‘สินบนทองคำ’ เขย่าสนามบินน้ำ ปมเสี่ยงวิกฤติศรัทธา ‘ป.ป.ช.’

‘สินบนทองคำ’ เขย่าสนามบินน้ำ  ปมเสี่ยงวิกฤติศรัทธา ‘ป.ป.ช.’

นับเป็นครั้งแรกที่กรรมการ ป.ป.ช. ถูกกล่าวหาในคดีร้ายแรงฐานรับสินบนระหว่างการดำรงตำแหน่ง เรื่องอื้อฉาวสร้างความสั่นคลอนและอาจนำไปสู่วิกฤตศรัทธาต่อองค์กร ป.ป.ช.

KEY

POINTS

  • พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ "บิ๊กโจ๊ก" ถูกตำรวจ บก.ปปป. แจ้งข้อกล่าวหาให้สินบนเป็นทองคำแท่งมูลค่ากว่า 15 ล้านบาทแก่ นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. เพื่อช่วยเหลือทางคดี
  • กรณีนี้นับเป็นครั้งแรกที่กรรมการ ป.ป.ช. ถูกกล่าวหาในคดีร้ายแรงฐานรับสินบนในระหว่างการดำรงตำแหน่ง
  • เรื่องอื้อฉาวดังกล่าวสร้างความสั่นคลอนและอาจนำไปสู่วิกฤตศรัทธาต่อองค์กร ป.ป.ช. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการปราบปรามการทุจริต

 ชื่อของ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. กำลังกลับมาได้รับความสนใจจากสาธารณชนอีกครั้ง พลันเกิดคดีใหญ่ส่งท้ายปี 2568 เมื่อตำรวจ บก.ปปป.แจ้งข้อกล่าวหา “บิ๊กโจ๊ก” กรณีให้สินบน “ทองคำแท่ง” หนัก 246 บาท รวมมูลค่ากว่า 15 ล้านบาทให้กับ “เอกวิทย์ วัชชวัลคุ” กรรมการ ป.ป.ช. โดยอ้างว่า เพื่อช่วย “วิ่งเต้น” เคลียร์คดี

 ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ยุค คสช.เรืองอำนาจ ชื่อของ “บิ๊กโจ๊ก” กับฉายา “หวานเจี๊ยบ” กลายเป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญบนหน้าสื่อ พร้อมกับเส้นทางชีวิตตำรวจที่รุ่งโรจน์ โดยอัพขั้นอย่างรวดเร็ว แม้ว่าในช่วงเวลาก่อนหน้านั้น “บิ๊กโจ๊ก” จะเคยถูกเด้งเข้ากรุออกจากข้าราชการตำรวจ ไปแขวนเป็นที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

 ผ่านมาราว 1 ปีเศษ “บิ๊กโจ๊ก” ถูกย้ายกลับมาเป็นข้าราชการตำรวจอีกครั้ง และเริ่มไต่เต้าตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เช่นเดิม จนขึ้นตำแหน่งรอง ผบ.ตร.อายุน้อยสุดในประวัติศาสตร์ แต่ช่วงชีวิตที่ดูเหมือนจะรุ่งโรจน์ของเขาก็เริ่มดับลง พร้อมกับความเสื่อมถอยทางอำนาจของ คสช.

หลังจากนั้นชื่อของ “บิ๊กโจ๊ก” เริ่มเงียบหายไปในทางการเมือง ว่ากันว่า เขาเตรียมตัวไปก่อร่างสร้างอาณาจักรที่ “ด้ามขวาน” หวังลงชิงเก้าอี้นายก อบจ.สงขลา กระทั่งกลับมามีชื่อพัวพันกับ “องค์กรสนามบินน้ำ” บนหน้าสื่ออีกครั้งช่วงปี 2567 

โดยมี “มือมืด” ปล่อยหนังสือ “บิ๊กโจ๊ก” คัดค้านการทำหน้าที่ของ “สุชาติ ตระกูลเกษมสุข” เมื่อครั้งเป็นกรรมการ ป.ป.ช. (ปัจจุบันเป็นประธาน ป.ป.ช.) โดยกล่าวอ้างถึงสายสัมพันธ์ระหว่าง “สุชาติ” กับ “บิ๊กเนมการเมือง” ที่มากบารมีใน “บ้านป่ารอยต่อ” แต่“บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค พปชร.ขณะนั้น ปฏิเสธข้อเท็จจริงดังกล่าว

ถัดมาช่วงรอยต่อปี 2567-2568 เมื่อมี “มือดี” ปล่อยคลิปเขา พร้อมด้วย “สุชาติ ตระกูลเกษมสุข” ที่เพิ่งเป็นประธานกรรมการ ป.ป.ช.หมาด ๆ เข้าพบ “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” ประธานรัฐสภา ขณะนั้น แต่ไม่มีข้อเท็จจริงยืนยันว่าทั้งหมดหารือเรื่องอะไรกัน และสุดท้ายเรื่องนี้ก็เงียบหายไป

