ผลพวง “นิติสงคราม” กำลังรุกไล่ “ก๊กส้ม” อย่างหนัก คดีกล่าวหา 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล เดินมาถึงจุดไคลแม็กซ์
โดยมีข้อมูลข้อเท็จจริงยืนยันค่อนข้างชัดเจนว่า คดีนี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการไต่สวนนั้น ได้ “สรุปสำนวน” หรือพูดภาษาชาวบ้านคือ “ทำคดีเสร็จแล้ว” เหลือแค่ วัน ว. เวลา น.นำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ มีมติอย่างหนึ่งอย่างใด เท่านั้น ซึ่งเป็นอำนาจของ “สุชาติ ตระกูลเกษมสุข” ประธานกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะประธานคณะกรรมการไต่สวน บรรจุวาระ
อย่างไรก็ดี ป.ป.ช.ยืนยันว่า ขั้นตอนการพิจารณาเรื่องนี้ ใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน กินเวลาเกือบ 1 ปี หากนับตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกล ดังนั้นการดำเนินการของ ป.ป.ช. ไม่เกี่ยวข้องกับไทม์ไลน์ทางการเมืองแต่อย่างใด แต่เพราะคดีนี้เป็นคดีที่สาธารณชนให้ความสนใจ เป็นคดีใหญ่ จึงมีการจัดลำดับความสำคัญทางคดีเอาไว้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในการทำคดีของ ป.ป.ช.
ประเด็นที่น่าสนใจ ใน 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล เมื่อเคลื่อนขบวนมาสู่ยานพาหนะคันที่ 3 อย่าง พรรคประชาชน (ปชน.) เหลืออยู่ 25 สส.ปชน. กระทั่งในการจัดกระบวนทัพเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งที่จะถึง ส่งลงสมัครเพียง 14 คน แบ่งเป็น สส.บัญชีรายชื่อ 12 คน
ได้แก่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ในฐานะหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ นิติพล ผิวเหมาะ ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล รังสิมันต์ โรม วาโย อัศวรุ่งเรือง วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ณัฐวุฒิ บัวประทุม วรภพ วิริยะโรจน์ คำพอง เทพาคำ ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ (เดิมเป็น สส.กทม.) และมี 2 คนถูกส่งลง สส.เขตเช่นเดิมคือ ธีรัจชัย พันธุมาศ สมัคร สส.กทม. และจรัส คุ้มไข่น้ำ สมัคร สส.ชลบุรี
จะเห็นได้ว่า ใน 14 คนดังกล่าว เกือบทั้งหมดล้วนเป็นระดับ “หัวแถว”ใน“ก๊กส้ม” ดังนั้นหากทั้ง 14 คนเจอผลลัพธ์ใน “ทางลบ” จากมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. นอกเหนือจากมีแนวโน้มสูง อดเป็นผู้แทนฯแล้ว พรรค ปชน.ยังต้องปรับโครงสร้างกันขนานใหญ่เลยทีเดียว เพื่อนำพรรคลุยหาเสียงเลือกตั้งในช่วงเวลาที่เหลือ
ทั้งนี้ ปชน.ได้ประเมินฉากทัศน์เรื่องดังกล่าวไว้หลายเดือนก่อนหน้านี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการปรับ สส.ที่เคยต้องคดีทั้ง คดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล คดีถูกกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งเกี่ยวเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองระหว่างปี 2562-2564 คนที่เคยเป็น สส.เขต ถูกดันมาเป็น สส.ปาร์ตี้ลิสต์ เพื่อป้องกันไม่ให้ สส.ลดน้อยลงจากการโดนเกม “นิติสงคราม” เล่นงาน
