หลังฉากคดีปรับปรุงศาล 134 ล. กังขา 'สราวุธ' โผล่ กก.ตรวจนโยบายพรรค

หลังฉากคดีปรับปรุงศาล 134 ล. กังขา 'สราวุธ' โผล่ กก.ตรวจนโยบายพรรค

กกต. แต่งตั้งนายสราวุธ เบญจกุล เป็นกรรมการตรวจสอบนโยบายพรรคการเมือง ทำให้เกิดข้อกังขา เนื่องจากเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีทุจริต เคยถูก ก.ต.มีมติ "ไล่ออกจากราชการ"

KEY

POINTS

  • กกต. แต่งตั้งนายสราวุธ เบญจกุล เป็นกรรมการตรวจสอบนโยบายพรรคการเมือง ทำให้เกิดข้อกังขา เนื่องจากเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีทุจริต
  • นายสราวุธเคยถูกคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) มีมติ "ไล่ออกจากราชการ" จากความผิดวินัยร้ายแรง กรณีโครงการปรับปรุงอาคารศาลพระโขนง
  • คดีทุจริตโครงการปรับปรุงศาล 3 แห่ง วงเงินรวมกว่า 134 ล้านบาท ที่นายสราวุธเข้าไปเกี่ยวข้อง ยังอยู่ระหว่างการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

กลายเป็นเรื่องกังขาขึ้นมาทันที พลันที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่งตั้ง "21 อรหันต์" คณะกรรมการตรวจสอบนโยบายพรรคการเมือง โดยหนึ่งในนั้นปรากฏชื่อ "สราวุธ เบญจกุล" อดีตเลขาธิการศาลยุติธรรม ซึ่งปรากฏชื่อเป็น "ผู้ถูกกล่าวหา" ในโครงการปรับปรุงอาคารศาลจังหวัดพระโขนง วงเงิน 42.3 ล้านบาท และโครงการปรับปรุงศาลตลิ่งชันและศาลมีนบุรี รวมเป็น 134 ล้านบาทเศษ ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 

เบื้องต้น แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ให้สัมภาษณ์ชี้แจงกรณีนี้เมื่อ 9 ม.ค.ว่า เราคัดเลือกจากคนมีประสบการณ์หลายด้าน คือ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงและกฎหมาย และนายสราวุธ น่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย

ส่วนที่นายสราวุธ ถูก ป.ป.ช. ตรวจสอบอยู่ จะส่งผลกระทบอะไรหรือไม่ เลขาธิการ กกต. กล่าวว่าไม่เกี่ยวข้อง กกต.ต้องการความรู้ความสามารถและคุณสมบัติของท่าน ไม่ได้พิจารณาในเรื่องที่ถูกสอบ หรือไม่ได้ดูว่ายังติดอะไรอยู่ การตรวจสอบเนื้อหานโยบายพรรคการเมือง ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับการไปมีอำนาจ และไม่ได้ไปกระทบในตัวสาระของงาน

ปัจจุบัน นายสราวุธ ถูกคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ลงมติด้วยเสียงข้างมาก 8 ต่อ 7 เสียงให้ “ไล่ออกจากราชการ” โดยมติ ก.ต.เห็นว่า นายสราวุธ ผิดวินัยอย่างร้ายแรง จากกรณีการปรับปรุงอาคารศาลพระโขนงในช่วงปี 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งปรากฏพยานหลักฐานว่า มีเอกชนเข้ามาทำงานก่อนประกวดราคาจัดซื้อจัดจ้างปรับปรุงอาคารศาล

แม้ว่าเจ้าตัวจะยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่ง "ไล่ออกจากราชการ" ทว่าในชั้นศาลปกครองสูงสุด เมื่อ 13 มิ.ย. 2566 ที่ผ่านมา ศาลมีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองกลาง "ไม่รับฟ้อง" " คดีนี้ เนื่องจากไม่อยู่ในอำนาจที่ศาลปกครองจะพิจารณา

สำหรับโครงการปรับปรุง 2 ศาลในยุค "สราวุธ" เป็นเลขาธิการศาลยุติธรรม มีความเป็นไปเป็นไปอย่างไร กรุงเทพธุรกิจ สรุปข้อเท็จจริงให้ทราบ ดังนี้

  • เอกชนเข้าปรับปรุงก่อนประกวดราคาจ้าง

โครงการปรับปรุงอาคารศาลพระโขนงเป็นศาลแพ่งและศาลอาญาดังกล่าว เกิดขึ้นในช่วงการปรับปรุงศาลมีนบุรี และศาลตลิ่งชัน เป็นไปตาม พ.ร.บ.การจัดตั้งศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาพระโขนง และศาลอาญามีนบุรี พ.ศ. 2562

