เกียร์ว่าง ‘ประชามติ’ ดับฝัน ‘รัฐธรรมนูญใหม่ ของ ประชาชน’

นับถอยหลัง 1เดือน การเลือกตั้ง พร้อมประชามติ เรื่องรัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้น น่าสังเกตว่า ประชามติ ไม่ถูกรณรงค์อย่างเข้มข้นหากเป็นเช่นนี้ รธน.ประชาชน ส่อถูกดับฝัน
KEY
POINTS
- ยอดผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตและนอกราชอาณาจักรน้อยกว่าการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เกิดความกังวลว่าประชาชนจำนวนมากอาจเสียสิทธิ์ในการกำหนดทิศทางรัฐธรรมนูญใหม่
- แม้กฎหมายจะกำหนดให้ใช้เพียงเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง แต่หากมีผู้มาใช้สิทธิ์น้อย อาจถูกฝ่ายการเมืองที่ไม่เห็นด้วยนำไปโจมตีเพื่อลดทอนความชอบธรรมและขัดขวางกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ
- กกต. ถูกวิจารณ์ว่า "ใส่เกียร์ว่าง" ไม่รณรงค์เรื่องประชามติอย่างจริงจัง ขณะที่พรรคการเมืองส่วนใหญ่ มุ่งความสนใจไปที่การหาเสียงเลือกตั้งมากกว่าการผลักดันให้เกิดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
สมรภูมิการเมือง 8 ก.พ.2569 มี 2 เวทีให้ประชาชนต้องตัดสินใจ เวทีแรก คือการลงคะแนนเพื่อเลือก “สส.” ให้เข้าไปเป็นตัวแทน “โหวตนายกรัฐมนตรี” และเวทีสอง คือการตัดสินใจออกเสียงประชามติ เพื่อปูทางไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แทน “รัฐธรรมนูญ 2560” ที่ถูกขนานนามว่าเป็นมรดกของ “คณะรัฐประหาร”
เวทีแรกขณะนี้ อยู่ในระหว่างการขับเคี่ยวของ “พรรคการเมือง-ผู้สมัคร สส.” ที่จะรณรงค์หาเสียง ขอคะแนนจากประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ที่ชัดเจนว่า “พรรคการเมือง” เลือกระบายสีในพื้นที่-ภูมิภาคใดบ้าง
ขณะที่เวทีสองนั้น ยังมีความสับสน และมึนงง ว่าจะไปทางไหน แม้ว่า “สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง” หรือ กกต. จะเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนได้พิจารณาก่อนการออกเสียงประชามติ ทั้งที่มา-ที่ไปของการออกเสียงประชามติ ข้อดี-ข้อเสียของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมถึงขั้นตอนการเข้าคูหาออกเสียงประชามติ
ทว่าในรายละเอียดรายทางนั้น ทำให้เกิดคำถามใหญ่ต่อการทำประชามติเพื่อโละมรดก คสช.จะบรรลุผลที่ทำให้ “การออกเสียงประชามติ เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่นั้นมีความชอบธรรมเพียงพอหรือไม่"
สิ่งที่ถูกส่งผ่านเป็นสัญญาณ ความกังวลนั้น เกิดจากเมื่อวันก่อน “กกต.” ประกาศผลการลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตออกเสียง และนอกราชอาณาจักร ตั้งแต่ 3-5 ม.ค.2569 รวม 3 วัน มีผู้ลงทะเบียนทั้งสิ้น 1,598,056 คน แบ่งเป็น นอกเขตออกเสียง 1,502,390 คน และนอกราชอาณาจักร 95,666 คน
ทั้งนี้ การออกเสียงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญนั้น ไม่มีการออกเสียงล่วงหน้า จึงต้องถือบัตรมาแสดงตน และเข้าคูหาในวันที่ 8 ก.พ. ตัวเลขที่ กกต.ประกาศถูกจับจ้อง และโยงความสัมพันธ์กับยอดผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง สส. ล่วงหน้า ที่พบ “ยอดต่างของผู้ลงทะเบียนที่มีนัยสำคัญ”
โดย กกต. กำหนดให้ผู้ที่ไม่สามารถไปเลือกตั้งในวันที่กำหนด คือ 8 ก.พ.2569 ไปลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งต้องไปใช้สิทธิ์ในวันที่ 1 ก.พ.2569 โดยผลการลงทะเบียนตั้งแต่ 20 ธ.ค.2568 - 5 ม.ค.2569 รวม 17 วัน มียอดรวม 2,410,425 คน แบ่งเป็น เลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง 8,247 คน เลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้ง 2,262,643 คน และเลือกตั้งล่วงหน้านอกราชอาณาจักร 139,535 คน
เท่ากับว่า มีจำนวนผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขต และนอกราชอาณาจักร น้อยกว่าผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตและนอกราชอาณาจักร ถึง 804,122 คน
โดยตัวเลขที่หายไปนั้น “สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีตกกต. ฐานะนักวิชาการอิสระ ประเมินว่า “อาจทำให้ยอดผู้ออกเสียงประชามติ เรื่องรัฐธรรมนูญ ไม่มีโอกาสได้ใช้สิทธิกำหนดทิศทางของประเทศ เพราะความไม่สะดวกที่กฎหมาย ระเบียบ และกำหนดการที่รีบเร่งของ กกต.”
