กลเกม ‘บ้านใหญ่’ รวมตัวเฉพาะกิจ ชำแหละแผน รวมแต้มสู้ ‘กระแส’

“เราเริ่มเห็นว่า เขตเลือกตั้งหนึ่ง อาจจะมีการแข่งกันสัก 4-5 พรรค ต่อไปจะเหลือเต็มที่ 3 พรรค พูดง่ายๆ บ้านใหญ่บ้านใหม่ มีแนวโน้มรวมกัน อาจจะยังมีแตกแถวออกไปบ้าง แต่ก็อยู่ในระดับ 3 ทีมแข่ง ดีกว่า 5 ทีมแข่ง”
KEY
POINTS
- "บ้านใหญ่" ถอดบทเรียนจากความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งปี 66 ที่แพ้ให้แก่ "กระแส" เนื่องจากลงแข่งขันตัดคะแนนกันเอง
- ปรับกลยุทธ์ใหม่สำหรับการเลือกตั้งปี 69 โดยจะหันมารวมตัวกันเฉพาะกิจ เพื่อรวบรวมคะแนนเสียงแทนการแข่งขันกัน
- เป้าหมายคือ การเจรจาดึงกลุ่มการเมืองย่อยในพื้นที่มารวมกัน เพื่อลดจำนวนผู้แข่งขัน และสร้างความได้เปรียบในการสู้กับพรรคกระแส
ยิ่งใกล้วันกากบาทบัตรเลือกตั้ง บรรดา “นักเลือกตั้ง” ต้องทำงานแข่งกับเวลา แต่ละพรรคการเมืองมีจุดเด่น - จุดขาย แตกต่างกัน การบริหารจัดการแต้ม บริหารความเสี่ยง ย่อมแตกต่างกันออกไปด้วย
ผลการเลือกตั้งปี 2566 สะท้อนให้เห็นว่า “กระแสสีส้ม” ของอดีตพรรคก้าวไกล แทงทะลุ “กระสุนบ้านใหญ่” ในหลายพื้นที่ การเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 บรรดา “บ้านใหญ่” จึงถอดบทเรียนปรับกลยุทธ์ เพื่อสู้กับพรรคการเมือง “กระแส”
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์เนชั่นทีวี ช่อง 22 ฉายภาพความเคลื่อนของ “ตระกูลการเมือง”
“เราเห็นปรากฏการณ์การเลือกตั้งเมื่อ ปี 2566 พบว่าบ้านใหญ่ จำนวนไม่น้อยสู้กระแสไม่ไหว พ่ายแพ้ระเนระนาด พอบาดเจ็บกันมาเขารู้สึกว่าต้องปรับยุทธวิธี ปีนี้เขาเลยมาแบ่งกัน ดีกว่าแข่งกันแล้วแพ้ทั้งคู่ โดยเฉพาะกลุ่มจังหวัดรอบๆ กรุงเทพฯ ปริมณฑล หรือยาวไปทางภาคตะวันออก จะเห็นว่าสีส้มครองทั้งหมด”
“สติธร” วิเคราะห์อีกว่า ปี 2566 เราจะเห็นได้ว่า พื้นที่อย่าง จ.นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี อาจจะไม่ทั้งจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม ไล่ไปทางภาคตะวันออก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ถึงไม่ได้กวาดทั้งจังหวัด ก็เป็นส่วนใหญ่ คือ บ้านใหญ่แพ้ เพราะว่าบ้านใหญ่ไปลงกับพรรคต่างๆ แต่ว่าสู้กระแสพรรคก้าวไกล (ขณะนั้น) ไม่ได้ พอบาดเจ็บกันมา เขาก็รู้สึกว่าต้องปรับยุทธวิธี”
“บ้านใหญ่” ถอดบทเรียนสู้เลือกตั้ง 69
“สติธร” มองว่า บ้านใหญ่มีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งที่แตกต่างจากกลุ่มการเมืองอื่นๆ ทำให้เขาสามารถรักษาอำนาจความเป็นบ้านใหญ่ได้ยาวนานคือ การปรับตัวเก่งกับการเมือง