ในช่วงเดือน ม.ค. 2562 หรือก่อนกฎหมายประกาศบังคับใช้นั้น ปรากฏข้อมูลร้องเรียนว่ามีเอกชนบางแห่งส่งพนักงานเข้าไปปรับปรุงอาคารศาลพระโขนง และศาลมีนบุรี ก่อนจะมีการเปิดประกวดราคา และก่อนหน้าที่จะมีการประกาศ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลฯ ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2562

โดยในข้อร้องเรียนนี้ ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นภาพ และลายเซ็นของผู้รับเหมาของเอกชนแห่งหนึ่ง เข้าไปปรับปรุงอาคารพื้นที่ศาลพระโขนง และศาลมีนบุรี โดยมีคนงานจำนวนหนึ่งเข้ามาดำเนินการด้วย เบื้องต้นในส่วนของศาลมีนบุรี พบว่า มีการขออนุญาตปรับปรุงอาคารระหว่างวันที่ 3-9 ม.ค. 2562 ปรับปรุงรายชั้นตั้งแต่ชั้น 1-10 มีการติดแอร์ มิเตอร์น้ำ-ไฟ เพื่อให้คนงานใช้ โดยมีเอกชนแห่งนี้เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด

ต่อมา เมื่อ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลฯ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว สำนักงานศาลยุติธรรมได้เปิดประกวดราคาด้วยวิธีคัดเลือก เพื่อให้เอกชนเข้าไปปรับปรุงอาคารศาลทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ ศาลพระโขนง ศาลมีนบุรี และศาลตลิ่งชัน

  • เอกชนผู้ชนะประกวดราคา คู่สัญญาศาลยุติธรรม 812 ล้าน

โดยการปรับปรุงอาคารศาลทั้ง 3 แห่ง พบว่า มีผู้ชนะการประกวดราคา ได้แก่ บริษัท โปรเกรส ซีวิล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ชนะราคาปรับปรุงศาลพระโขนง วงเงิน 42,342,000 บาท และชนะประกวดราคาศาลมีนบุรี 45,280,000 บาท โดยเมื่อตรวจสอบพบว่า ในการยื่นประกวดราคาปรับปรุงอาคารศาลทั้ง 2 แห่ง เป็นเอกชน 3 รายเหมือนกันทั้งหมด ได้แก่ บริษัท โปรเกรส ซีวิล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด บริษัท ออกัสท์ เดคอเรชั่น จำกัด และ หจก.ศรีกรุงทวีกิจการก่อสร้าง

ข้อมูลของบริษัท โปรเกรส ซีวิล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2539 ทุนปัจจุบัน 5 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ 259/11 ซ.วิภาวดีรังสิต 70 (พัชราภา) แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม. แจ้งประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ปรากฏชื่อนายสุรศักดิ์ ประสิทธิ์พันธ์ เป็นกรรมการ 

นำส่งงบการเงินล่าสุดเมื่อปี 2563 มีรายได้รวม 151,606,017 บาท รายจ่ายรวม 144,509,842 บาท เสียภาษีเงินได้ 1,552,986 บาท กำไรสุทธิ 7,096,175 บาท

จากการตรวจสอบฐานข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พบว่า บริษัทแห่งนี้เป็นคู่สัญญากับสำนักงานศาลยุติธรรมระหว่างปี 2551-2563 อย่างน้อย 30 สัญญา รวมวงเงินอย่างน้อย 843.2 ล้านบาท

  • คตง.ชง ป.ป.ช.ไต่สวน-ปธ.ศาลฎีกาตั้ง กก.สอบด้วย

ประเด็นของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อผู้พิพากษาที่เปิดโปงเรื่องนี้ นำเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กระทั่งนำไปสู่การนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) โดยท้ายที่สุด คตง.พิจารณาจากรายงานของนายประจักษ์ บุญยัง ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (ผู้ว่าฯ สตง.) แล้วมีมติว่า การกระทำดังกล่าวน่าจะเข้าข่ายการกระทำที่ฝ่าฝืน พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดในการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 (พ.ร.บ.ฮั้วฯ) จึงส่งเรื่องให้แก่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนต่อไป

โดยสำนักงาน ป.ป.ช. มีการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนเรื่องนี้ มีนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข กรรมการ ป.ป.ช. ที่เคยเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งมีนบุรี มาเป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง ปัจจุบันเรื่องยังอยู่ระหว่างการไต่สวน

ในช่วงเวลาเดียวกันนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา (ขณะนั้น) ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีนี้ด้วย

  • เบื้องหลังคนขับรถประจำ กก.ป.ป.ช.สะกดรอยผู้พิพากษา

เรื่องราวที่คาบเกี่ยวกันคือ เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2564 ที่ผ่านมา นายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กุล รองประธานแผนกคดียาเสพติดในศาลอุทธรณ์ และกรรมการ ก.ต. ได้แจ้งความต่อตำรวจ สน.พหลโยธิน ว่า ถูกรถยนต์คันหนึ่งขับตามตั้งแต่ออกจากบ้านพัก จนมาถึงศาลอุทธรณ์ ถ.รัชดาภิเษก

