วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2569

Login
Login

'พริษฐ์' เปิด 3 ภารกิจการศึกษา ปชน. กอบกู้ทักษะคนไทยจากขั้นวิกฤติ

'พริษฐ์' เปิด 3 ภารกิจการศึกษา ปชน. กอบกู้ทักษะคนไทยจากขั้นวิกฤติ

เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2569 ที่สามย่านมิตรทาวน์ พรรคประชาชน (ปชน.) จัดเวทีแถลงเปิดตัว "ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน" เพื่อดำเนินการบริหารกระทรวงต่าง ๆ หากพรรคประชาชนได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรค ปชนทีมบริหารด้านประชาธิปไตยและความมั่นคงใหม่ เปิดเผยถึงภารกิจของรัฐบาลประชาชน ในด้านการศึกษาว่า การศึกษามีความหมาย การศึกษามีความสุข การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด โดยทักษะของคนไทยเรา กำลังเข้าสู่ขั้น “วิกฤต” จากรายงานของธนาคารโลก 74% ขาดทักษะดิจิทัลพื้นฐาน - จะเปรียบเทียบราคาตั๋วเครื่องบินบนเว็บไซต์ ยังทำได้ไม่ค่อยคล่อง 65% ขาดทักษะการอ่านจับใจความ - เมื่อเจอฉลากยาที่ซับซ้อน อาจไม่มั่นใจว่าต้องปฏิบัติอย่างไร

นายพริษฐ์ ระบุว่า ปัญหานี้ ไม่ใช่ปัญหาใหม่ - แทบทุกคนทุกพรรค เห็นตรงกัน ว่าการศึกษาไทยไปต่อแบบเดิมไม่ได้ที่ผ่านมา พวกเราทุกภาคส่วนเองก็ “ลงทุน” ไปไม่น้อยกับการศึกษา ไม่ว่าจะงบประมาณแผ่นดิน เงินที่ผู้ปกครองควักเอง เวลาเรียนของนักเรียน หรือเวลาทำงานของครู แต่สำหรับพรรคประชาชน เรามองว่า ทางออกเรื่องการศึกษา ไม่ได้อยู่ที่การเติม “ปริมาณ” ทรัพยากรเข้าไปเรื่อยๆ แต่อยู่ที่การยกระดับ “ประสิทธิภาพ” ของระบบ ในการแปรทรัพยากรที่เราใส่เข้าไป ให้ออกมาเป็น “ผลลัพธ์” ที่เราต้องการ

'พริษฐ์' เปิด 3 ภารกิจการศึกษา ปชน. กอบกู้ทักษะคนไทยจากขั้นวิกฤติ

ผลลัพธ์ที่พรรคประชาชนอยากเห็น คือ A. การศึกษาที่มีความหมาย B. การศึกษาที่มีความสุข C. การเรียนรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด

โดย A. การศึกษามีความหมาย พรรคประชาชนต้องการให้ เวลา 16,000+ ชั่วโมง ที่เด็กคนหนึ่งต้องใช้ในห้องเรียน ตลอด 15 ปี ถูกแปรออกมาเป็นทักษะ ที่ทำให้เขาใช้ชีวิตและมีอนาคตที่ดีได้

1. เดินหน้าจัดทำหลักสูตรฉบับใหม่ให้สำเร็จ

- หลักสูตรใหม่ ต้องไม่เน้นการอัดฉีดเนื้อหา แต่เน้นพัฒนาสมรรถนะให้ทุกคน “คิดเป็น ทำได้ สื่อสารดี”
- หลักสูตรใหม่ ต้องไม่แข็งตัวเกินไป แต่ต้องยืดหยุ่นเพียงพอ ให้สถานศึกษาปรับใช้ได้ตามสถานการณ์

2. ทำให้ ครู มีทั้ง “เวลา” และ “ทักษะ” ในการดูแลพัฒนาการของนักเรียน

- เราจะคืนเวลาให้ครู และคืนครูให้ห้องเรียน ผ่านการยกเลิกงานธุรการหรือโครงการที่ไม่เป็นประโยชน์และเพิ่มงบในการจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการ
- เราจะกระจาย งบอบรมจากส่วนกลาง ไปให้ครู-โรงเรียน ร่วมกันกำหนดเองว่าจะใช้พัฒนาทักษะอะไร

3. ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการยกระดับการศึกษา ผ่านการสนับสนุนให้มี “แพลตฟอร์มการเรียนรู้ระดับชาติ”

