‘มีหนู-มีนัส’ 2พรรคพันธมิตร ‘ภูมิใจธรรม’ พูดไปทำไป ได้รัฐบาล!

‘มีหนู-มีนัส’ 2พรรคพันธมิตร ‘ภูมิใจธรรม’ พูดไปทำไป ได้รัฐบาล!

เดิมพันสำคัญของโครงสร้างรัฐบาลหน้า เลยอยู่ที่พรรคประชาชน จะสกัดหรือเปลี่ยนเกมนี้อย่างไร แน่นอนว่าคงต้องพึ่งตัวเองทำให้ได้250อัพ จะหวังจากคนอื่นคงไม่ได้ เพราะแผลสดเรื่องโดนหักแก้รัฐธรรมนูญ ยังหลอกหลอนไม่หาย ทั้งที่อุตส่าห์ยอมเป็นนายประกันค้ำอำนาจน้ำเงิน

KEY

POINTS

  • พรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม ถูกมองเป็นพันธมิตรการเมืองที่ใกล้ชิด มีแนวโน้มสูงที่จะจับมือกันหลังเลือกตั้ง
  • ธรรมนัส เผยคำพูดของอนุทินที่ว่า "ก็อยู่ด้วยกันสิ จะไปยากอะไร"
  • การรวมเสียงของสองพรรคคาดว่าจะเกิน 200 ที่นั่ง ทำให้กลายเป็นขั้วสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลชุดต่อไป

กระแสการเมืองเชี่ยวกรากรับเลือกตั้ง ปี69 ทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ กับเดิมพันครั้งสำคัญของประเทศไทย ทิศทางการพัฒนาและหน้าตารัฐบาลใหม่จะเป็นอย่างไร ก็พอจะคาดเดากันได้พอสมควร จากองคาพยพต่างๆ แกนหลักน่าจะไม่หนีจากขั้วอำนาจเก่า

บรรดาพรรคการเมืองที่ลงชิงชัย ต่างทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองเป็นผู้ถูกเลือกมากที่สุด เกมขยี้จุดอ่อนคู่แข่ง ถูกใช้เป็นปกติ พร้อมๆกับการกลับมาของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่จัดการขีดเส้นกำหนดเกม ไม่จับมือกับพรรคกล้าธรรม กดดันให้พรรคอื่นๆ ต้องแสดงจุดยืนตาม

เหตุผลของมาร์ค อ้างเรื่องคดีความร้ายแรงของแกนนำพรรคคนสำคัญที่สุด รวมถึงภาพถ่ายที่ร่วมลงนามMOU กับบุคคลที่ทางการอายัดทรัพย์สิน เนื่องจากเป็นผู้ที่ต้องสงสัยว่าเป็นสแกมเมอร์ตัวพ่อ และมือฟอกเงินให้บรรดาVIPในไทย และกัมพูชา 

ทว่าปัญหาอย่างหนึ่งของประชาธิปัตย์ก็คือ ว่าเขาแล้วกลับมามองตัวเอง คนในพรรคก็มีแผลให้โดนสวนกลับเพียบ แต่ละดอกหนักหน่วงทั้งสิ้น แต่ถึงอย่างนั้น กลยุทธ์ของอภิสิทธิ์ ครั้งนี้ ก็เพียงพอที่จะทำให้ อนุทิน ชาญวีรกูล ต้องบอกต่อสาธารณะเหมือนกันว่า ภูมิใจไทยไม่เอาสีเทาทั้งหมด 

ความท้าทายของอนุทิน ที่หลายฝ่ายจับตามองคือ กล้าจะประกาศตัวไม่จับมือกับพรรคกล้าธรรม ตามประชาธิปัตย์ และพรรคประชาชน หรือไม่ ทั้งที่ใครก็รู้ว่า 2พรรคนี้ โดยเฉพาะอนุทิน และธรรมนัส พรหมเผ่า มีความใกล้ชิดสนิทแนบแน่นกันมากแค่ไหนนับตั้งแต่ร่วมรัฐบาลเสียงข้างน้อยจนกระทั่งทุกวันนี้ และเป็นไปได้สูงที่จะจับมือกันต่อในอนาคต   

