ประเทศไทยบนทางแยก เลือกบ้านเมืองหรือเลือกบ้านใหญ่

การเมืองไทยวนเวียนอยู่กับบ้านใหญ่มาทุกยุคทุกสมัย การเมืองแบบนี้ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการเมืองของประชาชน เพราะวนเวียนอยู่กับคนไม่กี่ตระกูล การเมืองแบบบ้านใหญ่ไม่เอื้อให้เกิดการพัฒนาประชาธิปไตย
กลับสร้างปัญหาทับลงไปอย่างที่ยากจะเปลี่ยนแปลง มาดูกันว่าปัญหาของ “บ้านใหญ่” คืออะไร
บ้านใหญ่ทำลายกลไกเชิงโครงสร้างของรัฐ การเกิดขึ้นของบ้านใหญ่มักมีที่มาจากผู้มีอำนาจในท้องถิ่น ซึ่งแต่ก่อนอาจจะเริ่มจาก กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นานเข้าก็พัฒนาไปสู่นักธุรกิจในพื้นที่ที่หวังจะเข้าสู่การเมือง การก่อตัวของบ้านใหญ่เหล่านี้เท่ากับเป็นการสร้างแก๊งหรือกลุ่มมาเฟียที่สะสมผู้คนและอำนาจผ่านการสร้างเส้นสายบนระบบอุปถัมภ์
ในขณะที่คนชนบทเข้าไม่ถึงโอกาสและความช่วยเหลือจากราชการ ชาวบ้านจึงต้องอาศัยบ้านใหญ่เป็นที่พึ่ง ตั้งแต่การติดต่อกับหน่วยราชการ การจัดการกับความอยุติธรรม การฝากงาน ฝากลูกเข้าโรงเรียน ไปจนถึงการกู้ยืมเงิน นานวันเข้าระบบอุปถัมภ์ที่เจือจานให้กับทั้งชาวบ้าน สังคมท้องถิ่น แม้แต่กับหน่วยงานรัฐก็ทำให้แก๊งบ้านใหญ่เข้มแข็งขึ้น
ในที่สุดก็กลายเป็นผู้ควบคุมทั้งงาน งบประมาณ ความปลอดภัยในพื้นที่ จนทำให้กลไกที่แท้จริงของรัฐง่อยเปลี้ยไปในที่สุด
ในขณะที่ความเป็นบ้านใหญ่ไม่เกิดขึ้นในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ เพราะความกว้างใหญ่ของเมือง ระดับการศึกษา และการที่คนกรุงเทพฯ ไม่คิดหวังพึ่งบ้านใหญ่ คนส่วนมากคิดว่าต้องปากกัดตีนถีบด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตาม ความพยายามของบ้านใหญ่ก็มีให้เห็นเพิ่มขึ้นในพื้นที่ขอบๆ ชายแดนของกรุงเทพฯ เช่น ดอนเมือง บางบอน หนองจอก ฯลฯ
โดยเฉพาะเมื่อโซเชียลมีเดียขยายตัวอย่างรวดเร็ว คนที่พยายามสร้างบ้านใหญ่ของตัวเองทำได้ด้วยการเป็นปากเสียง หยิบยื่น ทำตัวเป็นข่าวและเป็นที่พึ่งอย่างที่ภาครัฐเข้าไม่ถึง ความพยายามของบ้านใหญ่ทั้งของเดิมและที่กำลังเกิดใหม่ที่นับวันจะเข้มแข็งมากขึ้นด้วยแรงสนับสนุนจากธุรกิจสีเทาหรือสีดำ จะทำให้กลไกรัฐไม่เท่าทัน และส่งผลให้ประเทศเข้าสู่การเมืองแบบสกปรกในที่สุด อย่างที่เริ่มปรากฏให้เห็นแล้วหลายกรณี
การเมืองแบบบ้านใหญ่เป็นการทำลายประชาธิปไตย และสร้างการเมืองระบบอุปถัมภ์ ทำให้ประชาชนไม่ต้องคิดอ่านอะไรกับการเมือง เห็นว่าเป็นคนจากบ้านใหญ่ก็เลือกกันเข้าไป อย่างน้อยเขาก็เคยฝากงานให้ฝากลูกเข้าโรงเรียนให้ ประชาธิปไตยแบบไม่ต้องคิดนี่แหละคือ วงจรอุบาทว์ที่จะส่งให้บ้านใหญ่ยิ่งเติบโตมากขึ้น และประชาชนก็กลายเป็นแค่เบี้ยในเกมอำนาจที่ไม่สลักสำคัญอะไรจนกว่าจะถึงการเลือกตั้งครั้งใหม่
ยิ่งกว่านั้นภายใต้ระบบที่ยึดครองพื้นที่โดยบ้านใหญ่ จะปราศจากการตรวจสอบและการฟังเสียงจากประชาชนในพื้นที่ ทำให้การคอร์รัปชันเป็นไปอย่างกว้างขวางและง่ายดาย เพียงเหตุผลว่าโครงการนั้นๆ เป็นของบ้านใหญ่
การเมืองแบบบ้านใหญ่ส่งผลให้การเมืองไทยไร้ความมั่นคง เพราะบ้านใหญ่ที่มีจำนวน สส.ในมือที่มากพอสามารถสร้างอำนาจต่อรอง พร้อมที่จะย้ายไปร่วมกับพรรคหรือพวกบ้านใหญ่อื่นๆ ได้โดยไม่สนใจอุดมการณ์ การต่อรองทั้งเก้าอี้ในคณะรัฐบาลและเงินที่แลกกับการสลับขั้วทำให้การเมืองไทยไม่เคยมั่นคง
การย้ายพรรคกันอย่างมโหฬารทั้งก่อนหน้าและหลังการยุบสภาชี้ชัดว่าบ้านใหญ่ไม่เคยทิ้งนิสัยเดิม คาดคะเนได้เลยว่าการต่อรองจะหนักหน่วงหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ แน่นอนว่ารัฐบาลจะขาดเสถียรภาพเหมือนอย่างที่แล้วๆ มาและปรากฏการณ์ “หอกทมิฬแทงทมิฬ” จะเกิดขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
การเมืองแบบบ้านใหญ่ทำให้ขาดนักการเมืองที่มีคุณภาพและอุดมการณ์ นักการเมืองไม่ต้องเก่ง ไม่ต้องมีความคิด แต่ได้การสนับสนุนจากนามสกุลและเงินทุนของบ้านใหญ่เท่านั้นพอ เราจึงเห็นนักการเมืองที่แม้ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่แต่ไร้คุณภาพ ไม่ตกผลึกในปัญหาบ้านเมือง ไร้เดียงสากับบทบาทหน้าที่ที่แท้จริงของตัวเอง แล้วยังคิดว่าไม่ต้องทำอะไร สมัยหน้าก็ได้กลับเข้ามาอีกเพราะเป็นคนจากบ้านใหญ่
ในเวลาเดียวกันการเมืองบ้านใหญ่ได้กีดกันและบั่นทอนนักการเมืองที่มีคุณภาพเข้าสู่การเมือง เพราะเขารู้ว่าแพ้บ้านใหญ่แน่นอนทั้งเรื่องเส้นสายและทรัพยากร การเมืองที่จำกัดตัวเลือกผู้สมัครทำให้การเมืองในระยะยาวย่ำอยู่กับที่
วันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงต้องตั้งสติกันให้ดี ก่อนกาบัตรเลือกตั้ง ถามใจตัวเองว่าจะเลือกเอา “บ้านเมือง” ที่ดีขึ้น หรือจะเลือก “บ้านใหญ่” ให้ช้ำใจไปกว่าเดิม







