'พรรคการเมือง' ใช้ X หาเสียงในโซเชียลฯมากสุด เน้นเรื่องเศรษฐกิจ

'เรียลวอทช์ แล๊ป' สำรวจพรรคการเมืองใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย 'หาเสียง' ในโลกออนไลน์ พบใช้ผ่าน X มากสุด ส่วนใหญ่เรื่องนโยบายเศรษฐกิจกว่า 50%
KEY
POINTS
- ผลสำรวจพบว่าพรรคการเมืองนิยมใช้แพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์) ในการหาเสียงบนโซเชียลมีเดียมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 37%
- นโยบายด้านเศรษฐกิจเป็นประเด็นหลักที่ถูกนำมาใช้หาเสียงผ่านโซเชียลมีเดีย โดยมีสัดส่วนสูงถึง 50%
- แพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมรองลงมาคือเว็บไซต์ (30%) และ Facebook (22%) ตามลำดับ
- การเลือกใช้แพลตฟอร์มและนโยบายเศรษฐกิจมีเป้าหมายเพื่อเข้าถึงกลุ่มคนวัยทำงานอายุ 18-34 ปี ที่กำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ
เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2569 “เรียลวอทช์ แล๊ป” สำรวจ การใช้ แพลตฟอร์ม Social Media ของพรรคการเมือง ในการเผยแพร่นโยบาย และ หาเสียง เลือกตั้ง ระหว่างวันที่ 1-9 มกราคม 2569 พบว่า มีการใช้ “ X ” สูงสุด ในการหาเสียงเลือกตั้ง คิดเป็นสัดส่วน 37% ของการใช้สื่อออนไลน์ทั้งหมด โดยนโยบายหลักที่นำมาใช้หาเสียงผ่านสังคมออนไลน์สูงสุด เป็นเรื่อง นโยบายด้านเศรษฐกิจ คิดเป็นสัดส่วน 50%
เรียลวอทช์ แล๊ป (RealWatch Lab) ส่วนวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูล (Research and Data Analytics) บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด(มหาชน) บริษัท ด้าน AI-Data Driven Technology เปิดเผยถึงผลสำรวจการใช้แพลตฟอร์มในสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ของพรรคการเมือง ในการเผยแพร่นโยบาย และ หาเสียง เลือกตั้ง ระหว่าง วันที่ 1-9 มกราคม 2569 พบว่า พรรคการเมือง นิยมเผยแพร่นโยบาย และ หาเสียงผ่านทาง “X” สูงสุด คิดเป็นสัดส่วน 37%
อันดับ 2 เป็นการใช้ website ทั้งของพรรคและผ่านสื่อมวลชน ในการแถลงนโยบายและหาเสียง คิดเป็นสัดส่วน 30%
ถัดมาอันดับ 3 เป็นการใช้ Facebook คิดเป็นสัดส่วน 22% ในขณะที่ YouTube มาเป็นอันดับ 4 คิดเป็นสัดส่วน 5% อันดับ 5 คือ Instagram และ TikTok คิดเป็นสัดส่วนเท่ากันคือ อย่างละ 3% ของการเผยแพร่นโยบายและหาเสียงของพรรคการเมือง ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งหมด 60 พรรคการเมือง
จากผลการสำรวจพบว่า การใช้ “X” มากสุด จะเน้นที่การสื่อสารแบบ เรียลไทม์ และสร้างเป็นไวรัล ด้วยข้อความสั้นๆ ขณะที่ YouTube ถูกใช้ในกรณี ที่เป็นการปราศรัย ยาว ๆ ในส่วนของ Instagram จะนำเสนอในรูปแบบของกราฟฟิค เป็นหลัก
“เศรษฐกิจ” เป็นประเด็นหลัก ในการหาเสียง
ส่วนประเด็นที่นำมาใช้ ในการหาเสียงผ่านสังคมออนไลน์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ นโยบายด้านเศรษฐกิจ คิดเป็นสัดส่วน 50% ของนโยบายที่หาเสียง ผ่าน Social Media ทั้งหมด โดยประเด็นด้านเศรษฐกิจที่มีการพูดถึง มีทั้ง นโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้มีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง นโยบายช่วยภาคเกษตรกรรม การพักหนี้ การแก้หนี้ครัวเรือน ไปจนถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นต้น
ประเด็นถัดมาเป็น นโยบายด้านสังคม คิดเป็นสัดส่วน 20% ได้แก่ประเด็นเรื่อง สวัสดิการผู้สูงอายุ ลดความเหลื่อมล้ำ คิดเป็นสัดส่วน 20% ในขณะที่อันดับ 3 มี 3 ประเด็นที่มีสัดส่วนเท่ากันคือ 10% ได้แก่ นโยบายด้านสุขภาพ ทั้ง ด้านสาธารณสุข และ การให้บริการทางการแพทย์, นโยบายด้านความมั่นคง ทั้งการปฏิรูปกองทัพ นโยบายด้านชายแดน, และ นโยบายด้านการเมือง เช่น การปราบคอร์รัปชัน การต่อต้านทุจริต โดยทั้งด้านสาธารณสุข ความมั่นคง และ ด้านการเมือง มีสัดส่วนเท่ากันคือ 10%
การนำนโยบายเศรษฐกิจ มาเป็นแกนหลักในการหาเสียง สะท้อนถึง ปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันที่เผชิญกับความผันผวนและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และ การที่ประเทศไทยเผชิญกับอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่ต่ำกว่า 3% ภาคประชาชนมีปัญหาภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง ความสามารถในการสร้างรายได้ต่ำ ทำให้นโยบายในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ กลายเป็นประเด็นหลัก เพื่อตอบโจทย์กับกลุ่มเป้าหมาย ที่เป็น คนในวัยทำงานอายุ 18-34 ปี โดยสะท้อนจากแพลตฟอร์ม ที่พรรคการเมืองเลือกใช้เป็นหลัก 3 อันดับแรก อย่าง แพลตฟอร์ม “X” “Website” และ “Facebook”
จากรายงานของ Hootsuite Thailand 2025 แพลตฟอร์มการจัดการโซเชียลมีเดียชั้นนำระดับโลก สัญชาติแคนาดา ชี้ว่าแต่ละแพลตฟอร์มยอดนิยมในไทย ให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ใช้ที่แตกต่างกัน โดย X เป็นแพลตฟอร์มที่มีความแข็งแกร่งในกลุ่ม คนรุ่นใหม่ (Gen Z, Millennial) โดยเฉพาะช่วง 18-34 ปี (กลุ่มกำลังซื้อสูง และต้องการความบันเทิง/ข่าวสาร) และ Gen X (45-60 ปี) ที่เป็นกำลังซื้อหลักและมีอำนาจตัดสินใจโดย X เน้นการเชื่อมต่อที่รวดเร็วและหลากหลายแพลตฟอร์ม
ในขณะที่กลุ่มเป้าหมายหลักของ Facebook ยังคงเป็นวัยทำงานตอนต้นถึงกลาง (อายุ 25-34 ปี) มีการเข้าถึงโฆษณาสูงสุด เช่นเดียวกับ YouTube และ TikTok ก็เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยกลุ่มอายุ 25-34 ปี Instagram มีผู้ใช้หลัก 18-34 ปี







