ช่วงเวลาใกล้เลือกตั้ง พรรคการเมืองทั้ง 57 พรรคก็พยายามเสนอนโยบายเพื่อจะให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียง บางนโยบายก็ผ่านการวิเคราะห์กลั่นกรอง บางนโยบายก็เน้นประชานิยมระยะสั้น
โดยไม่คำนึงถึงผลระยะยาวทางเศรษฐกิจและสังคม เพราะต้องการจะ ‘ซื้อ‘ ประชาชนให้ได้มากกว่าคู่แข่งทางการเมือง
ตัวอย่างเช่น หลายปีที่ผ่านมา เราเห็นการหาเสียงโดยกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำให้สูงมากพอและเอาชนะคู่แข่งทางการเมือง ที่สูงถึง 500-600 บาทต่อวัน นโยบายหาเสียงเช่นนี้ มีความเป็นไปได้แค่ไหนในทางปฏิบัติ
เพราะการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจะทำโดยคณะกรรมการค่าจ้างแห่งชาติที่เป็นลักษณะไตรภาคี หรือได้มีมาตรการเพิ่มผลผลิตแรงงานควบคู่กันไปหรือไม่ เพื่อลดความเสี่ยงในการปลดคนงานที่อาจจะได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้ รวมทั้งนโยบายที่แจกเงินแก่ประชาชนอย่างไม่สมเหตุสมผล
จึงมีความพยายามที่จะสกัดกั้นนโยบายประชานิยมระยะสั้นเหล่านี้ โดยใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ในมาตรา 57 กำหนดว่าพรรคการเมืองที่กำหนดนโยบายและต้องใช้จ่ายเงิน ต้องจัดทำรายการประกอบนโยบายเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
ซึ่งประกอบด้วย 1) วงเงินที่จะใช้ในการทำนโยบายและแหล่งที่มาของเงิน 2) ความคุ้มค่าและประโยชน์ของนโยบาย และ 3) ผลกระทบและความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบาย
ในทางปฏิบัติ ดูเหมือนจะเป็นการยากที่จะปฏิบัติตามกฎหมายข้อนี้อย่างจริงจัง เพราะการตอบคำถามทั้ง 3 ข้ออย่างถูกต้องตามหลักวิชาจะต้องมีการรวบรวมข้อมูลและการคิดวิเคราะห์ในการประเมินนโยบายทั้งผลประโยชน์และต้นทุนอย่างถี่ถ้วน
ซึ่งเป็นไปไม่ได้ถ้าพรรคการเมืองไม่ได้มีความเป็น ’สถาบัน‘ คือ มีชุดนโยบายในด้านต่างๆ ไว้ก่อนแล้ว และผ่านการคิด วิเคราะห์ มาอย่างดี ยิ่งเมื่อมีการยุบสภา การเตรียมนโยบายที่เป็นการตอบคำถามเหล่านี้ส่งให้ กกต. 20 วันก่อนการเลือกตั้งทั่วไปยิ่งยากขึ้นไปอีก
สิ่งที่พรรคการเมืองทำได้คือ การส่งเอกสารที่มีเนื้อหาตามมาตรา 57 แก่กกต. เพื่อรวบรวมเสนอให้ประชาชนทราบ ส่วนกกต.ก็เหมือนกับคุณครูที่ตรวจดูว่านักเรียนส่งการบ้านครบหรือไม่ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า สิ่งที่รวบรวมมามีความสมเหตุสมผลมากน้อยแค่ไหน เพราะมีข้อจำกัดทั้งทางด้านเวลา กำลังคนและความรู้ความสามารถในเรื่องการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ
กกต.เองก็คงตระหนักในเรื่องนี้ ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้ กกต.ได้ตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมือง ประกอบไปด้วย ผู้แทนจากหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงบประมาณ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย หอการค้าไทย รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิอีก 5 ท่าน รวมทั้งสิ้น 21 ท่าน โดยมีเลขา กกต.เป็นประธาน
อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้ ไม่ใช่การสกัดกั้นหรือชี้ขาดว่านโยบายไหนทำได้หรือไม่ได้ เพียงแต่เป็นการเฝ้าระวัง และตั้งข้อสังเกตให้พรรคการเมืองตระหนักถึงบางแง่มุมของการทำนโยบายและให้ข้อเสนอแนะ ก่อนจะรวบรวมเสนอให้ประชาชนทราบ เพื่อช่วยในการตัดสินใจก่อนการลงคะแนนเสียง