หลังจากนั้นชีวิต “บิ๊กโจ๊ก” ก็วนเวียนในการฟ้องร้องคดีในศาล ใน ป.ป.ช. ทั้งการแก้ต่างกรณีถูก ผบ.ตร.มีคำสั่งให้ออกจากราชการ กรณีถูกกล่าวหาพัวพันเว็บพนันออนไลน์ รวมถึงคดีที่ถูกตำรวจสอบสวน และยื่นสำนวนไปยัง ป.ป.ช.ให้ดำเนินการไต่สวน

ล่าสุด ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษา “ยกคำร้อง” คดีที่ “บิ๊กโจ๊ก” ยื่นคำร้องกล่าวหา พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ เมื่อครั้งรักษาการ ผบ.ตร. กับพวก ออกคำสั่งให้เขาออกจากราชการ โดยศาลปกครองสูงสุดชี้ว่า คำสั่งให้ออกจากราชการดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว เนื่องจาก “บิ๊กโจ๊ก” ถูกกล่าวหาและมีหมายจับจากศาลอาญา ในคดีฟอกเงินจากเว็บพนัน ซึ่งเป็นคดีร้ายแรง จนหลายคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าคำพิพากษาครั้งนี้ อาจถึงคราวปิดฉาก “โจ๊ก 9 ชีวิต”

ทั้งนี้ หากโฟกัสเฉพาะคดีที่เขาถูกกล่าวหาในชั้นไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. อย่างน้อย 2 คดี ได้แก่ 

1.คดีกล่าวหาเขากับพวกรวม 8 คน ในคดีเว็บพนันออนไลน์มินนี่ ถูกกล่าวหาว่า ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และเรียกรับผลประโยชน์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 149 โดยมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ เรื่องยังอยู่ระหว่างการไต่สวน         2.คดีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเชิงลึกว่า มีพฤติการณ์แจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงอันควรแจ้งให้ทราบหรือไม่

ใน 2 ข้อหาดังกล่าว ปรากฏตัวละครสำคัญมา 2 คน คือ “เอกวิทย์” หนึ่งในกรรมการ ป.ป.ช.ที่เพิ่งถูกแต่งตั้งเมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา อีกคนคือ “นาย ส.” ที่เป็นตัวเชื่อมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. 3 ยุค 

กล่าวคือ เขาเคยเป็นที่ปรึกษาให้กรรมการ ป.ป.ช.คนหนึ่งในยุคหลังรัฐประหารปี 2549 ชื่อ “ส.” ถัดมาในยุค คสช.เรืองอำนาจ “นาย ส.” คนเดิมก็เป็นตัวเชื่อมให้กับกรรมการ ป.ป.ช.อีกคนหนึ่งชื่อ “ส.” เช่นเดียวกัน ซึ่งคนนี้ ว่ากันว่ามีสายสัมพันธ์อันดีกับ “บิ๊กโจ๊ก” กระทั่งหมดยุค “รัฐตำรวจใน ป.ป.ช.” ถัดมายุครอยต่อ คสช.และ สว.สีน้ำเงิน ก็ยังมีชื่อของ “นาย ส.” ไปเป็นที่ปรึกษาให้กรรมการ ป.ป.ช.บางคนอีก

ประเด็นที่น่าสนใจ ที่ผ่านมาไม่เคยปรากฏ “กรรมการ ป.ป.ช.” ถูกกล่าวหาคดีร้ายแรงเช่นนี้ใน “ระหว่างดำรงตำแหน่ง” มาก่อน โดยก่อนหน้านี้แม้จะมีกรณี กรรมการ ป.ป.ช.บางคน ถูกกล่าวหา และมีการไต่สวนกันเองใน ป.ป.ช. ก่อนที่ประชุมจะลงมติ แต่ทั้งหมดคือคดีที่ “เกิดขึ้นมาก่อน” จะมาดำรงตำแหน่ง

เช่น เมื่อปี 2558 คดีกล่าวหา สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช.ขณะนั้น ถูกกล่าวหาเมื่อครั้งเป็นบอร์ด ขสมก. อีกคนคือ สมบัติ ธรธรรม ที่ปรึกษา พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง กรรมการ ป.ป.ช.ขณะนั้น ถูกกล่าวหาเมื่อครั้งเป็นบอร์ด ขสมก.เช่นกัน ในคดีทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ และฮั้วประมูลเช่าโฆษณารถ ขสมก. แต่ต่อมาที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ให้ข้อกล่าวหาทั้งหมดตกไป

