เช็คลิสต์ว่าที่‘รมว.กลาโหม’ป้ายแดง เชื่อมความมั่นคง‘การเมือง-กองทัพ’

ความท้าทายด้านความมั่นคง ซึ่งมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเรื่องปากท้อง เศรษฐกิจ “รมว.กลาโหม” คนใหม่ จึงจำเป็นต้องมีคุณสมบัติ สามารถเชื่อมต่อระหว่างการเมืองกับกองทัพ ให้เป็นเนื้อเดียวกันได้ เพื่อรับมือสถานการณ์ที่ไทยต้องเผชิญต่อจากนี้
KEY
POINTS
- สมช.ประเมินสถานการณ์รอบโลก เรื่องความขัดแย้งภูมิศาสตร์และสถานการณ์ความมั่นคงรอบประเทศ
- กรณีเกิดสงคราม ต้องสำรองน้ำมันที่ใช้หมุนเวียนภายในประเทศ ทั้งประชาชน ภาคธุรกิจ อย่างต่ำ 21 วัน ส่วนกองทัพ 45 วัน
- ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังอยู่ในช่วงเปราะบาง สถานการณ์ปะทุได้ทุกเมื่อ
สัปดาห์ที่ผ่านมา สภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือสมช.วงเล็ก ซึ่งมี “ฉัตรชัย บางชวด” เลขาฯ สมช.นั่งหัวโต๊ะ ประเมินสถานการณ์รอบโลก เรื่องความขัดแย้งภูมิศาสตร์ ภายหลังกองกำลังทหารสหรัฐอเ เปิดปฏิบัติการบุกจับกุม นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา
แม้เบื้องต้นผลกระทบยังมาไม่ถึงประเทศไทย แต่ในระยะยาว หากความขัดแย้งขยายวงกว้าง แน่นอนว่า สมช.อาจต้องหยิบแผนเผชิญเหตุ รองรับวิกฤติพลังงาน กรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน มาปัดฝุ่นใหม่ และปรับปรุงให้เข้ากับสถานการณ์
สำหรับโยบายการควบคุมพลังงานของประเทศไทย ยึดหลักการ 3 ข้อ
1.รัฐบาลต้องดูแลความมั่นคงในเรื่องของเสถียรภาพพลังงานในประเทศไม่ให้ขาดแคลน จนส่งผลต่อประชาชนและภาคธุรกิจ
2.รัฐบาลต้องดูแลราคาพลังงานไม่ให้กระทบประชาชนมากเกินไป โดยเฉพาะราคาดีเซล และก๊าซหุงต้มที่กระทบค่าครองชีพประชาชนวงกว้าง
3.การดูแลช่วยเหลือราคาพลังงานในระยะต่อไป ต้องช่วยเหลือครอบครัวหรือกลุ่มเปราะบาง ผ่านมาตรการรูปแบบต่างๆ
หากกรณีเกิดสงคราม ต้องสำรองน้ำมันที่ใช้หมุนเวียนภายในประเทศ ทั้งประชาชน ภาคธุรกิจ อย่างต่ำ 21 วัน ส่วนกองทัพ 45 วัน ขึ้นอยู่กับการประเมินสถานการณ์สงครามยืดเยื้อเพียงใด สามารถปรับเพิ่มการสำรองน้ำมันได้มากกว่าขั้นต่ำ
นอกจากนี้ สมช.วงเล็ก ยังประเมินสถานการณ์รอบประเทศที่ส่งผลกระทบต่อไทย กรณีชายแดนไทย-กัมพูชา ยังอยู่ในช่วงเปราะบาง สถานการณ์ปะทุได้ทุกเมื่อ ทั้งข้อพิพาทเรื่องเขตแดน ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ การยั่วยุ เฟกนิวส์ หรือแม้แต่การสร้างวาทกรรม ในขณะที่ความสัมพันธ์ 2 ประเทศยากจะกลับมาเหมือนเดิม
รวมถึงสงครามการเมืองในประเทศเมียนมา และการสู้รบติดชายแดนไทย แม้ปัจจุบันเมียนมาอยู่ระหว่างเลือกตั้ง แต่ สมช.ประเมินว่า อาจมีข้อครหาไม่เป็นที่ยอมรับ และการปราบปรามสแกมเมอร์ แม้จะมีการทำลายตึกเคเคปาร์ค ชเวโก๊กโก แต่พื้นที่ตอนในยังคงมีอยู่ และจีนก็ยังไม่พอใจเท่าที่ควร ตลอดจนถึงปัญหาไฟใต้ ที่รอวันลุกโชน หากควบคุมสถานการณ์ และบริหารจัดการไม่ดีพอ
จึงเป็นสิ่งสะท้อนว่า การเลือกตั้งรอบนี้สำคัญ แม้คนไทยได้เห็นหน้าค่าตา “แคนดิเดตนายกฯ”ของแต่ละพรรค ที่อาสาเข้ามาแก้ปัญหาประเทศ
