เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2569 ที่สามย่านมิตรทาวน์ พรรคประชาชน (ปชน.) จัดเวทีแถลงเปิดตัว "ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน" เพื่อดำเนินการบริหารกระทรวงต่าง ๆ หากพรรคประชาชนได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรค ปชนทีมบริหารด้านประชาธิปไตยและความมั่นคงใหม่ เปิดเผยถึงภารกิจของรัฐบาลประชาชน ในด้านการศึกษาว่า การศึกษามีความหมาย การศึกษามีความสุข การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด โดยทักษะของคนไทยเรา กำลังเข้าสู่ขั้น “วิกฤต” จากรายงานของธนาคารโลก 74% ขาดทักษะดิจิทัลพื้นฐาน - จะเปรียบเทียบราคาตั๋วเครื่องบินบนเว็บไซต์ ยังทำได้ไม่ค่อยคล่อง 65% ขาดทักษะการอ่านจับใจความ - เมื่อเจอฉลากยาที่ซับซ้อน อาจไม่มั่นใจว่าต้องปฏิบัติอย่างไร
นายพริษฐ์ ระบุว่า ปัญหานี้ ไม่ใช่ปัญหาใหม่ - แทบทุกคนทุกพรรค เห็นตรงกัน ว่าการศึกษาไทยไปต่อแบบเดิมไม่ได้ที่ผ่านมา พวกเราทุกภาคส่วนเองก็ “ลงทุน” ไปไม่น้อยกับการศึกษา ไม่ว่าจะงบประมาณแผ่นดิน เงินที่ผู้ปกครองควักเอง เวลาเรียนของนักเรียน หรือเวลาทำงานของครู แต่สำหรับพรรคประชาชน เรามองว่า ทางออกเรื่องการศึกษา ไม่ได้อยู่ที่การเติม “ปริมาณ” ทรัพยากรเข้าไปเรื่อยๆ แต่อยู่ที่การยกระดับ “ประสิทธิภาพ” ของระบบ ในการแปรทรัพยากรที่เราใส่เข้าไป ให้ออกมาเป็น “ผลลัพธ์” ที่เราต้องการ
ผลลัพธ์ที่พรรคประชาชนอยากเห็น คือ A. การศึกษาที่มีความหมาย B. การศึกษาที่มีความสุข C. การเรียนรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด
โดย A. การศึกษามีความหมาย พรรคประชาชนต้องการให้ เวลา 16,000+ ชั่วโมง ที่เด็กคนหนึ่งต้องใช้ในห้องเรียน ตลอด 15 ปี ถูกแปรออกมาเป็นทักษะ ที่ทำให้เขาใช้ชีวิตและมีอนาคตที่ดีได้
1. เดินหน้าจัดทำหลักสูตรฉบับใหม่ให้สำเร็จ
- หลักสูตรใหม่ ต้องไม่เน้นการอัดฉีดเนื้อหา แต่เน้นพัฒนาสมรรถนะให้ทุกคน “คิดเป็น ทำได้ สื่อสารดี”
- หลักสูตรใหม่ ต้องไม่แข็งตัวเกินไป แต่ต้องยืดหยุ่นเพียงพอ ให้สถานศึกษาปรับใช้ได้ตามสถานการณ์
2. ทำให้ ครู มีทั้ง “เวลา” และ “ทักษะ” ในการดูแลพัฒนาการของนักเรียน
- เราจะคืนเวลาให้ครู และคืนครูให้ห้องเรียน ผ่านการยกเลิกงานธุรการหรือโครงการที่ไม่เป็นประโยชน์และเพิ่มงบในการจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการ
- เราจะกระจาย งบอบรมจากส่วนกลาง ไปให้ครู-โรงเรียน ร่วมกันกำหนดเองว่าจะใช้พัฒนาทักษะอะไร
3. ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการยกระดับการศึกษา ผ่านการสนับสนุนให้มี “แพลตฟอร์มการเรียนรู้ระดับชาติ”
- แพลตฟอร์มดังกล่าว จะต้องไม่เป็นเพียงคลังเนื้อหา ที่นักเรียนและครูเข้าถึง
