'ปิยบุตร' ลั่นอย่าให้ตระกูลใดย่ำยี ปท.ซ้ำ โหวต ปชน.เดี๋ยวทำให้ดู

'ปิยบุตร' ลั่นอย่าให้ตระกูลใดย่ำยี ปท.ซ้ำ โหวต ปชน.เดี๋ยวทำให้ดู

'ปิยบุตร' ลั่นไทยมีค่ามากกว่าปล่อยให้คนกลุ่มใด-ตระกูลใดเอาไปย่ำยีซ้ำ ๆ เลิกเชื่อข่าวปลอม เลือก ปชน.ได้คนอื่นนายกฯ ขอความไว้ใจเลือกพรรคส้มถล่มทลาย เดี๋ยวเราทำให้ดู

เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวในการลงพื้นที่หาเสียงของพรรคประชาชน (ปชน.) โดยวานนี้ (9 ม.ค.) นายปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน เดินทางมาอุดรธานี ช่วยผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน หาเสียง โดยเขาเริ่มปราศรัยที่วิทยาลัยอิสานเหนืออำเภอกุมภวาปี ตามด้วยที่ตำบลพันดอน วัดศรีบุญเรือง และเดินทางไปต่อที่วิทยาลัยอิสานเหนือ ตำบุลกุดสระ อำเภอเมือง จากนั้นจึงไปที่อำเภอกู่แก้ว ตำบลคอนสาย และปิดท้ายที่หนองประจักษ์

นายปิยบุตรเล่าย้อนความถึงเมื่อครั้งที่ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ เป็นผู้แทนราษฎรจนกระทั่งพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ เพื่อนๆได้ตั้งพรรคขึ้นมาใหม่อีกครั้งคือพรรคก้าวไกล การเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ผลการเลือกตั้งออกมาว่า พรรคก้าวไกลได้อันดับที่ 1 ได้ สส. มา 151 คน ได้คะแนนเสียงทั่วประเทศ 14.4 ล้านเสียง ทั้งนี้ที่อุดรธานี พ่อแม่พี่น้องให้ความไว้วางใจเราเป็นจำนวนมาก แต่เราก็ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ในเวลานั้น ทั้งที่พรรคก้าวไกลและพรรคอื่นๆ ช่วยกันรวมเสียงได้ถึง 300 กว่าเสียง ถ้าเป็นระบบปกติ 300 กว่าเสียง ถือว่าเกินครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรก็คงได้เป็นนายกรัฐมนตรีและตั้งรัฐบาลได้แล้ว

'ปิยบุตร' ลั่นอย่าให้ตระกูลใดย่ำยี ปท.ซ้ำ โหวต ปชน.เดี๋ยวทำให้ดู

แต่ ณ เวลานั้น บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 60 กำหนดให้ สว. 250 คนร่วมเลือกนายกฯ ด้วย พวกเราไปขอคะแนนจาก สว. กันมา ได้มาเพียง 13 เสียง เมื่อรวมกันแล้ว ไม่เกินกึ่งหนึ่งของ 750 ไปไม่ถึง 375 เสียง สุดท้ายก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ เราก็กลายมาเป็นฝ่ายค้าน พวกเราก็ตั้งใจทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ก็คิดว่าจะรอโอกาสอีกครั้งหนึ่งในการเลือกตั้ง 4 ปีถัดไป แต่ปรากฏว่า ผ่านมาได้ 1 ปีเท่านั้น เขาก็ยุบพรรคก้าวไกลอีก และตัดสิทธิ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นเวลา 10 ปี ทำให้พิธาดำเนินรอยตามชะตากรรมเดียวกับตนและธนาธร

นายปิยบุตร กล่าวว่า น่าเสียดายอย่างยิ่งที่พี่น้องตัดสินใจเลือกแล้ว สุดท้ายตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะติดที่วุฒิสภาและสุดท้ายยังมายุบพรรคและตัดสิทธิอีก จากนั้นเราก็ยังเดินทางสู้ต่อไป เพื่อนพ้องน้องพี่ของตนตั้งพรรคที่สามชื่อพรรคประชาชน ภายใต้การนำของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้