ล่าสุด “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. และแคนดิเดตนายกฯของพรรค ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ถึงเหตุการณ์นี้ตอนหนึ่งว่า อย่างแรกอยากยืนยันก่อนว่า ไม่มีหน้าที่ให้หยุดปฏิบัติ เพราะตอนนี้ยุบสภาฯแล้ว อย่างที่สอง คำตัดสินของ ป.ป.ช. ที่ออกไปตัวคดีนี้ ไม่ส่งผลโดยตรงทางกฎหมายต่อคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งเป็นนายกฯ จะมีช่องเดียวคือ อาจมีช่องคนไปร้องผ่านศาลรัฐธรรมนูญ ในข้อกล่าวหาฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมฯ
“แต่ยืนยันว่า หลังเลือกตั้ง ณ วันโหวตนายกฯคดีนี้ไม่มีผล เราบริหารความเสี่ยงมาแล้ว มีแคนดิเดตนายกฯ 3 คน กาพรรค ปชน. ถ้าเราได้เสียงมากเพียงพอ นายกฯเป็นของ ปชน.แน่นอน โดยมีผมเป็นแคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่ 1” ณัฐพงษ์ ระบุ
ส่วนข้อกล่าวหาใน ป.ป.ช.ของตัวเองนั้น ณัฐพงษ์ ยอมรับว่าเคยไปเข้าร่วมการชุมนุม แต่ไม่ได้ถูกนำไปใช้ในคำร้องของ ป.ป.ช. ตนโดนข้อหาเดียวคือการลงนามในร่างแก้ไขกฎหมาย มาตรา 112 เช่นเดียวกับ “ศิริกัญญา” รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯอีกคนหนึ่ง
ส่วนจะมีการเปลี่ยนแปลงผู้สมัคร สส.ที่ กกต.จะเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 27-31 ธ.ค.นี้หรือไม่ ณัฐพงษ์ ยืนยันว่า คงไม่เปลี่ยน เพราะสิ่งสำคัญคือมีสมาธิแน่วแน่เดินหน้าต่อ ทุกอย่างพรรคบริหารความเสี่ยงไว้หมดแล้ว อยากให้ทุกคนเชื่อมั่น มีความหวังอยู่ เราถูกทำลายกี่ครั้ง แต่การเลือกตั้งครั้งหน้าเสียงทุกคนมีความหมายจัดตั้งรัฐบาล ปชน. ไม่วอกแวก ไม่เสียสมาธิกับเรื่องพวกนี้
“หน้าอย่างผมเนี่ย ล้มสถาบันฯจริง ๆ เหรอ ถ้าเอาเรื่องนี้มาเป็นเงื่อนไขตลอด ว่าพรรคนี้ล้มเจ้า หน้าอย่างผมเนี่ย ล้มเจ้าได้จริงเหรอ” ณัฐพงษ์ ยืนยัน
สะท้อนให้เห็นถึงความ“มั่นใจ” ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคลิกสำคัญของ “ก๊กส้ม” มาตั้งแต่ยุคพรรคอนาคตใหม่ ส่งต่อมาถึงก้าวไกล และ ปชน. แม้ว่าคดีที่เผชิญอยู่ จะสุ่มเสี่ยงต้อง“ตกเก้าอี้” กลางคันก็ตาม
กล่าวถึงเนื้อหาในคดี แน่นอนว่าคดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล ดำเนินการไต่สวน สืบเนื่องจากกรณีศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยเป็นเอกฉันท์ “ยุบพรรคก้าวไกล” กรณีใช้นโยบายหาเสียงเพื่อแก้ไขประมวลกฎหมายมาตรา 112 หลังจากนั้น มีผู้ไปร้องต่อ ป.ป.ช. กระทั่งองค์กรอิสระแห่งนี้ตั้ง “คณะกรรมการไต่สวน” ขึ้นมา โดยมี “สุชาติ ตระกูลเกษมสุข” ประธานกรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานคณะกรรมการไต่สวน