- แต่จะต้องมีการนำ AI มาช่วยการวิเคราะห์ จุดแข็ง-จุดอ่อนนักเรียน เพื่อปรับเส้นทางการเรียนรู้ ให้เหมาะกับความต้องการและความถนัดของผู้เรียนแต่ละคน
B. การศึกษามีความสุข
1. ทำให้ผู้ปกครอง “ไม่ทุกข์” กับการต้องกู้หนี้ยืนสิน เพื่อจ่ายเงินให้ลูกเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เราจะทำให้ประเทศเรา มีโรงเรียน ที่เรียนฟรีจริง 100% ครอบคลุมทุกพื้นที่ ผ่านการปรับสูตรจัดสรรงบและอัตราครูที่ไม่ใช้จำนวนนักเรียนเป็นปัจจัยหลักเพียงปัจจัยเดียว และผ่านการแก้ประกาศ ศธ. เพื่อห้ามโรงเรียนเก็บเงินเพิ่มสำหรับรายการที่เราเห็นว่าควรรวมอยู่ในสิทธิ “เรียนฟรี” (เช่น ค่าสอนคอม)
2. ทำให้นักเรียน “มีความสุข” กับชีวิตในวัยเรียน ผ่านการดูแลสุขภาพกายและใจของผู้เรียน
- เราจะดูแลสุขภาพกายของนักเรียน โดยเพิ่มงบอาหาร 50% เพื่อให้เด็กเราไม่ต้องอดอาหารเพราะไม่มีเงิน
- เราจะดูแลสุขภาพใจของนักเรียน โดยเพิ่มงบในการจ้างนักจิตวิทยา ให้ประจำโรงเรียนได้มากขึ้น
3. ทำให้ทุกคนในการศึกษาได้รับ “ความไว้วางใจ” ในการทำหน้าที่
- สถานศึกษา ควรมีอำนาจมากขึ้นในการจัดทำหลักสูตร - ตัดสินใจเรื่องงบ - คัดเลือกครู
- ครู ควรมีโอกาสในการได้ร่วมประเมิน ผอ.
- นักเรียน ควรมีส่วนร่วมในการออกแบบกฎระเบียบของสถานศึกษา
C. การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด เราเข้าใจดีว่าในโลกยุคนี้การเรียนรู้ต้องไม่จำกัดอยู่แค่ในรั้วของสถานศึกษา
สำหรับเด็กและเยาวชนในวัยเรียน
1. ออกแบบระบบการศึกษาที่ไร้รอยต่อระหว่างการเรียนรู้ในและนอกสถานศึกษา
- สนับสนุนให้เยาวชนนำประสบการณ์ข้างนอกโรงเรียนมารับรองและเทียบเคียง เป็นหน่วยกิตในโรงเรียนได้
- ปลดล็อกให้มีผู้จัดการศึกษาในรูปแบบที่หลากหลายขึ้น (เช่น บ้านเรียน ศูนย์การเรียน)
2. ส่งเสริมให้เยาวชนได้ค้นพบตนเองเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ โดยแจก “คูปองเปิดโลก” ให้เด็กและเยาวชน 2,000 บาท/คน/ปี เพื่อใช้ในการเรียนรู้นอกห้องเรียน (เช่น คอร์สศิลปะ-ดนตรี / อุปกรณ์กีฬา / ค่ายกิจกรรม)
นายพริษฐ์ ระบุอีกว่า นอกจากนี้ยังมี “เมกะโปรเจกต์” ยกระดับทักษะคนทำงาน สำหรับคนวัยทำงาน 3. เราจะลงทุนหลักหมื่นล้านใน “เมกะโปรเจกต์” เรื่องการยกระดับทักษะคนทำงาน โดยการทำ “ระบบกลาง” ขึ้นมา เพื่อสร้างบัญชีการเรียนรู้ให้คนไทยทุกคนในการเข้าถึงการอบรมทักษะที่รัฐสนับสนุน
ส่วนการยกระดับทักษะแรงงานไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เราจะทำต่างจากเดิมใน 2 เรื่องสำคัญ
1.ไม่ปล่อยให้หน่วยงานรัฐ “ต่างคน ต่างทำ” (ต่างมีแพลตฟอร์มการเรียนรู้ของตนเอง รวมกันเป็น 10-20 แพลตฟอร์ม) แต่ทำให้ทุกหน่วยงานรัฐ “ต้องทำงานบนแผนเดียวกัน ระบบเดียวกัน” (ทุกโครงการของรัฐในการอบรมทักษะจะต้องถูกพิจารณาผ่านระบบใหม่นี้)