นายปิยบุตร กล่าวอีกว่า 8 ก.พ. 2569 อีกไม่ถึง 30 วันจะมีการเลือกตั้ง ถือว่ามาเร็วกว่าที่คิด เป็นวันสำคัญของพี่น้องชาวไทยและพี่น้องชาวอุดรธานี เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพียงเลือกผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเท่านั้น ไม่ใช่เพียงเลือกผู้แทนราษฎรในระบบบัญชีรายชื่อเท่านั้น แต่ครั้งนี้จะมีบัตรอีก 1 ใบเป็นใบที่ 3 นั่นก็คือ บัตรการลงคะแนนเสียงประชามติ เพื่อให้พี่น้องทั้งประเทศร่วมกันตัดสินใจว่า เห็นชอบกับการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มาแทนที่ฉบับปี 2560 หรือไม่

'ปิยบุตร' ลั่นอย่าให้ตระกูลใดย่ำยี ปท.ซ้ำ โหวต ปชน.เดี๋ยวทำให้ดู

"เราทราบกันดีว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 60 นี้มีความเกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร ยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เขาออกแบบรัฐธรรมนูญมาเพื่อการสืบทอดอำนาจคณะรัฐประหารในเวลานั้น บทพิสูจน์ไม่ใช่อื่นไกล เขาสร้าง สว. 250 คนขึ้นมาโดยการเลือกของหัวหน้าคณะรัฐประหาร 1 คน เลือกเขาเข้ามาและมาเขียนว่าใน 5 ปีแรกให้เลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้การเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา เราได้รัฐบาลที่ไม่ตรงกับเจตจำนงของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งทุกครั้งไม่ตรงกับเจตจำนงของประชาชน องค์ประกอบของรัฐบาลมีหน้าตาแบบไม่ตรงปกกับที่ประชาชนเลือกมา" นายปิยบุตร กล่าว

นายปิยบุตร กล่าวว่า นี่เป็นจุดสัญลักษณ์ที่ชี้ให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มีความเกี่ยวข้องกับการสืบทอดอำนาจ แม้วันนี้มีวุฒิสภาชุดใหม่เกิดขึ้น แต่ที่มาของวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ทุกท่านก็ทราบดีว่ามีปัญหาอะไร ตนคงไม่ต้องลงรายละเอียด มีข้อกล่าวหากันว่า มีกลุ่มการเมืองครอบงำ ต่อให้เปลี่ยนเอาคนที่เป็น ส.ว.ตอนนี้ออกไปหมด แต่กระบวนการได้มาซึ่ง ส.ว.ยังเป็นแบบนี้ ในอนาคตก็อาจมีกลุ่มการเมืองเข้ามาแฮกเอาวุฒิสภาไปได้หมดอีก

ดังนั้น การแก้ปัญหาที่ต้นตอ ไม่ใช่แก้ว่า สว. ควรเป็นใคร แต่ควรย้อนกลับไปแก้ที่ปัญหาต้นตอ ซึ่งก็คือรัฐธรรมนูญฉบับปี 60 นี้ ไม่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่เรากำลังมีวิกฤตการณ์ต่างๆ รุมเร้าประเทศไทยอยู่ ถ้าพี่น้องเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ ถึงเวลาแล้วที่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ นอกจากจะไปเลือกผู้แทนราษฎร นอกจากจะไปเลือกนายกรัฐมนตรี อย่าลืมบัตรใบที่ 3 ใบสีเหลือง ช่วยกันไปลงคะแนนเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องขอแรงให้ไปลงคะแนนเห็นชอบเยอะๆ กับการทำรัฐธรรมนูญ เห็นชอบให้ถึง 80%ได้ยิ่งดี 

เพราะยิ่งได้คะแนนเห็นชอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญยิ่งมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้วุฒิสภาไม่สามารถขัดขวางการทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้อีกแล้ว เราต้องการเสียงสวรรค์ เราต้องการเสียงจากมติมหาชนไปสู้กับเสียฝของ สว.ในการแก้รัฐธรรมนูญ หากประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศ ส่งสัญญาณออกมาดังๆ ว่า คนไทยมากมายมหาศาลเห็นชอบกับการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าผลปรากฎในวันที่ 8 ก.พ.เป็นดังนี้ ต่อไปนี้ สว. คนไหนก็ไม่สามารถขวางการแก้รัฐธรรมนูญได้อีกแล้ว

