พรรคการเมืองที่อยู่ในกระแสเลือกตั้งปี 2569 ต่างเปิดโฉมหน้า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่แต่ละพรรคการเมืองสามารถส่งแคนดิเดตนายกฯ ได้ไม่เกินพรรคละ 3 รายชื่อ ส่วนใหญ่จะประกาศ 3 รายชื่อเต็มอัตราศึกกัน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางการเมืองที่อาจจะเกิดขึ้น
แม้ในทางกฎหมาย จะไม่มีการเรียงลำดับว่าใครจะเป็นลำดับที่ 1-3 แต่ในทางพฤตินัย คอการเมือง และพรรคการเมืองนั้นๆ ต่างวางตัวผู้ที่เหมาะสมให้เป็นนายกรัฐมนตรี อันดับ 1
เริ่มที่พรรคประชาชน เปิดรายชื่อ 3 คนตั้งแต่ก่อนยุบสภาฯ "เท้ง" ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ" หัวหน้าพรรคประชาชน จะถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ ในสภาผู้แทนราษฎร หากพรรคประชาชน ได้รับชัยชนะมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล
พรรคประชาชน ชูสโลแกนประเดิมศึกเลือกตั้ง “ไทยไม่เทา เท่ากัน ทันโลก” และก่อนหน้านั้นเคยชูแคมเปญ “มีเทา ไม่มีเรา” และเตรียมโหมกระแส “มีน้ำเงิน ไม่มีเรา“
หัวหน้าเท้ง วัย 38 ปี มีจุดแข็งด้วยภาพที่เป็นคนรุ่นใหม่ เป็นความหวังของผู้นำจิตวิญญาณแห่งพรรคสีส้ม และแฟนคลับด้อมส้ม
จุดแข็ง และจุดยืนของ “ณัฐพงษ์” ยังคงเดินหน้าทำการเมืองโดยตั้งเป้าเป็นรัฐบาลพรรคเดียวให้ได้ในการเลือกตั้ง ปี 2569
เท่ากับว่า พรรคประชาชนจะต้องได้รับชัยชนะด้วยเสียงถล่มทลายเพื่อกวาด สส.เข้าสภาฯ ไม่ต่ำกว่า 250 ที่นั่ง
อย่างไรก็ตาม ด้วยบริบททางการเมืองสภาพแวดล้อม และรัฐธรรมนูญปี 2560 คืออุปสรรคสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว แม้จะไม่มี สว.มาร่วมโหวตนายกฯ
“พรรคประชาชน” ยังคงมีปัจจัยทางการเมืองที่อยู่นอกเหนือสมการจัดตั้งรัฐบาล นั่นก็คือ “รัฐพันลึก” ที่ยังสามารถเข้ามากำกับชักนำชี้นำการจัดตั้งรัฐบาลได้เสมอ
โจทย์ของรัฐพันลึก ยังคงถูกพูดถึงในหมู่นักการเมืองว่ายังไม่ต้องการเห็นพรรคประชาชนที่มีแนวคิดหัวก้าวหน้าเป็นรัฐบาลพรรคเดียว
ซึ่งปรากฏให้เห็นในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ที่ “พรรคก้าวไกล” พรรคการเมืองแถวสองของปีกสีส้มไม่สามารถผลักดัน “พิธา” ให้เป็นนายกฯ ได้ และท้ายที่สุดต้องถูกยุบพรรค
แม้ พรรคประชาชน จะยืนยัน “อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน” ผ่านการออกเสียงเลือกตั้ง แต่ “ณัฐพงษ์” ก็มีบาดแผลไม่น้อย จากการนำพรรคโหวตสนับสนุนให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกฯ คนที่ 32 จนกระทั่งไม่สามารถผลักดันให้ MOA เปิดทางการไปสู่การแก้ไข และจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สำเร็จได้
การนำพรรคของ “ณัฐพงษ์” ที่ทำได้เพียงให้ “อนุทิน” ยุบสภาฯ เท่านั้น คือ การสูญเปล่า เป็นจุดเสี่ยง ทำให้พรรคประชาชน และ “ณัฐพงษ์” ต้องประสบปัญหายากลำบากในการนำพรรคหาเสียงเลือกตั้ง และเป็นอุปสรรคต่อการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว
‘อนุทิน’ พลังดูดพลัสต่อวีซ่านายกฯ
พรรคภูมิใจไทย แม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนว่าจะเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ อีก 2 คนที่เหลือเป็นใคร แน่นอนว่า “หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะถูกวางตัวให้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หมายเลข 1 ในกรณีพรรคภูมิใจไทยมีโอกาสชิงนำจัดตั้งรัฐบาล และนายกฯ หนูก็ยังมีโอกาสที่จะได้กลับเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาลอีกครั้งในฐานะนายกฯ สมัยที่ 2
