โจทย์ร้อน‘กองทัพ-รัฐบาลใหม่’ ‘เลิกMOU43-เปิดด่าน’ สวนกระแสรักชาติ

โจทย์ร้อนที่ท้าทาย“นายกฯ-รัฐบาลใหม่” ต้องเข้ามาสานต่อภารกิจหยุดยิง เพื่อนำชายแดนไปสู่สันติภาพ "MOU43-เปิดด่าน" ท่ามกลางคำถาม กัมพูชาสิ้นปรปักษ์แล้วหรือไม่
KEY
POINTS
- “ฮุน เซน” ประกาศไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เกิดจากการปะทะ พร้อมเรียกร้องให้ประชุมJBC เดินหน้าสำรวจเขตแดนตามกรอบ MOU 43
- การเมืองของไทย ที่อยู่ระหว่างการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น 8 ก.พ.2569 ซึ่งยังไม่รู้ว่า “นายกรัฐมนตรี” และรัฐบาลชุดใหม่ จะเป็นฝ่ายใด และจะมีท่าทีอย่างไรต่อ MOU43
- การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา ในประชุมไตรภาคี จีน กัมพูชา และไทย ที่มณฑลยูนนาน มีประเด็นต้องขบคิด การเปิดด่าน
แม้ชายแดนไทย-กัมพูชา จะไร้เสียงปะทะด้วยอาวุธหลังผ่าน 72 ชั่วโมงมาหลายวันแล้ว แต่สถานการณ์ยังคงเปราะบาง โดยเฉพาะท่าทีของ “ฮุน มาเนต” นายกฯ กัมพูชา ที่ระบุว่า การหยุดยิง ไม่ใช่การยอมแพ้
ในขณะ “ฮุน เซน”ผู้เป็นบิดา ประกาศไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เกิดจากการปะทะ พร้อมเรียกร้องให้ประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) เดินหน้าสำรวจเขตแดนตามกรอบ MOU 43 เดือน ม.ค.2569 นี้ ที่เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา
ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองของไทย ที่อยู่ระหว่างการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น 8 ก.พ.2569 ซึ่งยังไม่รู้ว่า “นายกรัฐมนตรี” และรัฐบาลชุดใหม่ จะเป็นฝ่ายใด และจะมีท่าทีอย่างไรต่อ MOU43 เป็นเป็นโจทย์สำคัญ จะเดินหน้า ทบทวนแก้ไข หรือยกเลิก ก็ต้องรอลุ้นนโยบาย จะมีข้อสรุปอย่างไร
ภายหลังการออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการยกเลิก MOU 43-44 ระหว่างไทย-กัมพูชา ถูกตีตกหลังยุบสภา เหตุสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นับเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อชายแดนไทย-กัมพูชา
ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ รัฐบาลชุดใหม่ เพราะต้องยอมรับว่า สถานการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบความสัมพันธ์ของสองประเทศ ที่ยากจะกลับมาเหมือนเดิม
อีกทั้งสัญญาณชี้ชัด ผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC)หลังข้อตกลงหยุดยิงทั้งสองครั้ง เนื้อหาสาระที่ฝ่ายไทยเสนอ และเรียกร้องไปยังฝ่ายกัมพูชา ไม่เคยมีเรื่อง MOU 43 แม้แต่ครั้งเดียว
โดยก่อนหน้ายุบสภา “กองทัพบก”เคยสอบถาม และขอให้รัฐบาลพิจารณา MOU 43 ว่ายังสามารถใช้ได้หรือไม่ กับสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะสิ่งแวดล้อม บริบทที่เปลี่ยนไป อาจจำเป็นต้องปรับปรุงหรือหาเครื่องมือใหม่ทดแทน
หากยังยึด MOU 43 ย่อมเป็นเรื่องยาก เพราะมีข้อกําหนดว่า ทั้งสองประเทศต้องออกจากพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ และปล่อยว่างไม่ดำเนินการก่อสร้าง หรือเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ จนกว่าเส้นเขตแดนจะได้ความชัดเจน
เดิมทีก่อนเหตุปะทะ กัมพูชาละเมิด MOU 43 รุกล้ำเข้าพื้นที่ ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ตลอดแนวชายแดน ตามแผนที่ 1 : 200000 ที่ยึดถือ แต่หลังปะทะทหารไทยทวงคืนพื้นที่อ้างสิทธิ์ไว้ทั้งหมดตามแผนที่ 1 : 50000
เป็นที่น่าสังเกตว่า หนังสือที่ เตีย เซรยฮา รมว.กลาโหมกัมพูชา ส่งถึง พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ก่อนลงนามหยุดยิง
มีข้อหนึ่ง ระบุให้คนกัมพูชา และทหารกัมพูชา กลับไปในพื้นที่เดิม แต่ฝ่ายไทยไม่รับข้อเสนอ