8 กุมภาพันธ์ ยังสำคัญในเรื่องที่เราจะได้เลือกผู้แทนราษฎรกันใหม่ เราจะได้กำหนดว่าใครจะเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร พรรคการเมืองใดจะเป็นแกนนำสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล ไปเป็นนายกรัฐมนตรี และผลักดันนโยบายตามที่ได้รณรงค์หาเสียงเอาไว้

"พี่น้องที่รักทั้งหลาย ตั้งแต่ธนาธรและตนได้ตัดสินใจมาตั้งพรรคอนาคตใหม่ในปี 2561 เราตั้งใจว่าจะเอาความรู้ ความสามารถ รวบรวมสรรพกำลัง บุคลากรผู้มีความรู้ ความสามารถในประเทศนี้เปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปด้วยกัน เรามีผู้สมัครที่ไม่เคยเป็นนักการเมืองมาก่อน มีคนปรามาสว่าทำพรรคการเมืองแบบนี้ไม่รอด ทำพรรคการเมืองที่ไม่มีการซื้อสิทธิ ไม่ซื้อเสียง ไม่มีกลุ่มทุนขนาดใหญ่สนับสนุนอยู่ข้างหลัง ไม่มีทางรอดแน่นอน แต่เราก็ฝ่าคำสบประมาทเหล่านั้นมาได้ เลือกตั้งครั้งแรกเราได้ สส. มา 80 คน ได้คะแนน 6.3 ล้านเสียง เป็นพรรคอันดับที่ 3 ของประเทศ ไทย" นายปิยบุตร กล่าว

นายปิยบุตร กล่าวด้วยว่า รอบสอง ในปี 2566 คนยังดูหมิ่นดูแคลนที่เราจะไปไม่ได้แน่นอน พรรคนี้ไม่ซื้อสิทธิ ไม่ซื้อเสียง ไม่มีกลุ่มทุนสนับสนุนเลย ไม่มีบ้านใหญ่มาอยู่ด้วยเลย ไม่มีนามสกุลครอบครัวนั้นนี้มาอยู่ด้วยเลย แล้วจะชนะการเมืองได้อย่างไร แต่เราก็พิสูจน์ว่าเราทำการเมืองใหม่แบบนี้ เราได้คะแนน 14.4 ล้านเสียง ได้ สส. 151 คน และเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย 
.เราได้ทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ แต่เมื่อทำให้เป็นไปได้ เขาก็ยังปฏิเสธเราอยู่ ไม่อนุญาตให้พรรคก้าวไกลเข้าไปบริหารราชการแผ่นดินแม้เพียง 1 วินาทีก็ไม่ยอม ใช้กลเม็ดเด็ดพราย ใช้กระบวนการนิติสงครามจนไม่ได้เป็นรัฐบาล จนพิธาไม่ได้เป็นนายกฯ และถูกยุบพรรคตัดสิทธิ

"พี่น้องอย่าเพิ่งหมดหวัง แม้วันนี้หลายคนบอกว่ามาอีกครั้ง ครั้งที่ 3 แล้ว หลายคนท้อแท้ เบื่อ ไม่อยากออกสิทธิ ออกเสียง กาให้ชนะก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ กาให้แล้วก็เป็นนายกฯ ไม่ได้ เดี๋ยวก็ถูกตัดสิทธิ การต่อสู้ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา พวกตนไม่มีสิ่งใดจะไปสู้กับพวกเขาได้ พวกเขามีทุกสิ่งทุกอย่าง มีทรัพยากร มีอำนาจ มีกลไกรัฐ มีอิทธิพล มีเครือข่าย แต่พวกตนไม่มีอะไรเลย มีอย่างเดียวคือพลังใจ พลังกายของพี่น้องประชาชน คนส่วนใหญ่ของประเทศที่ยังสนับสนุนเราอยู่ เราเห็นว่าประเทศไทยของเราเปลี่ยนแปลงให้ดีกว่านี้ได้ ไม่จำเป็นต้องจมปลักกับการเมืองสีเทาแบบนี้ตลอดไป ไม่จำเป็นต้องจมปลักกับระบบราชการอุ้ยอ้ายเทอะทะที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการพี่น้องประชาชนได้" นายปิยบุตร กล่าว