กกต.ขอดูก่อนปม 'เพื่อไทย' ปราศรัยไม่สุภาพ เข้าข่ายผิด กม.หรือไม่

กกต.แจงปมผู้ช่วยหาเสียง 'เพื่อไทย' ใช้คำไม่สุภาพปราศรัย ต้องดูบริบท เข้าข่ายใส่ร้าย ผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่ ฝากทุกพรรคคุมการหาเสียงเข้ม
KEY
POINTS
- กกต. รับทราบกรณีพรรคเพื่อไทยปราศรัยใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ และจะดำเนินการตรวจสอบว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่
- การจะตัดสินว่าผิดกฎหมาย ต้องพิจารณาว่าเข้าข่าย "ใส่ร้าย" ด้วยข้อความอันเป็นเท็จเพื่อจูงใจคะแนนเสียง ซึ่งต้องดูบริบทประกอบ
- เลขาธิการ กกต. ชี้แจงว่าการพูดความจริงไม่ถือเป็นการใส่ร้ายตามกฎหมายเลือกตั้ง แม้จะเป็นคำพูดที่ไม่สุภาพหรืออาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทในคดีอื่น
เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายแสวง บุญมี เลขาธิการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึง กรณีการปราศรัยของพรรคเพื่อไทยที่มีการใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ มีการพูดพาดพิงผู้สมัครพรรคการเมืองอื่น ว่า ตามกฎหมายระบุว่าหากมีการใส่ร้าย พูดด้วยข้อความอันเป็นเท็จให้เกิดความเสียหาย หากพูดตามภาษาชาวบ้านคือคำด่า แต่จะเข้าข่ายเป็นการใส่ร้ายหรือไม่ต้องไปดูบริบทด้วย โดย กกต.กทม.ก็คงจะต้องไปถอดเทปและดูบริบท กกต.ไม่ได้ทิ้งทุกเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะอยากให้บรรยากาศของการแข่งขันเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถึงจะมีความเข้มข้นก็ขอให้เป็นไปตามสภาพของการแข่งขัน ไม่ใช่การใช้ถ้อยคำหรือใช้กำลังเข้าข่ายผิดกฎหมาย
เมื่อถามย้ำว่าอย่างนี้เข้าข่ายเป็นคำพูดหยาบคายหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า ไม่แน่ใจเพราะยังไม่ได้เห็นถ้อยคำ จริง ๆ คำพูดเช่นนี้ วิญญูชนเห็นก็คงรู้ว่าเป็นคำหยาบคาย มันจะผิดกฎหมายหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งจะต้องนำมาพิจารณาดู
นายแสวง กล่าวถึงพรรคการเมืองว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นอยู่ในสายตาของ กกต. และอยากฝากพรรคการเมืองร่วมรับผิดชอบให้สนามการแข่งขันดูสวยงามได้ ไม่ว่าพรรคการเมืองหรือผู้สมัครที่อาศัยมารับใช้ประชาชนควรจะเสนออะไร ส่วนคู่ต่อสู้อาจจะมีจุดอ่อนก็ว่าไปตามข้อเท็จจริง ตนเห็นว่าคงจะเป็นเช่นนั้นมากกว่า หากการพูดหรือการปราศรัยเกินกฎหมายก็เป็นความผิดอยู่แล้ว หากไม่เข้าข่ายผิดกฎหมายก็เป็นการหมิ่นเหม่ที่จะทำให้บรรยากาศเสีย ซึ่งต้องนำมาดู
เมื่อถามว่าหากเป็นการพูดข้อเท็จจริง โดยนำพฤติกรรมในอดีตที่ปรากฏ หรือ Digital Footprint จะเข้าข่ายเป็นการความผิดหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า คำว่าใส่ร้าย คือ การพูดข้อความอันเป็นเท็จทำให้ได้รับความเสียหาย ถ้าเป็นความจริง ไม่เป็นความผิด ต้องมีการแยกระหว่างคดีอาญาหมิ่นประมาท ซึ่งการใส่ร้ายอาจจะไม่มีความผิดในกฎหมายเลือกตั้งก็ได้ เพราะในกฎหมายเลือกตั้งคือการใส่ร้าย ที่เป็น การจูงใจไม่ให้ลงคะแนนให้คนผู้สมัครหรือลงคะแนนให้ตัวเอง
ส่วนการนำความจริงในอดีตมาพูดในสถานการณ์ที่มีการเลือกตั้งอ่านส่งผลต่อคะแนนเสียงนั้น นายแสวง กล่าวว่า บอกว่าความจริงก็คือความจริงพูดได้ ไม่ใช่เป็นการใส่ร้าย แต่อาจจะหมิ่นประมาทได้ ซึ่งเป็นคนละเรื่อง
เมื่อถามว่า กรณีแฟนคลับพรรคการเมืองหนึ่งมีการตัดต่อชื่อ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคการเมืองหนึ่ง ไปใส่หมายเลขของอีกพรรคการเมืองหนึ่งจะเข้าข่ายมีความผิด มีความเชื่อมโยงต่อพรรคการเมืองหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ซึ่งกฎหมายมีมาตราเดียวที่ดูแลในเรื่องนี้คือการใส่ร้าย โดยต้องดูข้อเท็จจริงก่อนว่าใครเป็นคนทำ อาจจะมีทางผู้สมัคร หรือผู้ใดผู้สนับสนุนหรือผู้ใด ต้องมาดูข้อกฎหมายว่าการกระทำนั้นถึงเข้าองค์ประกอบความผิดกฎหมายหรือไม่ เช่นเดียวกับป้ายที่จังหวัดพิษณุโลก ก็ต้องดูว่าใครเป็นคนทำ ซึ่งในชั้นนี้รู้ตัวโรงพิมพ์ผู้รับจ้างผลิตแล้ว และต้องดูว่าโรงพิมพ์นั้นใครเป็นคนว่าจ้าง หลังจากนั้นก็ต้องมาดูว่าข้อความลักษณะปรากฏในป้ายใครเป็นผู้เสียหายหรือเข้าข่ายการใส่ร้ายแล้วหรือไม่