ทว่าตำแหน่ง“รมว.กลาโหม” ผู้ที่ต้องวางบทบาทเชื่อมต่อฝ่ายการเมือง-กองทัพ ให้เป็นหนึ่งเดียว แม้หลายพรรคจะใช้กระแสรักชาติ กรณีชายแดนไทย-กัมพูชาหาเสียง แต่ยังไม่มีพรรคใดเปิดโฉมหน้า“ว่าที่เจ้ากระทรวงคนใหม่”
โฟกัส พรรคภูมิใจไทย(ภท.)หากได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะเลือกใช้บริการคนเดิม “พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์” รมว.กลาโหม คนปัจจุบันหรือไม่ นโยบายเดิม“ไม่เปลี่ยนม้ากลางศึก”ท่ามกลางปัญหาชายแดนรอบประเทศ และความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลกคุกรุ่น
กระนั้นในทุกเวทีโชว์วิชั่น และนโยบายสู้ศึกเลือกตั้ง “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้แจ้งกับประชาชน หากได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล มี 3 ชื่อได้ร่วมรัฐบาลใหม่แน่นอน “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และรมว.คลัง “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รมว.ต่างประเทศ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รมว.พาณิชย์
อย่างไรก็ตาม ด้านความมั่นคง สปอตไลต์จับจ้องไปที่เพื่อนอัสสัมชัญ 98 และวปอ.61 ของ “อนุทิน” ที่ปัจจุบันได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษานายกฯ ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา และพิจารณาเสนอความเห็น หรือข้อเสนอแนะต่างๆ ที่มอบหมาย นั่นคือ “พล.ร.อ.สุวิน แจ้งยอดสุข” อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด (รอง ผบ.ทสส.)
สำหรับ พล.ร.อ.สุวิน เป็นเตรียมทหารรุ่น 25 (ตท.25) อดีตรอง ผบ.ทสส. อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ และอดีตผบ.กองเรือยุทธการ (ผบ.กร.) และ อดีตผู้ช่วยทูตทหารเรือ สหรัฐฯ ประจำวอชิงตันดีซี และอดีตผู้บังคับการเรือหลวงจักรีนฤเบศร เคยมีบทบาทในการเตรียมการกำลังรบ รองรับเหตุการณ์เผาสถานทูตไทยที่กรุงพนมเปญ
แต่ต้องไม่ลืม ก๊วนลูกหม้อกองทัพไทย “พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม” อดีตเลขาฯ สมช. อดีตเสนาธิการทหาร และนักรบสมรภูมิร่มเกล้า ทหารม้าที่ผ่านการทำงานทั้งด้านยุทธการ และเสนาธิการอย่างโชกโชน
“พล.อ.สุพจน์” เป็นเตรียมทหารรุ่น 22 และนายร้อย จปร.รุ่น 33 รุ่นเดียวกับ พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ อดีต ผบ.ทบ. ผ่านการศึกษาหลักสูตรทั้งในและต่างประเทศอย่างเข้มข้น รวมทั้งโรงเรียนเสนาธิการทหารบกสหรัฐอเมริกา
พล.อ.สุพจน์ เคยปฎิบัติงานในพื้นที่ชายแดนภาคเหนือ เคยผ่านสมรภูมิบ้านร่มเกล้า จ.พิษณุโลก ระหว่างปี 2530-2531 และถูกสะเก็ดปืนใหญ่ทะลุปอดได้รับบาดเจ็บระหว่างการสู้รบ ภายหลังได้รับการเสนอชื่อเข้ารับพระราชทานเหรียญกล้าหาญ
แต่เส้นทางการรับราชการหักเหจากกองทัพบก ไปเติบโตที่กองบัญชาการกองทัพไทย ผลิกผันไปเป็นทหารนักพัฒนา สังกัดหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ก่อนจะถูกดึงตัวไปช่วยงานศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากล (ศตก.)รับตำแหน่งเสนาธิการ และรองผู้บัญชาการ ศตก.
