ผ่า ‘3 สูตร’ สมการตั้งรัฐบาล ‘3 พรรค’ ตัวเต็ง ‘2 พรรค’ ตัวแปร

ผ่า ‘3 สูตร’ สมการตั้งรัฐบาล ‘3 พรรค’ ตัวเต็ง ‘2 พรรค’ ตัวแปร

ผ่า ‘3 สูตร’ สมการตั้งรัฐบาล ‘3 พรรค’ ตัวเต็ง ‘2 พรรค’ ตัวแปร ‘3 ก๊ก’ ชี้ชะตาจุดเปลี่ยนประเทศไทย จับตารัฐพันลึกชี้ขาดนายกฯ

KEY

POINTS

  • คาดการณ์ 3 พรรคการเมืองหลักที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลคือ พรรคประชาชน (140-150 ที่นั่ง), พรรคภูมิใจไทย (120-130 ที่นั่ง) และพรรคเพื่อไทย (90-100 ที่นั่ง)
  • พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ถูกมองว่าเป็น 2 พรรคตัวแปรสำคัญที่จะเข้ามาเติมเสียงเพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ
  • มีการวิเคราะห์ 3 สูตรที่เป็นไปได้ในการตั้งรัฐบาล ได้แก่ สูตรขั้วเดิม (ภท.- พท.- กธ.), สูตร Grand compromise (ภท.-ปชน.-ปชป.) และสูตรเกมเสี่ยง (ปชน.-พท.-พรรคเล็ก)

ผ่า ‘3 สูตร’ สมการตั้งรัฐบาล ‘3 พรรค’ ตัวเต็ง ‘2 พรรค’ ตัวแปร

วันที่ 8 ก.พ.2569 ขั้วการเมืองไหน พรรคการเมืองใด จะมีแรงต่อรองเพื่อเข้าสู่ “อำนาจรัฐ” มากกว่ากัน การตัดสินของ “ประชาชน” จะให้คำตอบ เพื่อกำหนดทิศทางของ “ประเทศไทย” 

ขณะที่ยังมีตัวแปรอีกชั้นที่ถูกจับตา แม้ผลการเลือกตั้งจะเป็นเข็มทิศนำทาง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ขั้วอำนาจ” บนกระดาน ต่างรอโอกาสในการกำหนดเกม หรือเปลี่ยนเกม ได้เช่นกัน

สถานการณ์การเมือง “3 ก๊ก” น้ำเงิน - แดง - ส้ม เดินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง ภายหลัง 2 เดือนของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล สร้างอาณาจักร “เครือข่ายสีน้ำเงิน” ให้แข็งแกร่งมากกว่าเดิม

“ค่ายน้ำเงิน” หน้าฉากมี  อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย คอยเดินสาย หลังฉากมีเงาของ เนวิน ชิดชอบ ผู้นำจิตวิญญาณ คอยกำหนดทิศทางการเคลื่อนเกม - เคลื่อนกำลังพล

“ค่ายส้ม” หน้าฉากมี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นตัวชูโรง หลังฉากมีเงาของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้นำจิตวิญญาณ คอยกำกับการแสดง 

“ค่ายแดง” หน้าฉากมี ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เบอร์หนึ่งแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย เป็นตัวแสดงแทน หลังฉากมีเงาของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ บัญชาเกมรบจากเรือนจำ วางยุทธศาสตร์เลือกตั้งผ่าน “ขุนพลคนกาย”

ก่อนวันกากบาทบัตร “3 ก๊ก” เตรียมเปิดฉากรบแตกหัก เพราะเก้าอี้ สส. ทุกที่นั่งมีค่า ทุกเสียงที่จะเข้าสู่อาคารรัฐสภา เป็นสมบัติล้ำค่าของ “3 สี” เป็นเครื่องมือต่อรองเก้าอี้ “ผู้นำประเทศ”

โพลชี้ช่องชิงแต้ม “ไม่ตัดสินใจ”

อย่างไรก็ตาม “ผลสำรวจ” ความนิยมทางการเมืองของ “3 พรรค” ค่อนข้างสูสี โดย “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เผยแพร่การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมือง รายไตรมาส ครั้งที่ 4/2568 ซึ่งสำรวจความคิดเห็นประชาชนระหว่างวันที่ 4-12 ธันวาคม 2568 จากผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 2,500 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับคะแนนนิยมทางการเมือง

โดยบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี ในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 40.60 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 17.20 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 12.32 อนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย อันดับ 4 ร้อยละ 10.76 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์

