'กัณวีร์' โพสต์ถามบีทีเอส ปมเลือกปฏิบัติ กับนักการเมือง 3จว.ใต้

'กัณวีร์' โพสต์ถามบีทีเอส ปมเลือกปฏิบัติ กับนักการเมือง 3จว.ใต้

"หัวหน้าพรรคพลวัต" ข้องใจ บีทีเอส ออกเงื่อนไข นักการเมือง3จว.ใต้ ห้ามใช้บัตรแรบบิทขึ้นรถไฟฟ้า จี้ให้ชี้แจงเหตุเข้าข่ายการเลือกปฏิบัติ โดยไม่มีเหตุผลจำเป็น

นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต โพสต์ข้อความ เพื่อสอบถาม บริษัทบีทีเอส และ ผู้ให้บริการบัตรแรบบิท ต่อกรณีการไม่อนุญาตให้นักการเมืองจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ ผู้มาจากประเทศที่ถูกระบุว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงใช้บัตรแรบบิทขึ้นรถไฟฟ้า หลังจากที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ค ชื่อ Zaw Htun Lat ระบุว่าบัตรแรบบิท ถูกยึดหลังแสดงพาสปอร์ต พร้อมเรียกร้องให้บริษัทที่ให้บริการชี้แจง เนื่องจากมีลักษณะเข้าข่ายการเลือกปฏิบัติหรือการตีตราคนเป็นกลุ่ม หากไม่มีเหตุผลที่จำเป็นและได้สัดส่วน

"แม้ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติที่ครอบคลุมและบังคับใช้กับเอกชนทุกกรณีอย่างชัดเจน แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนอีกครั้งว่า จำเป็นต้องมีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ ซึ่งผมเคยผลักดันในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว เพื่อให้มีมาตรฐานขั้นต่ำเรื่อง ความเสมอภาค ความโปร่งใส และกระบวนการเยียวยา ในบริการที่กระทบประชาชนจำนวนมาก" นายกัณวีร์ ระบุ

นายกัณวีร์ ระบุต่อว่าตนจึงขอถามต่อผู้ให้บริการและหน่วยงานกำกับดูแลอย่างตรงไปตรงมาว่า หากเป็นเรื่องจริง ขอให้ผู้ให้บริการบัตรแรบบิท ชี้แจง

1. การอ้างว่าเป็น “high-risk country” หรือการโยงกับ “อาชีพ หรือ บทบาททางการเมืองในพื้นที่จังหวัดบางพื้นที่ เป็น เกณฑ์เหมารวม หรือไม่ และใช้ หลักฐานการประเมินความเสี่ยง แบบใดในการกำหนดนโยบายนี้

2. หากนี่เป็นมาตรการด้านความเสี่ยงหรือความมั่นคงจริง เหตุใดจึงไปตกที่ การบล็อกช่องทางการชำระเงิน เพราะในทางปฏิบัติ ไม่ได้ห้ามการขึ้นรถไฟฟ้า ผู้คนยังเดินทางได้ด้วยตั๋วเที่ยวเดียวหรือวันพาสอยู่ดี ดังนั้น วัตถุประสงค์ของการบล็อกช่องทางชำระเงินคืออะไร และลดความเสี่ยงด้านไหนกันแน่

3. นโยบายนี้มี ประกาศฉบับเต็ม และมีผลเมื่อใด ใครอนุมัติ และมี ช่องทางอุทธรณ์ หรือ ทบทวนรายกรณี หรือไม่

4. ที่สำคัญ ผู้ได้รับผลกระทบจะได้ เงินคงเหลือคืนเมื่อไร อย่างไร และมีมาตรการรับผิดชอบกรณีคืนเงินล่าช้าหรือไม่

"ผมขอย้ำว่า การบริหารความเสี่ยงในระบบชำระเงินสามารถทำได้ แต่ต้องทำบนหลัก จำเป็น ได้สัดส่วน ตรวจสอบได้ และต้องไม่ทำให้การกำกับดูแลกลายเป็นการตีตราหรือเลือกปฏิบัติต่อบุคคลด้วยเหตุแห่งสัญชาติ เชื้อชาติ และอาชีพ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับบริการที่คนใช้ในชีวิตประจำวัน" หัวหน้าพรรคพลวัต ระบุ