จากการตรวจสอบของตำรวจพบว่า ป้ายทะเบียนรถคันดังกล่าว มีเจ้าของรถเป็น พนักงานขับรถประจำตัวของกรรมการ ป.ป.ช. รายหนึ่ง ทำให้ตำรวจประสานมายังสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อขอติดต่อกับพนักงานขับรถรายนี้ โดยเจ้าตัวยอมรับสารภาพว่าทำจริง แต่อ้างว่านายอนุรักษ์ขับรถปาดหน้า จึงขับตามไปยังศาลอุทธรณ์ ทำให้ตำรวจทำหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ส่งตัวพนักงานขับรถรายนี้มาสอบสวนอย่างเป็นทางการ

ทำให้เกิดประเด็นดราม่าในกลุ่มไลน์ผู้พิพากษาทันที เนื่องจากนายอนุรักษ์ คือหนึ่งในตัวตั้งตัวตีเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลโครงการปรับปรุงอาคารศาลพระโขนง ทำให้มีการผูกโยงเรื่องว่าอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่ ทว่าเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2564 ที่ผ่านมา กรรมการ ป.ป.ช. รายนี้ ได้เขียนข้อความผ่านไลน์กลุ่มเพื่อนผู้พิพากษา ที่มีนายอนุรักษ์อยู่ด้วย เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง โดยยอมรับว่าบุคคลดังกล่าวเป็นพนักงานขับรถ 1 ใน 2 คนของตนจริง แต่ไม่ได้สั่งการให้สะกดรอย พร้อมกับขอโทษนายอนุรักษ์แล้ว

ต่อมานายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. (ขณะนั้น) ให้สัมภาษณ์ว่า พนักงานขับรถของกรรมการ ป.ป.ช. รายนี้ ได้แจ้งลาออกจากตำแหน่งตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2564 ที่ผ่านมา แต่สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ทำหนังสือถึงทะเบียนราษฎร์ของพนักงานขับรถรายนี้ เพื่อประสานขอให้ไปพบพนักงานสอบสวน

ขณะที่ฝั่งตำรวจ สน.พหลโยธิน ดำเนินการเรียกตัวพนักงานขับรถรายนี้มาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง ทว่าไม่มีการตอบรับกลับมา ทำให้พนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน ดำเนินการออกหมายจับพนักงานขับรถรายนี้ พร้อมกับส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไปค้นที่บ้าน แต่ไม่พบตัวแต่อย่างใด

ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลว่าตำรวจได้นำตัวพนักงานขับรถรายนี้ มาสอบปากคำแล้วหรือไม่

  • ก.ต.ลุยสอบข้อเท็จจริง-ผ่าน ปธ.ศาลฎีกา 3 สมัยถึงลงดาบ

ในส่วนการสอบข้อเท็จจริงของสำนักงานศาลยุติธรรมนั้น พบว่า เรื่องราวยาวนานผ่านระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของประธานศาลฎีกาถึง 3 คน ได้แก่ นายไสลเกษ วัฒนพันธ์ (คนตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง) นางเมทินี ชโลธร และนางปิยกุล บุญเพิ่ม (ประธานศาลฎีกา คนปัจจุบัน) โดยปรากฏชื่อผู้บริหารระดับสูงที่ถูกร้องเรียนเรื่องดังกล่าวคือ นายสราวุธ เบญจกุล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเลขาธิการศาลยุติธรรม (ขณะนั้นไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักงานศาลยุติธรรมแล้ว)
 
พลันที่นายสไลเกษ ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงขึ้นมานั้น คณะกรรมการชุดดังกล่าวสรุปผลการสอบเสนอที่ประชุม ก.ต. พิจารณาช่วงเดือน เม.ย. 2564 อย่างไรก็ดี นายสราวุธที่ถูกร้องเรียนเรื่องนี้ ทำหนังสือขอความเป็นธรรม และคัดค้าน โดยเห็นว่า ก.ต. ไม่มีอำนาจดำเนินการทางวินัยร้ายแรง ต่อมาในการประชุม ก.ต. เมื่อ 17 พ.ค. 2565 ที่ประชุมมีมติเสียงข้างมาก 10-5 เสียง เห็นว่า แม้ผู้บริหารระดับสูงในสำนักงานศาลยุติธรรมย้ายไปดำรงตำแหน่งอื่นภายในสำนักงานศาลยุติธรรมแล้วก็ตาม แต่ ก.ต. ยังคงมีอำนาจดำเนินการทางวินัย ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 22 (1) และมาตรา 75 วรรคหนึ่ง โดยหลังจากนี้ประธานศาลฎีกาจะดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543