- แพลตฟอร์มดังกล่าว จะต้องไม่เป็นเพียงคลังเนื้อหา ที่นักเรียนและครูเข้าถึง
- แต่จะต้องมีการนำ AI มาช่วยการวิเคราะห์ จุดแข็ง-จุดอ่อนนักเรียน เพื่อปรับเส้นทางการเรียนรู้ ให้เหมาะกับความต้องการและความถนัดของผู้เรียนแต่ละคน

'พริษฐ์' เปิด 3 ภารกิจการศึกษา ปชน. กอบกู้ทักษะคนไทยจากขั้นวิกฤติ

B. การศึกษามีความสุข

1. ทำให้ผู้ปกครอง “ไม่ทุกข์” กับการต้องกู้หนี้ยืนสิน เพื่อจ่ายเงินให้ลูกเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เราจะทำให้ประเทศเรา มีโรงเรียน ที่เรียนฟรีจริง 100% ครอบคลุมทุกพื้นที่ ผ่านการปรับสูตรจัดสรรงบและอัตราครูที่ไม่ใช้จำนวนนักเรียนเป็นปัจจัยหลักเพียงปัจจัยเดียว และผ่านการแก้ประกาศ ศธ. เพื่อห้ามโรงเรียนเก็บเงินเพิ่มสำหรับรายการที่เราเห็นว่าควรรวมอยู่ในสิทธิ “เรียนฟรี” (เช่น ค่าสอนคอม)

2. ทำให้นักเรียน “มีความสุข” กับชีวิตในวัยเรียน ผ่านการดูแลสุขภาพกายและใจของผู้เรียน

- เราจะดูแลสุขภาพกายของนักเรียน โดยเพิ่มงบอาหาร 50% เพื่อให้เด็กเราไม่ต้องอดอาหารเพราะไม่มีเงิน
- เราจะดูแลสุขภาพใจของนักเรียน โดยเพิ่มงบในการจ้างนักจิตวิทยา ให้ประจำโรงเรียนได้มากขึ้น

3. ทำให้ทุกคนในการศึกษาได้รับ “ความไว้วางใจ” ในการทำหน้าที่

- สถานศึกษา ควรมีอำนาจมากขึ้นในการจัดทำหลักสูตร - ตัดสินใจเรื่องงบ - คัดเลือกครู
- ครู ควรมีโอกาสในการได้ร่วมประเมิน ผอ.
- นักเรียน ควรมีส่วนร่วมในการออกแบบกฎระเบียบของสถานศึกษา

C. การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด เราเข้าใจดีว่าในโลกยุคนี้การเรียนรู้ต้องไม่จำกัดอยู่แค่ในรั้วของสถานศึกษา

สำหรับเด็กและเยาวชนในวัยเรียน

1. ออกแบบระบบการศึกษาที่ไร้รอยต่อระหว่างการเรียนรู้ในและนอกสถานศึกษา

- สนับสนุนให้เยาวชนนำประสบการณ์ข้างนอกโรงเรียนมารับรองและเทียบเคียง เป็นหน่วยกิตในโรงเรียนได้
- ปลดล็อกให้มีผู้จัดการศึกษาในรูปแบบที่หลากหลายขึ้น (เช่น บ้านเรียน ศูนย์การเรียน)

2. ส่งเสริมให้เยาวชนได้ค้นพบตนเองเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ โดยแจก “คูปองเปิดโลก” ให้เด็กและเยาวชน 2,000 บาท/คน/ปี เพื่อใช้ในการเรียนรู้นอกห้องเรียน (เช่น คอร์สศิลปะ-ดนตรี / อุปกรณ์กีฬา / ค่ายกิจกรรม)

นายพริษฐ์ ระบุอีกว่า นอกจากนี้ยังมี “เมกะโปรเจกต์” ยกระดับทักษะคนทำงาน สำหรับคนวัยทำงาน 3. เราจะลงทุนหลักหมื่นล้านใน “เมกะโปรเจกต์” เรื่องการยกระดับทักษะคนทำงาน โดยการทำ “ระบบกลาง” ขึ้นมา เพื่อสร้างบัญชีการเรียนรู้ให้คนไทยทุกคนในการเข้าถึงการอบรมทักษะที่รัฐสนับสนุน

ส่วนการยกระดับทักษะแรงงานไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เราจะทำต่างจากเดิมใน 2 เรื่องสำคัญ

1.ไม่ปล่อยให้หน่วยงานรัฐ “ต่างคน ต่างทำ” (ต่างมีแพลตฟอร์มการเรียนรู้ของตนเอง รวมกันเป็น 10-20 แพลตฟอร์ม) แต่ทำให้ทุกหน่วยงานรัฐ “ต้องทำงานบนแผนเดียวกัน ระบบเดียวกัน” (ทุกโครงการของรัฐในการอบรมทักษะจะต้องถูกพิจารณาผ่านระบบใหม่นี้)