ดังนั้น อาจพอทำนายได้ว่า ฮุน เซน เรียกร้องให้ประชุม JBC เพราะหวังใช้ข้อบังคับใน MOU 43 ให้ทหารไทยถอยออกจากพื้นที่ ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ทั้งหมด เพื่อเดินหน้าสำรวจเขตแดน
ในขณะที่คนไทยอยู่ในกระแสรักชาติ และอารมณ์โกรธ หากรัฐบาลเลือกคง MOU 43 ไว้ การต่อต้านย่อมเลี่ยงไม่ได้ เพราะเท่ากับว่า การทุ่มทรัพยากรมากมายเพื่อปกป้องอธิปไตย ทหารบาดเจ็บ พิการ เสียชีวิต รวมถึงผู้บริสุทธิ์อีกหลายราย เท่ากับสูญเปล่า
ทว่า หากรัฐบาลจะยกเลิก MOU 43 ก็จะกระทบความต่อเนื่องของกระบวนการสำรวจเขตแดนเพื่อจัดทำแผนที่ ซึ่งมีความคืบหน้าเป็นรูปธรรมพอสมควร
ทั้งการรับรอง 45 หลักเขต เหลือเพียง 29 หลักเขต ที่ยังเห็นไม่ตรงกัน โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยี Lidar ในการหาสันปันน้ำที่กัมพูชาตอบรับ หลังจากปฏิเสธมาตลอด
แต่หากจะปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาสาระ MOU 43 เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ และบริบทที่เปลี่ยนไป ก็ต้องเป็นความเห็นชอบของทั้งสองประเทศ แน่นอนว่า ฝ่ายกัมพูชาก็คงไม่เห็นด้วย เนื่องจากปัจจุบันตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ขณะเดียวกันฝ่ายไทยก็ย่อมเป็นประเด็นร้อนที่รัฐบาลใหม่ ต้องขบคิดอย่างรอบคอบ รอบด้าน เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด
ประเด็นถัดมา เรื่องใหญ่ ไม่แพ้ MOU 43 คือ การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา ในประชุมไตรภาคี จีน กัมพูชา และไทย ที่มณฑลยูนนาน เมื่อ 28-29 ธ.ค.2569 ระหว่าง “หวัง อี้” รมว.การต่างประเทศ จีน “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รมว.การต่างประเทศ ไทย “ปรัก สุคน” รมว.ต่างประเทศ กัมพูชา
หลังสองประเทศบรรลุข้อหยุดยิง สถานทูตจีนประจำประเทศไทยได้ระบุผลการประชุมไตรภาคี โดยออกแถลงการณ์ข่าว ระบุถึง 5 ประเด็นสำคัญที่ไทยและกัมพูชาจะเพิ่มความเข้มข้นของ
1.การติดต่อสื่อสาร 2.สร้างความเข้าใจ ดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อเสริมความมั่นคงของการหยุดยิง 3.ฟื้นฟูการไปมาหาสู่กันระหว่างกัน 4.สร้างความไว้วางใจทางการเมืองขึ้นใหม่ และ 5.บรรลุการพลิกฟื้นความสัมพันธ์ และธำรงรักษาสันติภาพในภูมิภาค
ใจความสำคัญอยู่ข้อ 3.ฟื้นฟูการไปมาหาสู่กันระหว่างกัน ย่อมหมายถึง การเปิดด่านชายแดนตลอดแนวไทย-กัมพูชา หลังถูกปิดตายตั้งแต่กลางปี 2568 เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดและปัญหาการรุกล้ำอธิปไตย
ในขณะที่ฝ่ายไทย ยังไม่รู้โฉมหน้าค่าตา นายกรัฐมนตรีคนใหม่ รัฐบาลใหม่ จะเป็นอย่างไร นโยบายการเมือง ความมั่นคง การต่างประเทศ จะสอดรับกับทิศทาง และยุทธศาสตร์ของกองทัพหรือไม่
ท่าที ฮุน มาเนต-ฮุน เซน ประกาศไม่ยอมแพ้ และไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในพื้นที่ชายแดนที่เกิดจากการปะทะ เป็นเพียงการสร้างกระแสหวังผลการเมืองภายในประเทศ
ภัยคุกคามรอบใหม่ของไทยเป็นเรื่องที่นายกฯ-รัฐบาลใหม่ กองทัพ กระทรวงต่างประเทศ และหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องต้องประเมินสถานการณ์ที่ซับซ้อนกันหลายตลบ
ขณะที่แรงกดดันภายนอกประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา กำลังรุกคืบขยับโอบล้อมประเทศไทยทีละก้าว
จากข้อมูล National Bank of Cambodia-NBC และ Council for the Development of Cambodia - CDC รายงานข้อมูลต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในกัมพูชา 10 ชาติ ในอุตสาหกรรมต่างๆ พบว่ามีสัดส่วน ดังนี้
จีน 49.82% เวียดนาม 8.11% เกาหลีใต้ 5-6% ญี่ปุ่น 4-5% สิงคโปร์ 3.83% มาเลเซีย 2-3% ไทย 1-3% แคนาดา 8.6% สหราชอาณาจักร 1-2% สหรัฐอเมริกา 1-1.5%
นับเป็นโจทย์ร้อนที่ท้าทาย “นายกฯ-รัฐบาลใหม่” ต้องเข้ามาสานต่อภารกิจหยุดยิง เพื่อนำชายแดนไปสู่สันติภาพ ท่ามกลางคำถาม กัมพูชาสิ้นปรปักษ์แล้วหรือไม่