ซึ่งเป็นที่น่าวิตกว่า คณะกรรมการชุดนี้จะสามารถทำงานตามความคาดหมายมากน้อยเพียงไรเพราะเวลาจำกัดมาก เมื่อพรรคการเมืองส่งเอกสารตามมาตรา 57 ในส่วนของนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงิน มาครบทั้ง 57 พรรคในวันที่ 19 ม.ค. 2568
เราจึงได้แต่หวังว่า พรรคการเมืองจะต้องมีการวิเคราะห์และประเมินผลกระทบของนโยบายอย่างรอบด้านมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งแหล่งที่มาของเงิน นโยบายที่อาศัยเงินงบประมาณจะต้องแสดงอย่างชัดเจนว่า จะ ’เกลี่ย ‘งบประมาณอย่างไร ลดงบประมาณส่วนเกินที่ไหนได้บ้าง หรือจะหารายได้ภาครัฐเพิ่มเติมอย่างไร
เพราะเท่าที่เป็นอยู่ เราก็มีการขาดดุลงบประมาณอยู่แล้วอย่างต่อเนื่องปีละประมาณร้อยละ 3-4 ของ GDP มีหนี้สาธารณะอยู่ 12.37 ล้านล้านบาท หรืออยู่ที่ร้อยละ 65.71 เทียบกับประมาณร้อยละ 41 ในปี 2562 จนจำเป็นต้องปรับเพดานหนี้จากร้อยละ 60 เป็น 70 เมื่อปี 2564
ที่น่าเป็นห่วงคือ มีความเสี่ยงที่หนี้สาธารณะต่อ GDP จะสูงไปใกล้ๆเพดานที่ร้อยละ 67-68 ในปีงบประมาณ 2569 นี้ เพราะเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำมากและขาดดุลในปีงบประมาณ 2569 สูงถึง 860,000 ล้านบาท
ในปี 2568 สัดส่วนภาระหนี้ของรัฐบาลต่อรายได้อยู่ที่ร้อยละ 42.47 แม้ว่าจะยังคงน้อยกว่าเพดานที่ร้อยละ 50 แต่ต้องไม่ลืมว่า รัฐบาลได้ขยายเพดานสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้จากเดิมที่ร้อยละ 35 เป็นร้อยละ 50 มาแล้ว เพื่อรองรับการกู้เงินและชำระคืนในอนาคต สัดส่วนภาระดอกเบี้ยจ่ายต่อรายได้ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณร้อยละ 11 คาดกันว่า จะถึงร้อยละ 12 ในปี 2570
ซึ่งเป็นเกณฑ์สำคัญ (threshold) ของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ที่จะมีผลในการลดอันดับความน่าเชื่อถือของไทย และต่อต้นทุนเงินในที่สุด
ความมีเสถียรภาพทางการคลังลดลงอย่างมากในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ช่องว่างทางการคลัง (fiscal space) มีอยู่ไม่มาก ทำให้การลงทุนภาครัฐเพื่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาวทำได้ยากขึ้น และช่องว่างทางการคลังเพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติและความผันผวนทั้งภายในและภายนอกที่อาจจะเกิดขึ้นมีน้อยลง จึงควรที่จะพิจารณาแนวนโยบายหาเสียงเหล่านี้ไปพร้อมๆ กับความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว
ในทางกฎหมาย พรรคการเมืองไม่จำเป็นต้องรับผิดรับชอบ (accountable) ต่อนโยบายที่เสนอตอนหาเสียงเลือกตั้ง ให้ความรับผิดชอบถูกตัดสินโดยประชาชน โดยทั่วไป ประชาชนก็ไม่ได้จดจำนโยบายต่างๆ ที่พรรคการเมือง ‘สัญญา’ ไว้เมื่อตอนหาเสียงว่า ได้ทำจริงหรือไม่เมื่อเป็นรัฐบาล เลือกตั้งคราวต่อไป ก็นำเสนอนโยบายใหม่ สัญญาใหม่ วนเวียนอยู่เช่นนี้
อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้ ที่นโยบายประชานิยมระยะสั้นแบบฉาบฉวยเหล่านั้นไม่ถูกดําเนินการ ไม่เช่นนั้น เราอาจจะเห็นฐานะทางการคลังของประเทศเลวลงกว่าที่เป็นอยู่