ที่ผ่านมา หากไม่นับกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดที่ พล.ต.อ.วุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฑฒิ เป็นประธาน ป.ป.ช. พร้อมพวกที่เป็นกรรมการ ป.ป.ช.ทั้งคณะรวม 9 คน มีพฤติการณ์แสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเองโดยอำเภอใจ ในการขึ้นเงินเดือนให้ตัวเอง จนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาจำคุกคนละ 2 ปีมาแล้วเมื่อปี 2548 แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี

กรณีของ“เอกวิทย์” ซึ่งถูกกล่าวหาระหว่างดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช.นับเป็นกรณีแรก ซึ่งถูกกล่าวหาในความผิดร้ายแรงฐาน “รับสินบน” แม้ว่าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.จะออกแอ็กชั่นด้วยการให้ “ภัทรศักดิ์ วรรณแสง” กรรมการ ป.ป.ช.จากสายตุลาการอาวุโสอีกคนหนึ่ง กำกับดูแลสำนักไต่สวนการทุจริตภาครัฐ 1 (สตร.1) และสำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ 1 (สทว.1) แทน “เอกวิทย์” ที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาพัวพันการรับให้สินบนทองคำในครั้งนี้ก็ตาม

ทว่า ประเด็นที่น่าสนใจคือ “เอกวิทย์” ซึ่งตกเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาคดี และถูกรวมไว้นำสำนวนเดียวกับ “บิ๊กโจ๊ก” ใครจะเป็นผู้ตรวจสอบ เพราะตามรัฐธรรมนูญนั้น หากพบว่ากรรมการ ป.ป.ช.ถูกกล่าวหา จะต้องส่งเรื่องไปยังวุฒิสภา เพื่อส่งต่อไปศาลฎีกา เพื่อตั้ง “องค์คณะไต่สวนอิสระ” เพื่อพิจารณาคดี

ล่าสุด 9 ม.ค.ที่ผ่านมา “บิ๊กโจ๊ก” มอบหมายทนายความยื่นประธานวุฒิสภา เพื่อพิจารณาส่งเรื่องไปยังศาลฏีกา เพื่อตั้งกรรมการอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ไต่สวนตรวจสอบการใช้อำนาจของพนักงานสอบสวน กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) และคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในคดีของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ไม่เป็นไปตามกฎหมาย และขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่แล้ว

 ก่อนหน้านี้ สำนักงาน ป.ป.ช.ยกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 หรือ “พ.ร.ป.ป.ป.ช.” มาตรา 56 มาดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหาที่เกี่ยวข้องในคดีดังกล่าว โดยมาตรานี้บัญญัติว่า ในการไต่สวนเรื่องใดที่เป็นเรื่องสําคัญมีผลกระทบอย่างกว้างขวาง หรือเป็นกรณีมีการไต่สวนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดําเนินการไต่สวนเอง หรือจะแต่งตั้งกรรมการไม่น้อยกว่าสองคนและบุคคลอื่นเป็นคณะกรรมการไต่สวนก็ได้

สำหรับคดีรับให้สินบนครั้งนี้ บก.ปปป.ได้ส่งสำนวนมาให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติอย่างหนึ่งอย่างใดว่า จะรับเรื่องนี้ไว้ไต่สวนหรือไม่ หรือจะส่งคืนสำนวนกลับไปให้พนักงานสอบสวนดำเนินการไต่สวน เบื้องต้น สุรพงษ์ อินทรถาวร ว่าที่เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช.บอกว่า สัปดาห์นี้น่าจะมีความคืบหน้า

ว่าที่เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ยืนยันว่า คดีนี้ไม่ได้กดดัน เพราะตนและกรรมการ ป.ป.ช. ทำเรื่องลักษณะนี้มานาน ผ่านกันมาเยอะ แต่เราดูหน้างานเห็นว่ามีลักษณะที่ต่างจากทั่วไป เนื่องจากเหตุแห่งคดีมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย อย่างน้อยก็ 3 ฝ่าย จึงต้องดูข้อกฎหมายเยอะ

ดังนั้นที่ต้องจับตาในสัปดาห์นี้คือ สำนวนคดีรับให้สินบน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเหตุเกิดที่ “องค์กรสนามบินน้ำ” หน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับชาติ 

หากไม่เคลียร์เรื่องนี้ให้ “กระจ่างชัด” อาจส่งผลให้เกิด “วิกฤติศรัทธา” แก่องค์กรแห่งนี้ขึ้นอีกครั้ง ซ้ำรอยวาทกรรม “2 มาตรฐาน” ที่ตามหลอกหลอนมาตลอดนับ 10 ปี และยากที่ใครหลายคนจะลืมได้