'ชัยวุฒิ -เจษฎ์' ชูนโยบายรักชาติกินได้ ดันแบงค์รัฐอุ้มเอสเอ็มอี

'ชัยวุฒิ -เจษฎ์' สวมม่อฮ่อมล้อมวงคุยคนรุ่นใหม่กลางสวนสาธารณะ เปิดเวที "รักชาติเริ่มที่การรับฟัง" ชูนโยบายรักชาติที่กินได้ ดันแบงก์รัฐอุ้ม เอสเอ็มอี
นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ พร้อมด้วย รศ.ดร.เจษฏ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ นำทีมผู้บริหารและผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ อาทิ นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค นายรวี เลาหพูนรังษี รองหัวหน้าพรรค ชุติกาญจน์ สุวรรณโคตร รองโฆษกพรรครักชาติ และนายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว ผู้สมัคร สส. กทม. เขต 13 เบอร์ 9
พร้อมด้วยโค้ชเอก นายอิสระพงศ์ เจริญวรายุทธ ผู้สมัคร สส. เชียงใหม่ เขต 1 เบอร์ 11 ลงพื้นที่จัดกิจกรรม “รักชาติเริ่มที่การรับฟัง” ณ สวนสาธารณะหนองบวกหาด ถ.อารักษ์ ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยแกนนำทั้งหมดได้พร้อมใจกันสวมใส่ชุดพื้นเมือง (เสื้อม่อฮ่อม) นั่งล้อมวงพูดคุยกับกลุ่มเยาวชนและประชาชนอย่างเป็นกันเอง ท่ามกลางบรรยากาศยามเช้าที่สดชื่น
นายชัยวุฒิ เน้นย้ำ ถึงจุดยืนของพรรค ซึ่งคำว่า รักชาติ ต้องไม่ใช่เพียงวาทกรรมที่สวยหรู แต่ต้องเกิดจากการลงมือทำเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น มันแปลกที่การกระทำบางอย่างไม่ได้ทำเพื่อประชาชน และไม่ได้ทำเพราะรักชาติจริงๆ เราอยากให้คำว่ารักชาติ เป็นมากกว่าคำพูด แต่อยากให้ทุกคนมาร่วมพลังกันสร้างสิ่งดีๆ ให้การเมืองไทย
สำหรับนโยบายของพรรค สิ่งที่พรรคให้ความสำคัญที่สุดคือ ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการช่วยเหลือคนตัวเล็กและผู้ประกอบการรายย่อย (SME) เราอยากผลักดันให้ธนาคารของรัฐ มีบทบาทในการปล่อยกู้เพื่อเข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจ และทำให้ธุรกิจรายย่อยสามารถยืนหยัดได้อย่างเข้มแข็ง
รศ.ดร.เจษฎ์ ตั้งคำถามชวนคิดกับน้องๆนักศึกษาและเยาวชนที่มาร่วมฟังว่า นโยบายการศึกษาที่หลายคนใฝ่ฝัน คือการเรียนฟรีตั้งแต่อนุบาลจนจบปริญญาตรีนั้น สิ่งสำคัญที่ต้องตอบให้ได้คือสตางค์ หรือเม็ดเงินงบประมาณที่จะนำมาใช้นั้นมีที่มาอย่างไร ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่ตระหนักถึงโครงสร้างงบประมาณและความเป็นไปได้จริงของนโยบายรัฐ
รวมถึงได้หยิบยกเรื่องราวช่องว่างระหว่างวัยมาเปรียบเทียบอย่างน่าสนใจ โดยระบุว่า คนยุค Baby Boomer เติบโตมาในช่วงเวลาที่เห็นมนุษย์ไปลงดวงจันทร์และรู้สึกว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์และยิ่งใหญ่ที่สุด แต่หากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในวันนี้ หรือหากประเทศไทยทำได้ คนรุ่นใหม่อาจจะรู้สึกเฉย ๆ หรือเพียงแค่ว้าวเล็กน้อยแล้วจบไป
"เราไม่รู้หรอกว่าในวันเวลานั้นของเขา (คนรุ่นเก่า) เป็นอย่างไร แต่สิ่งสำคัญคือคนรุ่นใหม่คืออนาคตของบ้านเมือง และการเปลี่ยนแปลงต้องผ่านการเลือกตั้ง หากเรามองว่าคนเยอะไม่ดี เราจะเปลี่ยนเขาได้อย่างไร มันก็ต้องผ่านกระบวนการคัดเลือก" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว
ด้าน นายฐิติพัฒณ์ กล่าวว่า ตนเองเติบโตที่เชียงใหม่ เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย และโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีความฝันอยากเป็นศิลปินนักแสดงตั้งแต่เด็ก แต่ในอดีตเชียงใหม่ขาดแคลนสถาบันสอนการแสดงที่มีคุณภาพและครบวงจรเมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ
"สมัยก่อนที่เรียนการแสดงในเชียงใหม่มีน้อยมาก สิ่งที่เราเจอคือบ้านเราไม่มีสถาบันที่พร้อมจะส่งเสริมเราได้เท่ากับที่กรุงเทพฯ ทำให้ต้องดิ้นรนขวนขวายหาทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อตามหาความรู้และทำตามความฝัน"







