ภท.พลัส ขี่‘กระสุน’ ฝ่า‘กระแส’ สานฝัน‘อนุทิน’ สู่นายกฯสมัย 2?

“ภูมิใจไทย” อาจขี่ “กระสุน” ฝ่า “กระแส” ในเกมการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
KEY
POINTS
- พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กำลังใช้กลยุทธ์ “ขี่กระสุน” ซึ่งหมายถึงการใช้อำนาจรัฐ โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย และการสนับสนุนจากบ้านใหญ่ทางการเมืองต่างๆ เพื่อเอาชนะ “กระแส” ความนิยมที่ตกเป็นรองพรรคอื่น
- พรรคได้เปิดตัววิสัยทัศน์ “พูดแล้วทำพลัส” ซึ่งเป็นนโยบายประชานิยมใหม่ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสานฝันให้ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 2
- การชิงตำแหน่งนายกฯ สมัยที่ 2 ของอนุทิน ได้รับการตอกย้ำและสนับสนุนอย่างแข็งขันจาก เนวิน ชิดชอบ (“ครูใหญ่สีน้ำเงิน”) ซึ่งประกาศว่าจะ “ผูกให้เป็นนายกฯ ต่ออีก 4 ปี”
- เป้าหมายของพรรคคือการรวบรวม สส. ให้ได้ 120 ที่นั่ง เพื่อชิงความได้เปรียบในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลขั้วอนุรักษนิยม เนื่องจากคาดการณ์ว่าไม่มีพรรคใดสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้
- ยุทธศาสตร์ของพรรคคือการชิงรวบรวมเสียงข้างมากให้ได้ก่อน แม้กระแสความนิยมจะไม่ใช่อันดับหนึ่ง เพราะเชื่อว่าฝ่ายที่รวมเสียงได้ก่อนจะมีโอกาส
เป็นที่รู้กันว่า ในการเลือกตั้งที่จะรู้ผลแพ้-ชนะกันในวันที่ 8 ก.พ.2569 สมการการเมือง จะเกิดขึ้นภายใต้ ศึก “3 ก๊ก” คือ น้ำเงิน แดง ส้ม โดยมี “พรรคฟ้า” ที่จะสอดแทรกเข้ามาเป็นตัวแปรสมการ
การลงพื้นที่ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สวมเสื้อคนบุรีรัมย์สีน้ำเงิน พร้อมด้วย “มาดามจ๋า” ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา
เหนือไปกว่านั้นยังมี “ครูใหญ่สีน้ำเงิน” เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์-ยูไนเต็ด และพลพรรคสีน้ำเงินทั้งหน่วยงานรัฐ และเอกชน เพื่อร่วมประกอบพิธียกยอดฉัตร 9 ชั้น จำนวน 364 ต้น บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช หรือวงเวียน ร.1 ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์เมื่อวันที่ 1 ม.ค.
การปรากฎตัวร่วมกันของ “2 คีย์แมนสีน้ำเงิน” เป็นรอบที่ 2 ในรอบ 1 สัปดาห์ ไม่เพียงแต่เป็นการสื่อนัยในเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำ ถึงการเดินเกมของ “ผู้มากบารมีสีน้ำเงิน” ที่เวลานี้กำลังสถาปนาขั้วตัวเองเป็นหัวขบวน “อนุรักษนิยม” ชิงเกมจัดตั้งรัฐบาล ผ่านสูตรจับขั้วที่ดูเหมือนจะมีการเช็ตมาล่วงหน้า ภายใต้สัญญาณ“รัฐพันลึก” ที่จะเป็นแรงหนุน
นักวิชาการหลายสำนักยืนยันตรงกันว่า แม้เวลานี้ “พรรคน้ำเงิน” จะตกเป็นรองในแง่ของ “กระแส” โดยมีผลมาจากสถานการณ์มหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ที่ฉุดคะแนนนิยม ไม่ต่างจากเกมการเมืองหลังชิงยุบสภาส่งผลให้บางนโยบายเช่น การแก้รัฐธรรมนูญ หรือคนละครึ่งเฟส 2 เป็นอันต้องสะดุดหยุดลงชั่วขณะ
ทว่า ในสภาวะที่ “พรรคสีน้ำเงิน” กุมอำนาจบริหารไว้ในมือ ไม่ต่างจากสารพัดองคาพยพในหน่วยงาน กรม กอง ต่างๆ โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยที่เป็นเสมือนฟันเฟืองเลือกตั้ง