2.ไม่ให้รัฐทำตัวเป็น “คุณพ่อรู้ดี” ที่ “คิดเอง ฝึกเอง วัดผลเอง” (ทำคอร์สขึ้นมา วัดผลจากแค่จำนวนคนที่มาเซ็นชื่อหรือยอดวิวของคลิปที่คนเปิดทิ้งไว้) แต่ปรับบทบาทรัฐ ให้ทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” ในการเชื่อมผู้เรียนกับผู้สอน
ในฝั่งผู้เรียนรัฐจะไม่คิดแทนหรือตัดสินใจแทนประชาชน แต่รัฐจะจัด “คูปอง” ให้ประชาชนเลือกเอง ว่าจะใช้เรียนคอร์สไหน ที่อยู่ในระบบ เพื่อให้ผู้เรียน ยอมสละเวลาทำมาหากิน เพื่อมายกระดับทักษะตนเอง คูปองฝึกทักษะนี้ จะต้องครอบคลุมทั้ง “ค่าเรียน” (ในรูปแบบ “เครดิต” ที่ใช้ในการซื้อคอร์สอบรม) และ “ค่าเสียโอกาส” (ในรูปแบบ “เงินสด” ที่จ่ายให้ผู้เรียนเมื่อเรียนจบ) และเพื่อให้ตอบโจทย์ที่หลากหลาย คูปองฝึกทักษะนี้ อาจจะมีทั้ง คูปองที่ให้ประชาชนทั่วไปใช้ในการอบรมทักษะพื้นฐานให้ตนเอง + คูปองที่ให้ผู้ว่าจ้างส่งพนักงานไปอบรมทักษะเฉพาะอาชีพหรืออุตสาหกรรม
ในฝั่งผู้สอน รัฐจะไม่ฝึกเอง แต่จะทำหน้าที่ คัดกรอง และจัดระดับ คอร์สจากภาคเอกชน ที่มาเข้าร่วมในระบบ
- คอร์สที่คัดเข้ามาอาจมาจาก แพลตฟอร์มการเรียนรู้ ผู้ฝึกเอกชน หรือ สถาบันอุดมศึกษา
- คอร์สไหนที่ รับรองคุณวุฒิวิชาชีพ หรือรับประกันการจ้างงาน คนก็จะแห่มาใช้คูปองซื้อคอร์สมากขึ้น โดยรัฐเองก็อาจจะตอบแทนหรือให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมต่อผู้ผลิตคอร์สดังกล่าว
- พอเป็นเช่นนี้ ผู้สอนก็จะแข่งกันผลิตคอร์สที่มีคุณภาพซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ “เศรษฐกิจการเรียนรู้” ของประเทศ ได้เติบโต
รัฐจึงจะเป็นเสมือนแพลตฟอร์มที่ส่งเสริม “ระบบนิเวศการเรียนรู้” ผ่าน 3 บทบาทหลัก
(1) เป็น “ตลาด” ให้ประชาชนซื้อขายคอร์สอบรมทักษะ
(2) เป็น “ผู้ช่วยส่วนตัว” ที่วิเคราะห์ข้อมูลและให้คำแนะนำว่าควรเรียนคอร์สไหน
(3) เป็น “พ่อสื่อ-แม่สื่อ” ที่จับคู่ “ผู้เรียนที่หางาน” กับ “ผู้ว่าจ้างที่ขาดคน”
สำหรับการศึกษาที่มีความหมาย การศึกษาที่มีความสุข การเรียนรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุดภายใต้รัฐบาลพรรคประชาชน
- ระบบการศึกษาเรา จะต้องไม่ติดกับดัก “ความเชื่อ” แบบเดิมๆ แต่จะต้องมี “ความหมาย” ที่เชื่อมกับอนาคต
- ห้องเรียนเรา จะต้องไม่ตั้งเป้าแค่ให้เด็กเรียนหนัก ครูทำงานหนัก แต่จะต้องตั้งเป้าให้ เด็กเรียนแล้วสนุก ครูทำงานแล้วมีความสุข
- การยกระดับทักษะคนจะต้องไม่ใช้แนวทางที่ รัฐ “คิดเอง ฝึกเอง วัดผลเอง” แต่จะต้องใช้แนวทางที่ “ประชาชนเป็นผู้เลือก เอกชนเป็นผู้ฝึก รัฐเป็นผู้จ่าย”
"เลือกรัฐบาลพรรคประชาชน เพื่อการศึกษาที่มีความหมาย การศึกษาที่มีความสุข และการเรียนรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด" นายพริษฐ์ ระบุ