“เหมือนเลือกตั้ง 69 รอบนี้ เริ่มเห็นว่า บ้านใหญ่เรียนรู้จากเลือกตั้งปี 66 ว่าแพ้เพราะอะไร จำนวนไม่น้อยประเมินว่า แพ้เพราะไปแข่งกันเอง บ้านใหญ่แข่งบ้านใหม่”
“ด้วยความที่บ้านใหญ่มีความเนื้อหอม พรรคการเมืองอยากมาดีลด้วย เขาดีลบ้านหลังหลักไม่ได้ เขาก็ไปบ้านเสริมๆ ต่างๆ ก็ดูมีปีกกล้าขาแข็งดี ทำไมไม่แยกตัวออกมาอยู่กับพรรคเรา เกิดกรณีที่หลายกลุ่มหลายก้อน เคยเป็นบ้านใหญ่ อยู่ด้วย แยกกันมาอยู่คนละพรรค แล้วก็ตัดคะแนนกันเอง สุดท้ายแพ้คะแนนกระแส”
บ้านใหญ่-บ้านใหม่รวมตัวเฉพาะกิจ
เมื่อเห็นช่องทางชนะ ช่องทางแพ้ ทำให้ “บ้านใหญ่” ต้องปรับเกมมารวมตัวเฉพาะกิจ “สติธร” อธิบายเพิ่มเติมว่า “หลายบ้านใหญ่คะแนนที่แพ้เลือกตั้งไป ระดับสูสีกับอันดับหนึ่ง เพียงแต่ว่าไปไม่ถึง ถ้าคะแนนแบบนี้ตามสภาวะปกติต้องชนะ เช่น ได้สามหมื่นกว่าเกือบสี่หมื่นในเขตเลือกตั้ง แต่พอเจอช่วงเวลา ที่กระแสไหลรวมอยู่ที่เดียวกันหนักๆ ทะลุสี่หมื่นกว่าเราแพ้ ทั้งที่ทำการบ้านมาดี”
“เขาจะต้องแก้มืออย่างไร เขาก็มองลงไปเห็นถัดจากเขา อันดับ 3 อันดับ 4 อันดับ 5 มีคะแนนหลักหมื่นหลักพัน ไล่ลงไปเขาก็มองเห็นแล้วว่า ถ้าไปรวบรวมเอากลุ่มเหล่านี้ มาอยู่กับเรา เขาก็ทำการเมืองสไตล์เหมือนเรา เพียงแต่ว่าตำบลนั้น อำเภอนั้นเขาคุม เขาแยกตัวจากเราไป ปล่อยให้เขาคุม วันหนึ่งเขาไปอยู่กับอีกพรรคหนึ่ง ไม่อยู่กับเรา ก็ต้องเวลา มีพรรคการเมืองมาคุยกับเรา เราก็บอกว่าถ้าเอาเราไปมีความเสี่ยงเพราะว่าถ้ากระแสแรงจริง เราก็ไม่ไหวเหมือนกัน พรรคต้องช่วยไปประสานเอาอีกกลุ่มมาได้หรือไม่ ดีกว่าแข่งกันไปแข่งกันมาแล้วแพ้ทั้งคู่”
นักการเมืองมีสูตรคำนวณแพ้-ชนะเลือกตั้ง
ดร.สติธร อธิบายว่า เขาก็จะมีการคิดคำนวณแบบนี้ 1.คำนวณจากผลการเลือกตั้งปี 2566 2.คำนวณการเลือกตั้งท้องถิ่นต่างๆโดยประเมินว่า สามารถคุมเสียงได้หรือไม่ 3. เมื่อพบพื้นที่ไหนยังไม่แน่ หรือเป็นของอีกกลุ่ม มีโอกาสไปชวนมาได้
“เราเริ่มเห็นว่า เขตเลือกตั้งหนึ่ง อาจจะมีการแข่งกันสัก 4-5 พรรค ต่อไปจะเหลือเต็มที่ 3 พรรค พูดง่ายๆ บ้านใหญ่บ้านใหม่ มีแนวโน้มรวมกัน อาจจะยังมีแตกแถวออกไปบ้าง แต่ก็อยู่ในระดับ 3 ทีมแข่ง ดีกว่า 5 ทีมแข่ง” ดร.สติธร กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งหมดคือ มุมวิเคราะห์ของ “สติธร ธนานิธิโชติ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นปฏิบัติการของ “พรรคภูมิใจไทย” ดูดบรรดา “บ้านใหญ่” ต่างพรรค ให้มารวมตัวใน “ค่ายสีน้ำเงิน” เปลี่ยนสมการทางการเมือง เตรียมความพร้อมลงสนามเลือกตั้ง 2569 หวังพาการเมือง “บ้านใหญ่” คว้าชัยเหนือการเมือง “กระแส”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์