“อนุทิน” ในวัย 59 ปี เติบโตจากนักธุรกิจ เข้าสู่แวดวงการเมืองกับพรรคไทยรักไทย ผ่านตำแหน่งทางการเมืองที่ปรึกษา รมว.ต่างประเทศ รมช.พาณิชย์ รมช.สาธารณสุข ถูกตัดสิทธิเลือกตั้งจากคดียุบพรรคไทยรักไทย เป็นเวลา 5 ปี ก่อนกลับมาคัมแบ็กทางการเมืองในตำแหน่งหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พรรคที่เคยชูสโลแกน “ปกป้องสถาบัน” - “ประชานิยม สังคมเป็นสุข”
บทบาท “อนุทิน” ในฐานะน้องรักของ “เนวิน ชิดชอบ” ผู้นำจิตวิญญาณแห่งภูมิใจไทย ผ่านการเดินเกมวางหมากอย่างดีของ “ครูใหญ่เนวิน” สานฝันจนกระทั่ง “อนุทิน” เป็นนายกฯ คนที่ 32
ด้วยจุดแข็งของอนุทิน ที่มีภาพเป็นนายทุนของพรรค ทำให้ สส.ในพรรคต่างให้ความเคารพ เคยผ่านการเป็นรองนายกฯ ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร
อย่างไรก็ตาม “อนุทิน” ใช้ความสามารถของตัวเองในการนำพรรคภูมิใจไทย เข้าร่วมรัฐบาลได้มาโดยตลอด เพราะพรรคภูมิใจไทย มียอด สส.ที่เป็นตัวแปรในการจัดตั้งรัฐบาล
ม็อตโต้สำคัญที่พรรคภูมิใจไทย ชูหาเสียง ได้ยกระดับสโลแกนว่า “พูดแล้วทำ พลัส” คาดว่าต้องการให้สอดรับกับนโยบายคนละครึ่งพลัส ที่ผลักดันสำเร็จในเฟสแรกก่อนยุบสภา
อุปสรรคการเป็นนายกฯ อีกครั้งของ “อนุทิน” แน่นอนว่าจะถูกดิสเครดิตอย่างหนัก จากการบริหารที่ผิดพลาดล่าช้าในการแก้วิกฤติน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้เมื่อเดือนพ.ย.2568 อีกทั้งถูกมองว่าปลุกกระแสรักชาติในระหว่างทำสงครามชายแดนกับกัมพูชา ยังไม่นับกระแสโจมตีเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยเพื่อเคลียร์คดีเขากระโดง และอุ้มคดีฮั้ว สว.
ภาพของ “อนุทิน” ยังถูกมองว่าเป็น “นายกฯ ส้มโหวต” โชคชะตาพลิกขั้วให้เป็นนายกฯ ได้เพราะมีฝ่ายค้ำในสภาฯ แม้จะเป็นนายกฯ เสียงข้างน้อย แต่กลับไม่สามารถผลักดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จท่ามกลางการอ่านเกมของฝั่งตรงข้ามว่า มีบารมีเหนือ สว.และ ไม่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ต้น และเป็นพรรคที่กำลังถือธงนำชิงแต้มอนุรักษนิยมเบอร์หนึ่ง
“ยศชนัน” ฟื้นแต้ม พท. ชิงนำนายกฯ
พรรคเพื่อไทย ชูสโลแกน “เพื่อไทย ทำได้” เปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ ครบ 3 คน โดย ดร.เชน ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ อดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย ม.มหิดล ด้วยวัย 46 ปี ถูกจัดวางให้มีภาพลักษณ์ที่มีจุดแข็งคือ เป็นนักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ และจะเป็นนายกฯ คนแรกที่มาจากสายวิทยาศาสตร์
เขามีดีกรีการศึกษาที่ไม่ธรรมดา สำเร็จการศึกษา ม.ปลาย โรงเรียนสวนกุหลาบ ป.ตรี สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร ม.ธรรมศาสตร์ ระดับ ป.โทและระดับ ป.เอก สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทกซัส อาร์ลิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทำดุษฎีนิพนธ์เรื่องการใช้สัญญาณสมองมาช่วยเหลือผู้พิการ
ในทางการเมือง “ยศชนัน” ไม่เคยเป็น สส.มาก่อน แต่เคยลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2557 แต่การเลือกตั้งครั้งนั้นถูกตัดสินให้เป็นโมฆะ ซึ่งครั้งนั้น “ยศชนัน” ลงสมัครรับเลือกตั้งแม้ชนะเลือกตั้งแต่ก็ไม่ได้ถูกรับรองให้เป็น สส.