หลังใช้เวลาไต่สวนเกือบ 1 ปี แบ่งพฤติการณ์ผู้ถูกกล่าวหาออกเป็นหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มไอเดียต้นคิดในการแก้ไขมาตรา 112 กลุ่มผู้นำในพรรคที่ชวน สส.ให้ร่วมลงชื่อแก้ไขมาตรา 112 และกลุ่ม สส.ที่ร่วมลงนามเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 เพียงอย่างเดียว เป็นต้น
กระแสข่าวล่าสุด คณะกรรมการไต่สวนคดีนี้มีมติ “ลงดาบ” 44 อดีต สส.ก้าวไกล ทั้งหมดแล้ว เหลือแค่บรรจุเข้าวาระการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ เพื่อลงมติอย่างหนึ่งอย่างใดเท่านั้น ซึ่งในทางกฎหมาย มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ไม่จำเป็นต้องทำตามมติคณะกรรมการไต่สวน อย่างไรก็ดีที่ผ่านมามีแนวโน้มน้อยมากที่มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. “สวนทาง” มติคณะกรรมการไต่สวน
ขั้นตอนหลังจากนี้ คือ 1.คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติ “ยกคำร้อง” กล่าวหา ทำให้ 44 อดีต สส.ก้าวไกล รอดพ้นยกกระบิ ไม่มีมลทินติดตัวในเรื่องนี้อีกต่อไป 2.มีมติ “ลงดาบ” แค่บางคน และ “ยกคำร้อง” บางคน ซึ่งตัดสินว่ากันไปตามพฤติการณ์ข้อกล่าวหา 3.มีมติ “ชี้มูลผิด” ทั้งหมดยกเข่ง 44 คน ซึ่งเป็นฉากทัศน์เลวร้ายที่สุดที่ ปชน.เคยประเมินไว้
หากถึงจุดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลผิดไม่ว่าใครบางคน หรืออดีต 44 สส.ทุกคนนั้น จะมีการส่งสำนวนไปยัง “ศาลฎีกา” ปกติ (มิใช่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง) เนื่องจากเป็นคดีมาตรฐานจริยธรรมฯ หากศาลฎีกาประทับรับฟ้องแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดจะต้อง “หยุดปฏิบัติหน้าที่ สส.” ทันที เว้นแต่ศาลฎีกามีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
ทว่า ในทางกฎหมายแล้ว ยังคงอิหลักอิเหลื่อกันอยู่ เนื่องจากหากมีการชี้มูลผิด และศาลฎีกาประทับรับฟ้อง ช่วงก่อนเลือกตั้ง พรรค ปชน.เชื่อว่า อาจทำให้ 14 อดีต สส.ปชน.ที่กำลังไปต่อ ยังสามารถสมัครรับเลือกตั้ง สส. และเป็นแคนดิเดตนายกฯต่อได้ เนื่องจากหมดสมัยสภาฯ ชุดก่อนไปแล้ว จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด
ที่สำคัญ ปชน.มองว่า ต่อให้ “เท้ง-ไหม” 2 ใน 3 แคนดิเดตนายกฯของ ปชน.ถูก ป.ป.ช.ชี้มูล และศาลฎีกาประทับรับฟ้อง โดยไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น จะทำให้พวกเขาพ้นแค่สถานะ สส.เท่านั้น แต่ไม่มีผลหากถูกโหวตได้รับเลือกเป็นนายกฯ แต่ถ้าหากถูก “นักร้อง” ร้องเรียนไปยัง “ศาลอื่น” อาจเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ค่อยมาว่ากัน
เป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวของ “ก๊กส้ม” ที่เปิดปฏิบัติการ “สีดาลุยไฟ” ตามที่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า ลั่นเอาไว้ในวันจัดกิจกรรม “ปิกนิกขอโทษประชาชน” เมื่อกลางเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา สร้างความหวังปลุกเลือก ปชน.ให้ได้เป็น “รัฐบาลพรรคเดียว”
บทสรุปสุดท้ายจะเป็นไปตามฉากทัศน์ที่แกนนำ ปชน.ประเมินเอาไว้หรือไม่ ต้องรอลุ้นกัน