เส้นตัดเรื่องเทา ที่แม้จะสร้างความยากลำบากให้กล้าธรรมไม่มากก็น้อย ในการฝ่ากระแสที่ฝ่ายการเมืองเซ็ตขึ้นหวังผล แต่ธรรมนัส ที่เปิดเผยเองว่า คุยกับอนุทิน เป็นประจำ มีการหารือหลังหลายคนประกาศไม่เอาท่านไม่เอาผมจะทำยังไง “ก็อยู่ด้วยกันสิ จะไปยากอะไร” ผู้กองบอกถึงสิ่งที่อีกฝ่ายพูดไว้   

ยี่ห้อกล้าธรรม โนสนโนแคร์อยู่แล้ว เห็นได้จากการประกาศแคนดิเดตนายกฯ คือธรรมนัส คนเดียวโดดๆ ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่าเป็นตำบลกระสุนตก แต่การวางยุทธศาสตร์รวมถึงมุมมองของแกนนำคนอื่นๆ คิดว่า ไหนๆ ก็มาขนาดนี้แล้วก็ไปให้สุด เพราะเชื่อว่าผลงานที่ชาวบ้านจับต้องได้ จะแปลงเป็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจ แม้กระแสโซเชียลจะเป็นอีกอย่างก็ตาม 

การวางเครือข่ายทางการเมืองของกล้าธรรม โดยเฉพาะต่างจังหวัด มีรูปแบบการบริหารจัดการเป็นของตัวเอง ส่วนใหญ่จะเน้นล็อกเป้า สส.แบบเขตเป็นหลัก และถ้าลองสังเกตให้ดีจะเห็นว่า หลายพื้นที่ไม่ค่อยมีศึกหนักระหว่างกล้าธรรมกับภูมิใจไทย เหมือนสู้กับพรรคอื่น และบางเขตยังเป็นกองหนุนสำคัญให้เพื่อไทยอีกด้วย  

กล้าธรรม ประเมินตัวเลข สส.หลังการเลือกตั้งเอาไว้โดยอนุดิษฐ์ นาครทรรพ ว่าไม่น้อยกว่า100ที่นั่ง ซึ่งหากทำได้จริง ต้องถือว่าพรรคนี้โตแบบก้าวกระโดด จากพรรคตัวแปร สถานะจะเปลี่ยนเป็นพรรคแกนหลักได้เลย แต่ถ้าต่ำร้อย ประมาณ 60-70 ที่นั่ง ก็ไม่ขี้เหร่สำหรับพรรคธรรมนัส  

ทางภูมิใจไทย แกนนำประเมินตัวเลข สส.เอาไว้ 170-200 ที่นั่ง ซึ่งถือว่าสูงมาก และแน่นอนการจะเป็นรัฐบาลพรรคเดียวในสถานการณ์เช่นนี้แทบเป็นไปไม่ได้ ไม่เว้นแม้แต่พรรคประชาชน และเพื่อไทย โอกาสก็แทบมองไม่เห็น  

ดังนั้น ไม่ว่าพรรคใดจะชนะเลือกตั้งมาเป็นอันดับ1 แต่ดูเหมือนเกมจะผูกให้พรรคพูดแล้วทำ และ พรรคทำมากกว่าพูด ต้องไปไหนไปกัน มีหนู มีนัส กับตัวเลขสส.รวม2พรรคโดยประมาณ200อัพ และหากดีลกับเพื่อไทยได้ ซึ่งถูกคาดการณ์กันว่า ผลงานน่าจะทำได้ประมาณ50% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ200ที่นั่ง หาก3พรรคร่วมรัฐบาลกันได้ เสียงในสภาก็ค่อนข้างมีเสถียรภาพ 

เดิมพันสำคัญของโครงสร้างรัฐบาลหน้า เลยอยู่ที่พรรคประชาชน จะสกัดหรือเปลี่ยนเกมนี้อย่างไร แน่นอนว่าคงต้องพึ่งตัวเองทำให้ได้250อัพ จะหวังจากคนอื่นคงไม่ได้ เพราะแผลสดเรื่องโดนหักแก้รัฐธรรมนูญ ยังหลอกหลอนไม่หาย ทั้งที่อุตส่าห์ยอมเป็นนายประกันค้ำอำนาจน้ำเงิน