อันดับ 5 ร้อยละ 6.28 จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย อันดับ 6 ร้อยละ 3.88 พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 7 ร้อยละ 3.12 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พรรคไทยสร้างไทย

สำหรับพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุน อันดับ 1 ร้อยละ 32.36 ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 25.28 พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 11.80 พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 4 ร้อยละ 11.04 พรรคเพื่อไทย อันดับ 5 ร้อยละ 9.92 พรรคภูมิใจไทย

อันดับ 6 ร้อยละ 2.76 พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 7 ร้อยละ 2.32 พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ร้อยละ 2.00 พรรคไทยสร้างไทย อันดับ 9 ร้อยละ 1.12 พรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 1.36

ผลสำรวจ “นิด้าโพล” ค่อนข้างชี้ชัดว่า “กลุ่มไม่ตัดสินใจ” ที่จะเลือก “นายกฯ - พรรคการเมือง” มีสูงมาก การแย่งชิงแต้มดังกล่าวในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันกากบาทบัตร จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งทุกพรรคการเมืองวางยุทธศาสตร์เอาไว้แล้ว อยู่ที่ “พรรคใด” จะปล่อยของได้เฉียบแหลม จนได้แต้มไปครอง

คาดการณ์ตัวเลข สส.บังคับจับขั้ว

ท่ามกลางบริบทการเมืองเวลานี้ หากคาดการณ์จำนวน สส.ของพรรคหลัก จากทิศทาง สส.ที่ไหลไปยังพรรคต่างๆ การเลือกตั้งปี 2569 “พรรคประชาชน” มีโอกาสได้ สส. 140-150 ที่นั่ง “พรรคภูมิใจไทย” มีโอกาสได้ สส. 120-130 ที่นั่ง “พรรคเพื่อไทย” มีโอกาสได้ สส. 90-100 ที่นั่ง โดย “3 พรรค” จะเป็นพรรคหลักในการจับขั้วตั้งรัฐบาล

โดยมี 2 พรรคการเมืองตัวแปร ประกอบด้วย “พรรคกล้าธรรม” มีโอกาสได้ สส. 30-40 ที่นั่ง “พรรคประชาธิปัตย์” มีโอกาสได้ สส. 20-30 ที่นั่ง

ดังนั้นการจับขั้วตั้งรัฐบาล จึงอยู่ในมือของ “3 ก๊ก-3 พรรค” โดยจะมีเพียง 2 พรรคที่จะตกลงกันได้ เนื่องจากทั้ง 3 พรรค แทบไม่มีโอกาสที่พรรคใดพรรคหนึ่งจะชนะการเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์

ขณะเดียวกันยังต้องอาศัยเสียงจาก 2 พรรคตัวแปร เพื่อเติมเสียงให้ “ขั้วรัฐบาล” มีเสถียรภาพทางการเมือง ไม่เช่นนั้นอาจโดน “ขั้วตรงข้าม” ล้มกระดานได้ง่าย

สูตรขั้วเดิม ภท.- พท.- กธ.

สูตรแรก มีโอกาสเป็นไปมากที่สุด โดย “ภูมิใจไทย” 130 เสียง จับมือกับ “เพื่อไทย” 100 เสียง บวกกับ “กล้าธรรม” 40 เสียง เข้ามาเติมเต็ม ซึ่งจะทำให้ “ขั้วรัฐบาล” สูตรแรก มีจำนวน 270 เสียง เกินกึ่งในสภาฯ และอาจจะมีการเติมเสียงจาก “พรรคเล็ก” เพื่อทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้น

โดยในกระดานการเมือง “ภูมิใจไทย-กล้าธรรม” ผูกมัดรวมกันเอาไว้ มีหนู - มีนัส ในฐานะพรรคพันธมิตรที่พลิกขั้วมาสนับสนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ เสียงข้างน้อย

อีกทั้งบ่วงคดีของ “ทักษิณ” รวมถึง “แพทองธาร” จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะบังคับ “ตระกูลชินวัตร” เหลือทางเลือกไม่มากนัก จำเป็นต้องสนับสนุน “อนุทิน” เพื่อเป็นยันต์คุ้มภัยให้ “ตระกูลชินวัตร”

สูตร Grand compromise ภท.-ปชน.-ปชป.

