ได้เข้าร่วม “ยื่นซอง” หรือ “ยื่นเสนอราคา” แต่กลับไปดีลกับเอกชนไทยที่ “ทุนหนา” เพื่อเข้าร่วมเป็น “กิจการร่วมค้า” ดำเนินการ “ยื่นซอง” ประมูลแทน
โดยนับตั้งแต่ปี 2561 ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทเป็นต้นมา พบว่า “กิจการร่วมค้า” ที่มี “ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10” เริ่มจากประมูลงานรัฐขนาดกลาง วงเงินราว 100 ล้านบาทขึ้นไป จนถึงงานขนาดใหญ่หลัก 300-500 ล้านบาท จนมาถึงงานระดับสัมปทานรัฐหลัก 1,000 ล้านบาท
ปัจจุบันคดีดังกล่าวยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวนของกระบวนการยุติธรรม และมีการฝากขังบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ต่อศาลไปแล้วหลายคน
ขณะเดียวกันดีเอสไอ ได้ยื่นสำนวนให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวน เอาผิดผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 76 ราย ในจำนวนนี้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ 70 ราย โดยมีผู้บริหารระดับสูงของ สตง. 4 ราย คือ พล.อ.ชนะทัพ อินทามระ ประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) พ.ต.อ.วัลลิพผล รังคสิริ เลขานุการของ พล.อ.ชนะทัพ นายประจักษ์ บุญยัง อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และนายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าฯ สตง.คนปัจจุบัน ถูกกล่าวหาด้วย ส่วนที่เหลือเป็นผู้บริหารของกิจการร่วมค้า PKW 6 ราย
อย่างไรก็ดีกรณี “เครนถล่ม” ดังกล่าวยังไม่มีการกล่าวโทษหรือดำเนินการทางกฎหมายใด ๆ กับบริษัทผู้รับเหมาหรือเอกชนที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นจึงต้องรอการชี้แจง และถือว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ โดยการนำเสนอข้อมูลเรื่องนี้เป็นไปเพื่อผลประโยชน์สาธารณะเท่านั้น