เพราะไม่เชื่อว่า ผู้ที่ลงทะเบียนเลือกตั้ง สส. ล่วงหน้า 1 ก.พ. จะกลับไปยังเขตเลือกตั้งที่ตนเองมีสิทธิในวันที่ 8 ก.พ. เพื่อขอใช้สิทธิ์เฉพาะ “ออกเสียงประชามติ”
กับตัวเลขลงทะเบียนใช้สิทธิ์ออกเสียงประชามติ นอกเขตจะน้อยกว่า คิดเป็น 1.5% ของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติทั่วประเทศที่มีประมาณ 52 ล้านคน ทว่าในมุมการเมือง “เรื่องเล็กน้อยนี้” ย่อมถูกหยิบฉวยเอาไปใช้เป็นประเด็น ที่อาจทำให้เกิดข้อขัดแย้งทางการเมืองได้
โดยกกต.ตระหนักรู้เรื่องนี้ เพราะในเอกสารเผยแพร่ข้อมูล “ประชามติ” ได้บรรจุไว้เป็นข้อความสำคัญ ในข้อเสียของการทำประชามติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับว่า
“การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่อาจทำให้เกิดความขัดแย้ง ทางการเมืองมากกว่าแก้ไขรายมาตรา เพราะสามารถจำกัดขอบเขตการโต้เถียงให้อยู่ในประเด็นที่แคบลง และทำให้ทุกฝ่ายมีข้อสรุปร่วมกันง่ายยิ่งขึ้น”
โดยข้อขัดแย้งที่ถูกจับตา คือในเวทีของรัฐสภา ที่ยังมีกลุ่ม สว.สีน้ำเงิน เสียงข้างมากที่สนับสนุนแนวทางของ “พรรคภูมิใจไทย” ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการ “แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อเปิดทางให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ตามกลไกที่ประชาชนเรียกร้อง และเป็นที่ยอมรับของสังคม คือ “สภาร่างรัฐธรรมนูญ”
ที่ในกติกาของรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้เสียง เห็นชอบของ “สว.” เป็น “เงื่อนไขสำคัญ” ต่อการยับยั้ง “รัฐสภา” ไม่ให้เตะต้อง รัฐธรรมนูญ ที่เป็นกลไกสำคัญ ที่วางไว้เพื่อพิทักษ์อำนาจของฝ่ายอนุรักษนิยม
ดังนั้น หากการออกเสียงประชามติที่ทำให้มีผู้ออกไปใช้สิทธิ์น้อยกว่าการทำประชามติ เมื่อ 10 ส.ค. 2559 ที่มีตัวเลขผู้ออกมาใช้สิทธิ์ 29,740,677 คน คิดเป็น 59.4% จากผู้มีสิทธิ์ทั้งสิ้น 50,071,589 คน ส่วนผลการออกเสียง มีผู้เห็นชอบจำนวน 16,820,402 คะแนน คิดเป็น 61.35% ขณะที่ผู้ไม่เห็นชอบจำนวน 10,598,037 คิดเป็น 38.65%
ย่อมถูกหยิบฉวยตัวเลขมาค่อนแคะได้ หากพบผลการมาใช้สิทธิหรือการลงคะแนนเห็นชอบน้อยกว่า เมื่อเทียบกับประชามติปี 2559 ซึ่ง ไม่สมน้ำสมเนื้อ ต่อการรื้อรัฐธรรมนูญ 2560 เหมือนอย่างที่ในเวทีรัฐสภาเคยมี สว. ที่ไม่สนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญ ด้อยค่าเสียงโหวตของ “สส.” ที่ไม่อาจเทียบหรือสู้ผลประชามติจากประชาชน 16 ล้านเสียงได้
อย่างไรก็ดี กับตัวเลขของผู้ออกมาใช้สิทธิออกเสียง หรือ ผู้ที่มาลงคะแนน จำนวนมากหรือน้อย ไม่ถูกระบุเป็นเงื่อนไขตามกฎหมายที่จะทำให้ “การทำประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ” สะดุดหยุดลง
เพราะตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่แก้ไข กำหนดกติกา “ผ่านประชามติ" ไว้แค่ “ให้ใช้เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง โดยคะแนนเสียงข้างมากต้องสูงกว่าคะแนนเสียงไม่แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น”
ดังนั้น หากมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์จะต่ำกว่า 50% แต่คะแนนเห็นชอบยังชนะเสียงโหวตโน เท่ากับว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ไปต่อ แต่ในทางการเมือง ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจตัวจริง คือ “สมาชิกรัฐสภา” และคนที่คุมทิศทางคือ “สว.สีน้ำเงิน”
ในเรื่องที่เกี่ยวโยงนี้ ถูกจับตาไปยังท่าทีและสัญญาณของ “พรรคการเมือง” ต่อวาระ “ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่” ที่พบเพียง “พรรคเพื่อไทย-พรรคประชาชน” ที่แสดงท่าทีสนับสนุน ทว่าด้วยเป้าหมาย ชนะเลือกตั้ง มากกว่า แก้รัฐธรรมนูญ การส่งผ่านเรื่องออกไปใช้สิทธิประชามติ ไม่ถูกจดในลิสต์รายการสำคัญ
ส่วน พรรคภูมิใจไทย และพรรคตัวแปร อย่าง “พรรคกล้าธรรม” ยังไม่เอ่ยปากชัดเจน แถมมีทีท่าเพิกเฉย
ขณะที่ “การรณรงค์ให้คนออกไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ” โดย กกต.ถูกตั้งข้อสังเกตว่า ใส่เกียร์ว่าง เพราะไม่ถูกปลุกเร้าอย่างจริงจัง
อาจเป็นสิ่งที่คาดเดาสัญญาณภายหน้าได้ว่า “การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ2560” อาจซ้ำรอยเดิม ที่เกิดปรากฏการณ์ “ล่มเรือ” กลางอ่าวรัฐสภามาแล้วก็เป็นได้