เคยมีส่วนร่วมแก้ปัญหา COVID-19 ขณะดำรงตำแหน่งรองเสนาธิการทหาร และเสนาธิการทหาร ภายใต้โครงสร้างของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง หรือ ศปม.
แต่ก็มองข้าม “บิ๊กดุล” พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 (มทภ.2) ไม่ได้ เพราะ “อนุทิน” ดึงมาช่วยแบ่งเบางานชายแดนไทย-กัมพูชา อีกทั้งเป็นเพื่อน ร่วมรุ่น วปอ. 61 และเตรียมทหารรุ่นเดียว พล.อ.พนา แคล้ว ปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. และ พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ มทภ.2
ฟากพรรคกล้าธรรม “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รองนายกฯและ รมว.เกษตรฯ ก็เคยมีชื่อติดโผ ครม.อนุทิน จะได้เป็น “รมว.กลาโหม” อีกทั้งปัจจุบัน ยังดึงทีมเพื่อน ตท.25 มาช่วยงานพรรค เช่น “เสธ.หิ” หิมาลัย ผิวพรรณ พล.อ.ทวีพูล ริมสาคร อดีตผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน พล.อ.เดชนิธิศ เหลืองงามขำ อดีตผู้อำนวยการทหารผ่านศึก พล.อ.ดำรงค์ คงเดช พล.อ.ยุทธเกียรติ ล้วนไพรินทร์ พล.อ.อ.วรชาติ ฟองชล พล.ท.จิรันต์กฤษณ์ เหลืองจินดา พล.ร.ท.นิรัตน์ ทากุดเรือ พล.ต.กฤษณ์ สุขมาก พล.อ.ต.ชัยสม ร่มโพธิ์ทอง
“เรามียุทธศาสตร์ ผมจบด้านการรบมาโดยตรง เพื่อนๆ ผมทั้งหมดก็จบโรงเรียนเตรียมทหาร จบเสธ.มาทั้งนั้น และผมก็มียุทธศาสตร์ของผม” ร.อ.ธรรมนัส กล่าวถึงการสู้ศึกเลือกตั้ง
ส่วนอีก 2 พรรคใหญ่ เพื่อไทย กับพรรคประชาชน ยังไม่ชัดเจน หากได้เป็นแกนนำรัฐบาล จะเลือกใครมาคุมกองทัพ ดูแลงานด้านความมั่นคง อาจเป็นได้ทั้งอดีตทหาร หรือพลเรือน
ความท้าทายด้านความมั่นคง ซึ่งมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเรื่องปากท้อง เศรษฐกิจ “รมว.กลาโหม” คนใหม่ จึงจำเป็นต้องมีคุณสมบัติ สามารถเชื่อมต่อระหว่างการเมืองกับกองทัพ ให้เป็นเนื้อเดียวกันได้ เพื่อรับมือสถานการณ์ที่ไทยต้องเผชิญต่อจากนี้







