CREC คุมงาน! เปิดทุกสัญญาสร้างรถไฟความเร็วสูง ก่อน 'เครนถล่ม'

เปิดครบหมดทุกสัญญา 'ผู้รับเหมา-คุมงาน-ที่ปรึกษา' โครงการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูง 2 เครือข่าย 'ไชน่า เรลเวย์' คุมงาน ส่วนช่วง 'เครนถล่ม' คือสัญญา 'อิตาเลียนไทย'
KEY
POINTS
- ผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการรถไฟที่เกิดเหตุเครนถล่ม คือกิจการร่วมค้าระหว่าง บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนท์ และ ไชน่า เรลเวย์ (CREC)
- ผู้ควบคุมงานก่อสร้างโครงการดังกล่าวคือ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ อินเตอร์แนชันนัล และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ ดีไซน์ คอร์เปอเรชัน
- เครือ "ไชน่า เรลเวย์" (CREC) เคยมีประวัติเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่เคยเกิดเหตุถล่มจนมีผู้เสียชีวิตมาแล้ว
กลายเป็นเหตุสลดรับต้นปี 2569 หลัง “เครนก่อสร้าง” พังถล่มลงมาทับขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์–อุบลราชธานี บริเวณช่วง สถานีหนองน้ำขุ่น–สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 22 ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ขณะเดียวกัน รมว.คมนาคม สั่งการด่วนให้ลงพื้นที่ตรวจสอบสาเหตุและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกันยังไม่มีคำชี้แจงจากเอกชนผู้รับเหมาก่อสร้างดังกล่าว ว่าข้อเท็จจริงของอุบัติเหตุเกิดจากอะไร
ประเด็นคือการก่อสร้างทางรถไฟฟ้าความเร็วสูงดังกล่าวนั้น คือสัญญาที่ 3-4 ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และช่วงกุดจิก-โคกกรวดโดยข้อมูลบนเว็บไซต์การก่อสร้างโครงการดังกล่าว พบว่า บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เป็นคู่สัญญาก่อสร้าง
ส่วนผู้ควบคุมงานมี 2 รายคือ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ อินเตอร์แนชันนัล และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ ดีไซน์ คอร์เปอเรชัน
ส่วนที่ปรึกษาโครงการมี 4 บริษัท ได้แก่ บริษัท เอพซิลอน จำกัด บริษัท โชติจินดา คอนซัลแตนท์ จำกัด บริษัท เอ็มเอชพีเอ็ม จำกัด และบริษัท ดับเบิลยูเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด
ส่วนสัญญาอื่น ๆ ได้แก่ สัญญา 3-1 : ช่วงแก่งคอย-กลางดง และช่วงปางอโศก-บันไดม้า บจ. กิจการร่วมค้า ITD - CREC No.10
สัญญา 3-2 : งานอุโมงค์ มวกเหล็กและลำตะคอง
บมจ. เนาวรัตน์พัฒนาการ
สัญญา 3-3 : ช่วงบันไดม้า-ลำตะคอง
บจ. ไทย เอ็นยิเนียร์และอุตสาหกรรม
สัญญา 3-4 : ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และช่วงกุดจิก-โคกกรวด
บมจ. อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์
สัญญา 3-5 : ช่วงโคกกรวด-นครราชสีมา
บจ. กิจการร่วมค้า เอสพีทีเค
สัญญา 4-2 : ช่วงดอนเมือง-นวนคร
บมจ. ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น
สัญญา 4-3 : ช่วงนวนคร-บ้านโพ
บจ. กิจการร่วมค้า ซีเอเอ็น
สัญญา 4-4 : ศูนย์ซ่อมบำรุงเชียงรากน้อย
บมจ. อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์
สัญญา 4-6 : ช่วงพระแก้ว-สระบุรี
บมจ. ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น
สัญญา 4-7 : ช่วงสระบุรี-แก่งคอย