2.ไม่ให้รัฐทำตัวเป็น “คุณพ่อรู้ดี” ที่ “คิดเอง ฝึกเอง วัดผลเอง” (ทำคอร์สขึ้นมา วัดผลจากแค่จำนวนคนที่มาเซ็นชื่อหรือยอดวิวของคลิปที่คนเปิดทิ้งไว้) แต่ปรับบทบาทรัฐ ให้ทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” ในการเชื่อมผู้เรียนกับผู้สอน

ในฝั่งผู้เรียนรัฐจะไม่คิดแทนหรือตัดสินใจแทนประชาชน แต่รัฐจะจัด “คูปอง” ให้ประชาชนเลือกเอง ว่าจะใช้เรียนคอร์สไหน ที่อยู่ในระบบ เพื่อให้ผู้เรียน ยอมสละเวลาทำมาหากิน เพื่อมายกระดับทักษะตนเอง คูปองฝึกทักษะนี้ จะต้องครอบคลุมทั้ง “ค่าเรียน” (ในรูปแบบ “เครดิต” ที่ใช้ในการซื้อคอร์สอบรม) และ “ค่าเสียโอกาส” (ในรูปแบบ “เงินสด” ที่จ่ายให้ผู้เรียนเมื่อเรียนจบ) และเพื่อให้ตอบโจทย์ที่หลากหลาย คูปองฝึกทักษะนี้ อาจจะมีทั้ง คูปองที่ให้ประชาชนทั่วไปใช้ในการอบรมทักษะพื้นฐานให้ตนเอง + คูปองที่ให้ผู้ว่าจ้างส่งพนักงานไปอบรมทักษะเฉพาะอาชีพหรืออุตสาหกรรม

ในฝั่งผู้สอน รัฐจะไม่ฝึกเอง แต่จะทำหน้าที่ คัดกรอง และจัดระดับ คอร์สจากภาคเอกชน ที่มาเข้าร่วมในระบบ

- คอร์สที่คัดเข้ามาอาจมาจาก แพลตฟอร์มการเรียนรู้ ผู้ฝึกเอกชน หรือ สถาบันอุดมศึกษา
- คอร์สไหนที่ รับรองคุณวุฒิวิชาชีพ หรือรับประกันการจ้างงาน คนก็จะแห่มาใช้คูปองซื้อคอร์สมากขึ้น โดยรัฐเองก็อาจจะตอบแทนหรือให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมต่อผู้ผลิตคอร์สดังกล่าว
- พอเป็นเช่นนี้ ผู้สอนก็จะแข่งกันผลิตคอร์สที่มีคุณภาพซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ “เศรษฐกิจการเรียนรู้” ของประเทศ ได้เติบโต

รัฐจึงจะเป็นเสมือนแพลตฟอร์มที่ส่งเสริม “ระบบนิเวศการเรียนรู้” ผ่าน 3 บทบาทหลัก

(1) เป็น “ตลาด” ให้ประชาชนซื้อขายคอร์สอบรมทักษะ
(2) เป็น “ผู้ช่วยส่วนตัว” ที่วิเคราะห์ข้อมูลและให้คำแนะนำว่าควรเรียนคอร์สไหน
(3) เป็น “พ่อสื่อ-แม่สื่อ” ที่จับคู่ “ผู้เรียนที่หางาน” กับ “ผู้ว่าจ้างที่ขาดคน”

สำหรับการศึกษาที่มีความหมาย การศึกษาที่มีความสุข การเรียนรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุดภายใต้รัฐบาลพรรคประชาชน

- ระบบการศึกษาเรา จะต้องไม่ติดกับดัก “ความเชื่อ” แบบเดิมๆ แต่จะต้องมี “ความหมาย” ที่เชื่อมกับอนาคต
- ห้องเรียนเรา จะต้องไม่ตั้งเป้าแค่ให้เด็กเรียนหนัก ครูทำงานหนัก แต่จะต้องตั้งเป้าให้ เด็กเรียนแล้วสนุก ครูทำงานแล้วมีความสุข
- การยกระดับทักษะคนจะต้องไม่ใช้แนวทางที่ รัฐ “คิดเอง ฝึกเอง วัดผลเอง” แต่จะต้องใช้แนวทางที่ “ประชาชนเป็นผู้เลือก เอกชนเป็นผู้ฝึก รัฐเป็นผู้จ่าย”

"เลือกรัฐบาลพรรคประชาชน เพื่อการศึกษาที่มีความหมาย การศึกษาที่มีความสุข และการเรียนรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด" นายพริษฐ์ ระบุ

ที่มา Parit Wacharasindhu (Itim) @paritw92