นายสราวุธ ร้องขอความเป็นธรรมอีกครั้ง โดยนางเมทินี เมื่อครั้งเป็นประธานศาลฎีกา ให้โอกาสเข้าชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร ภายในวันที่ 5 ก.ค. 2564 ก่อนที่เดือน ส.ค. 2564 นางเมทินี ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงกับนายสราวุธ หลังจากนั้นมีการชงที่ประชุม ก.ต.เพื่อขอให้พักราชการนายสราวุธไว้ก่อน แต่ที่ประชุม ก.ต. มีมติ 8-7 เสียง ยังไม่พักราชการนายสราวุธ เนื่องจากให้รอผลการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงก่อน

ต่อมาคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยมีความเห็น และนำเสนอเรื่องต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการตุลาการ (อนุ ก.ต.) โดยที่ประชุมอนุ ก.ต.เห็นว่า นายสราวุธ มีความผิดวินัย 18 ต่อ 2 เสียง ผิดวินัยร้ายแรง 15 ต่อ 5 เสียง แต่เห็นว่ากรณีดังกล่าวไม่เป็นการทุจริต 14 ต่อ 6 เสียง และเห็นสมควรให้ลงโทษให้ออกหรือปลดจากราชการ 13 ต่อ 7 เสียง ซึ่งยังมีสิทธิ์ได้รับเงินบำเหน็จบำนาญ ทั้งนี้จะมีการเสนอเรื่องให้ที่ประชุมคณะกรรมการตุลากรศาลยุติธรรม (ก.ต.) 15 คน พิจารณาผลเป็นทางการต่อไป

อย่างไรก็ดีพอเรื่องเข้ามาสู่ที่ประชุม ก.ต. จึงมีมติสวนทางความเห็นของคณะอนุ ก.ต.ที่เห็นสมควรลงโทษให้ออกหรือปลดออกจากราชการ เป็นไล่ออกจากราชการดังกล่าว

  • “บิ๊กตู่” ตั้งเป็น อ.ก.ตร.อุทธรณ์-เจ้าตัวสมัคร “ผู้ว่าฯ กทม.” ด้วย

ในช่วงเวลาที่นายสราวุธ ถูกสอบสวนอยู่นั้น ได้ดำรงตำแหน่งอื่นด้วย เช่น กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กรรมการ (บอร์ด) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. และกรรมการในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) โดยเจ้าตัวได้ยื่นลาออกจากตำแหน่งทั้งหมด

ขณะเดียวกันนายสราวุธ ถูก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) แต่งตั้งเป็นคณะอนุกรรมการ ก.ตร.เกี่ยวกับการอุทธรณ์ (อ.ก.ตร.อุทธรณ์) ด้วย

ทั้งนี้เมื่อปี 2565 นายสราวุธ ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) ในนามอิสระ เบอร์ 28 ทว่าต่อมา กกต. มีคำวินิจฉัย ที่ 436/2565 สิทธิสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ของนายสราวุธ ว่า เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐิวสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ จึงเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 มาตรา 50 (8) จึงมีคำสั่งให้ถอนชื่อนายสราวุธ ออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

หลังจากนั้นชื่อของ "สราวุธ" ก็เงียบหายไป กระทั่งกลับมาได้รับความสนใจจากสาธารณชนอีกครั้ง เมื่อ กกต.แต่งตั้งเขาเป็น 1 ใน 21 อรหันต์ คณะกรรมการตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมือง ซึ่งมีอำนาจหน้าที่สำคัญในการตรวจสอบนโยบายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการใช้งบประมาณของพรรคการเมือง และนักเลือกตั้ง แม้ว่าเขาจะมีคดีเป็นชนักปักอยู่ระหว่างการไต่สวนของ ป.ป.ช. โดยคดีนี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้สิ้นกระแสความก็ตาม

ทั้งนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่า การแต่งตั้งนายสราวุธ มาเป็นคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมือง ส่อขัดกับระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้ง การพ้นจากตำแหน่ง วิธีปฏิบัติและการประเมินผลการปฏิบัติงานของ คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ บุคคล หรือคณะบุคคล พ.ศ. 2567 หรือไม่ เนื่องจาก "สราวุธ" เคยถูก "ไล่ออกจากราชการ" มาแล้ว นอกจากนี้ กกต.เคยมีคำวินิจฉัย "ตัดสิทธิ" ไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.เมื่อปี 2565 มาแล้ว ดังนั้นย่อมรับรู้สถานะของ "สราวุธ" อยู่แล้ว

เมื่อเจอดราม่าหนักขนาดนี้ กกต.จะดำเนินการอย่างไรต่อไป หรือจะปล่อยเลยตามเลย ไม่สนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม เหมือนหลายกรณีที่ผ่านมา ต้องจับตาดู!