ไหนจะ“สภาสูง” ซึ่งถูกขนานนามว่า เป็นสภาสีน้ำเงิน แม้รอบนี้จะไม่มีอำนาจในการลงมติเลือกนายกฯ แต่จะกลายเป็นหมากต่อรองในสมการการเลือกรอบหน้า
เป็นเช่นนี้อาจกลับกลายเป็นว่า “ภูมิใจไทย” อาจขี่ “กระสุน” ฝ่า “กระแส” ในเกมการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
จับอาการ “อนุทิน” ที่พูดผ่านเวทีโชว์นโยบายภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2568 โชว์วิชั่น “พูดแล้วทำพลัส” ดันสารพัดนโยบายประชานิยม ทั้งโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ทราบดีว่ายังติดหนี้พี่น้องประชาชนอีก 2,400 บาท และขอให้พรรคภูมิใจไทยได้มีโอกาสกลับมาชำระหนี้ ซึ่งโครงการนี้จะต้องกลับมาแบบไม่ธรรมดา เป็นต้น
หรือการปรับเกมเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ 2 คน โดยพ่วง“สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รมว.การต่างประเทศ เพื่อขายความเป็นชาตินิยม
เหนือไปกว่านั้นต้องจับตาประกาศิตครูใหญ่สีน้ำเงิน ที่มีต่อ “นายกฯหนู” จาก “ผูกให้เป็นนายกฯ” จนได้เป็นนายกฯ จริงๆ มาถึง “ผูกให้เป็นนายกฯ ต่ออีก 4 ปี ”
นัยที่ดูเหมือนจะกล่าวทีเล่น แต่อาจเป็นทีจริง จาก“น.เนวิน”ส่งผ่านไปถึง“น.หนู” อนุทิน ถูกตีความในแง่การเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะด้วยยี่ห้อ “ครูใหญ่”ปรากฎตัวเมื่อไหร่มีประเด็นแทบทุกรอบ
เหนือไปกว่านั้น ยังเป็นการตอกย้ำจังหวะก้าวย่าง “พรรคสีน้ำเงิน” ในสมการการเมือง ในการไต่ฝันในฐานะแกนนำรัฐบาล พร้อมสานฝัน “นายกฯหนู” สู่เบอร์หนึ่งตึกไทยคู่ฟ้าเป็นสมัยสอง
นอกเหนือจากองคาพยพที่ “พรรคสีน้ำเงิน” ถืออยู่ในมือแล้ว สารพัดบ้านใหญ่-บ้านรอง ที่ไหลรวมภูมิใจไทย กว่า 60 ชีวิต เป็นที่มาของตัวเลข “120 ที่นั่งสส.” ที่พรรคภูมิใจไทยตั้งเป้าหมายในการชิงเกมจัดตั้งรัฐบาล
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า “ภูมิใจไทย” ย่อมรู้ดีถึง “สมการการเมือง” ที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังวันที่ 8 ก.พ. มีโอกาสน้อยที่พรรคใดพรรคหนึ่งได้เสียงแบบแบ็ดเสร็จเด็ดขาดจนตั้ง “รัฐบาลพรรคเดียว”ได้ แต่อยู่ที่ว่า ฝ่ายใดชิงเสียงข้างมากในสภาได้ก่อนกันนั่นหมายความว่า มีโอกาสตั้งรัฐบาลได้ก่อนกัน
ประเด็นนี้มีความเห็นที่น่าสนใจ จาก “2 นักวิชาการ” ยุทธพร อิสรชัย และพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต สะท้อนว่า การเลือกตั้ง 2569 เป็นการปะทะเชิงอุดมการณ์ที่คมขึ้น ระหว่าง “เสรีนิยมใหม่” กับ “อนุรักษนิยม”
อีกทั้งมองว่า สนามนี้ไม่ได้แข่งแค่ “ใครได้ สส. มากสุด” แต่แข่งว่า “ใครประกอบเสียงข้างมากได้ก่อน” เพราะประสบการณ์สองรอบก่อนหน้าแสดงให้เห็นว่า อันดับหนึ่งอาจถูกสกัดได้จากเงื่อนไขการรวมเสียง ความชอบธรรม และแรงเสียดทานนอกสภา
“ยุทธพร” ให้น้ำหนักสูงกับ ขั้วเดิมที่มีภูมิใจไทยเป็นแกนนำ โดยมองว่ามีทางไปถึงรัฐบาล 300+ เสียงได้ หากต่อจิ๊กซอว์กับเพื่อไทยและพรรคขนาดกลาง-เล็กได้ลงตัว
ขณะที่ “พิชาย”เปิดโอกาส ส้ม-แดง 50 : 50 แต่มีเงื่อนไขชัดว่า “ส้มต้องชนะมากพอ” และ “แดงต้องได้ระดับที่พอรวมเสียงข้างมาก” จึงจะฝ่าแรงเสียดทานและตั้งรัฐบาลได้จริง
ทั้งหมดทั้งมวลต้องจับตา หลังวันที่ 8 ก.พ.จะได้รู้กันว่า สูตรการเมืองที่โยนออกมาในเวลานี้ ท่ามกลางการเมือง 3 ก๊ก “น้ำเงิน-ส้ม-แดง” ฝ่ายใดจะปิดเกมได้ก่อนกัน!