บมจ. ซีวิลเอ็นจิเนียริง
โดยในส่วนสัญญาที่ 3-1 นั้น ปรากฏชื่อผู้รับเหมาคือ กิจการร่วมค้า ITD-CREC No.10JV ซึ่งประกอบด้วย บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และเครือบริษัท “ไชน่า เรลเวย์” (CREC: China Railway Engineering Corporation) คือ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์เทน เอนจิเนียริ่ง กรุ๊ป จำกัด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเครือ “ไชน่า เรลเวย์” หรือ CREC ก่อนหน้านี้ เคยเข้าไปรับเหมาก่อสร้างในนามกิจการร่วมค้ากับ “อิตาเลียนไทย” ก่อสร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ วงเงินกว่า 2.1 พันล้านบาท อย่างไรก็ดี เกิดเหตุแผ่นดินไหวใหญ่ในประเทศไทยเมื่อปลายเดือน มี.ค. 2568 ส่งผลให้อาคาร สตง.ถล่ม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก
ที่ผ่านมา กรุงเทพธุรกิจ ขุดคุ้ย และนำเสนอข้อเท็จจริงไปแล้วว่า ตัวการสำคัญในการก่อสร้างตึกแห่งนี้คือ “ไชน่า เรลเวย์” หรือ CREC ซึ่งเป็นเครือข่ายทุนจีน พบว่า CREC ในไทย มีบริษัทเครือข่ายอีกกว่า 14 บริษัท โดยมี 3 คนไทย ได้แก่ โสภณ มีชัย , มานัส ศรีอนันท์ และประจวบ ศิริเขตร เข้าไปเป็นกรรมการ และถือหุ้น รวมถึงเข้าเป็นคู่สัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐหลายสิบโครงการ รวมวงเงินกว่าหมื่นล้านบาท ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถูกหน่วยงานรัฐทั้งกระทรวงพาณิชย์ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำไปใช้ขยายผลสอบสวน
พฤติการณ์ของ CREC ในไทยนั้น ใช้โมเดลธุรกิจในลักษณะเป็น “กิจการร่วมค้า” กับเอกชนรายอื่นๆ โดยเริ่มจากเข้าไป “ซื้อซอง” เอกสารการประมูลงานรัฐ แต่ไม่ได้เข้าร่วม “ยื่นซอง” หรือ “ยื่นเสนอราคา” แต่กลับไปดีลกับเอกชนไทยที่ “ทุนหนา” เพื่อเข้าร่วมเป็น “กิจการร่วมค้า” ดำเนินการ “ยื่นซอง” ประมูลแทน
โดยนับตั้งแต่ปี 2561 ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทเป็นต้นมา พบว่า “กิจการร่วมค้า” ที่มี “ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10” เริ่มจากประมูลงานรัฐขนาดกลาง วงเงินราว 100 ล้านบาทขึ้นไป จนถึงงานขนาดใหญ่หลัก 300-500 ล้านบาท จนมาถึงงานระดับสัมปทานรัฐหลัก 1,000 ล้านบาท
ปัจจุบันคดีดังกล่าวยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวนของกระบวนการยุติธรรม และมีการฝากขังบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ต่อศาลไปแล้วหลายคน ขณะเดียวกันดีเอสไอ ได้ยื่นสำนวนให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวน เอาผิดผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 76 ราย ในจำนวนนี้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ 70 ราย โดยมีผู้บริหารระดับสูงของ สตง. 4 ราย คือ พล.อ.ชนะทัพ อินทามระ ประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) พ.ต.อ.วัลลิพผล รังคสิริ เลขานุการของ พล.อ.ชนะทัพ นายประจักษ์ บุญยัง อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และนายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าฯ สตง.คนปัจจุบัน ถูกกล่าวหาด้วย ส่วนที่เหลือเป็นผู้บริหารของกิจการร่วมค้า PKW 6 ราย