สูตรสอง แม้จะมีแผลสด จากเกมหัก MOA เนื่องจากดีลแก้รัฐธรรมนูญ 2560 ล่ม “เครือข่ายสีน้ำเงิน” ต้องการคงอำนาจ สว. ในการออกเสียงแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้ “ค่ายสีส้ม” พ่ายเกม จนกลายเป็นตราบาป

ทว่าสัญญาณระยะหลังระหว่าง “ค่ายน้ำเงิน - ค่ายส้ม” กลับมาทอดไมตรีให้กัน ภายหลัง “ส้ม” กลับคำไม่ขานชื่อ “อนุทิน” ด้าน “น้ำเงิน” พอใจ “พรรคประชาชน” ไม่มีนโยบายแก้ ม. 112

ที่สำคัญท่าที Grand compromise ของ “ธนาธร” ที่พยายามส่งสัญญาณไปถึง “หัวขบวนอนุรักษ์” ยังไม่แปรเปลี่ยน เนื่องจากธงของ “ค่ายส้ม” ต้องการลดโทนความแข็งกร้าว วางเกมเข้าไปแชร์อำนาจ หวังมีตำแหน่งบริหารประเทศ สร้างผลงานเชิงประจักษ์

ส่งผลให้สูตร Grand compromise ประกอบด้วย “ประชาชน” 150 เสียง “ภูมิใจไทย” 130 เสียง มีโอกาสได้ 280 เสียง และหากต้องการให้มีเสถียรภาพมากยิ่ง อาจจะบวกรวม “ประชาธิปัตย์” 30 เสียง มาด้วย ทำให้ขั้วรัฐบาลมี 310 เสียง

สูตรดังกล่าวทำให้ “ขั้วรัฐบาล” มีเสถียรภาพสูงมาก แต่ติดปัญหาอยู่ที่ “หัวขบวนอนุรักษ์” ไม่ต้องการเปิดโอกาสให้ “แม่ทัพสีส้ม - พรรคประชาชน” เข้ามาแชร์อำนาจทางการเมือง

สูตรเกมเสี่ยง ปชน.-พท.-พรรคเล็ก

สูตรสาม จะเป็นการผนึก “ขั้วเสรีนิยม” ประกอบด้วย “ประชาชน” 150 เสียง “เพื่อไทย” 100 เสียง บวกรวมกับ “ประชาชาติ” 8-10 เสียง ซึ่งจะทำให้ขั้วรัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำ 260 เสียง จึงอาจจะจำเป็นที่ต้องบวก “พรรคเล็ก” มาด้วย เพื่อประคับประคองเสียงโหวตในสภา

อย่างไรก็ตามสูตรดังกล่าวถือเป็น “เกมเสี่ยง” ของ “ทักษิณ - ค่ายแดง” เนื่องจากมีคดีอยู่ในมือของ “ศาล-องค์กรอิสระ” หลายคดี หากจะแตกหักกับ “หัวขบวนอนุรักษ์” อาจจะทำให้ “ตระกูลชินวัตร” มีภัยได้

เช่นเดียวกับ “ประชาชน” หากมาจับกับ “เพื่อไทย” แนวทาง Grand compromise เก็บเข้าลิ้นชักทันที แถมคดีความอาจจะถูกเร่งรัดมากขึ้น

รัฐพันลึกกำหนด “ขั้วรัฐบาล”

ต้องยอมรับว่า “การเมืองไทย” มักจะผูกกับ “อำนาจรัฐพันลึก” ที่มักจะมีคิวแทรกเข้ามาบริหารจัดอยู่เบื้องหลัง หากผลการเลือกตั้งเป็นภัยต่อการรักษาอำนาจ “รัฐพันลึก” อาจจะเข้ามากำหนดเกมการจับขั้ว เพื่อจัดตั้งรัฐบาล

ยิ่งในสถานการณ์ที่ “เครือข่ายสีน้ำเงิน” อำนาจเบ่งบาน สามารถควบคุมกลไกทางการเมืองเอาไว้เกือบทั้งหมด ยิ่งทำให้อำนาจต่อรองของ “รัฐพันลึก” มีมากขึ้น

ทิศทางการเมืองไทยในปี 2569 แนวโน้มยังอยู่ในวังวนอำนาจทางการเมืองเดิม โดยฉากหลังคือ “รัฐพันลึก” ขณะที่พรรคการเมือง 3 ขั้ว ที่ต้องแย่งชิงการนำ ยังจำเป็นต้องพึ่งพาการตัดสินใจของผู้นำจิตวิญญาณที่อยู่หลังฉาก อย่างปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์   ศิลาวงษ์