“ยศชนัน” เป็นลูกหลานคนชินวัตรรุ่นที่ 3 กลับมาลงสนามการเมืองอีกครั้ง เดิมพันที่คนชินวัตร ไร้ตัวเลือก และทาบทามแคนดิเดตได้ยากกว่าทุกครั้ง
การถือธงนำทัพเลือกตั้ง ของ “ยศชนัน” ให้กับพรรคเพื่อไทย เพื่อฟื้นกระแสที่ร่วงหล่นไปในช่วงสมัยปลายรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร เพื่อทวงคืนพรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้งมาตลอดนับแต่ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย แต่พ่ายแพ้เลือกตั้งเพียงครั้งเดียวเมื่อปี 2566
กระแสที่ถูกโหมผ่านสื่อในช่วงล่าสุด ทำให้ “พรรคเพื่อไทย” หวังว่า “ยศชนัน” จะเป็นแคนดิเดตนายกฯ ที่เสมือนเป็นอาวุธลับ เพราะด้วยจุดแข็งที่มีภาพการตอบคำถามด้วยแนววิชาการ สุขุมนิ่ง ยึดข้อเท็จจริงในการตอบ และยังไม่มีภาพลบเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ด้วยภาพลักษณ์ที่เป็นคนของตระกูลชินวัตร เป็นลูกชายของ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” และ “เยาวภา วงศ์สวัสดิ์” ทำให้ถูกตั้งคำถามถึงบทบาทการเข้ามาเป็นแคนดิเดตนายกฯ จะต้องได้รับไฟเขียวจาก “ทักษิณ ชินวัตร” และคนในบ้านจันทร์ส่องหล้าด้วย ซึ่งหลีกหนีข้อครหาเป็นนายกฯ ตระกูลชินวัตร ได้ยาก
“มาร์ค” รีแบรนด์คัมแบ็กชิงนายกฯ
ฟ้าวันใหม่ ยุคพรรคประชาธิปัตย์ เปิดแคมเปญล่าสุด “ประเทศไทยไม่ทน” โดย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในวัย 61 ปี จะถูกวางให้เป็นแคนดิเดต นายกฯ เบอร์ 1 ของพรรคสีฟ้า
การคัมแบ็กของหัวหน้ามาร์ค รอบนี้ แตกต่างจากการเป็นนายกฯ สมัยแรกเมื่อปี 2552-2554 เพราะต้องเข้ามากอบกู้พรรคที่ตกต่ำอย่างหนัก ได้ สส.ต่ำสุดขีดถึง 25 สส.เมื่อปี 2566
จุดแข็งของ “อภิสิทธิ์” คือ เป็นนักการเมืองอาชีพ ผูกพันกับพรรคประชาธิปัตย์มาตั้งแต่ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.เมื่อปี 2535 และเคยประกาศกรีดเลือดตัวเองออกมาจะเป็นสีฟ้าเป็นไปจนวันตาย
“อภิสิทธิ์” เป็นนักการเมืองที่ใช้โวหารดุจใบมีดโกน มีวาทะศิลป์ทางการเมืองคมคาย ลำดับประเด็นการสื่อสารทางการเมืองที่กระชับ เข้าใจง่าย ทำให้เขาสามารถใช้อาวุธตรงนี้ สื่อสารเพื่อเรียกเรตติ้งกลับคืนสู่พรรคสีฟ้า
ด้วยบาดแผลในอดีตของ “อภิสิทธิ์” คือ เหตุการณ์สมัยตอนเป็นนายกฯ สมัยแรก ถูกโจมตีว่าเป็นนายกฯ ที่ตั้งโดยค่ายทหาร และยังมีบาดแผลเป็นนายกฯ ที่ควบคุมเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงกลางกรุงเทพฯ จนมีผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิต
การรีแบรนด์ตัวเอง และพรรคประชาธิปัตย์ รอบนี้ “อภิสิทธิ์” อาจมีโอกาสเป็นนายกฯ ได้หรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับการชิงแต้มกระแสจากคู่แข่งฝ่ายตรงข้ามให้มากที่สุดในพื้นที่ภาคใต้ที่เป็นฐานเสียงสำคัญให้กลับคืนมา
“ธรรมนัส” เน้นกวาด สส.มากกว่านายกฯ
เบอร์หนึ่ง แห่งพรรคกล้าธรรม คือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ย้ำจุดแข็งในการเลือกตั้ง โดยวางบทบาทพรรคกล้าธรรม ให้เป็นพรรคที่เน้นคนพื้นที่ทำงานจริง โดยยก จ.พะเยา เมืองหลวงพรรคกล้าธรรม เป็นจังหวัดโมเดลฟื้นเศรษฐกิจ เมืองเหนือ
พรรคกล้าธรรม ชูสโลแกน ทำมากกว่าพูด ในทางพฤตินัย “พรรคกล้าธรรม” คงต้องวาง “ร.อ.ธรรมนัส” ไว้เป็นจุดขายในพื้นที่จุดแข็งของพรรค
อย่างไรก็ตาม “พรรคกล้าธรรม” จำเป็นต้องกวาด สส.เข้าสู่สภาให้ได้มากกว่ายอดเดิม เพราะมีเป้าหมายสำคัญที่จะต้องเป็นตัวแปรจัดตั้งรัฐบาล
อีกทั้งภาพลักษณ์ของ “ร.อ.ธรรมนัส” ถูกโจมตี และตรวจสอบเกี่ยวกับทุนเทา และสแกมเมอร์จาก “พรรคประชาชน” อย่างหนักในช่วงที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลเสียงข้างน้อยกับพรรคภูมิใจไทย
จึงทำให้แคนดิเดตนายกฯ หากเป็นชื่อ “ร.อ.ธรรมนัส” อาจเป็นอุปสรรคต่อฐานเสียงในคนเมืองได้ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นพรรคที่มีสรรพกำลังในการยืนระยะกวาด สส.ได้ตามจุดยุทธศาสตร์ฐานเสียงของตัวเอง “ร.อ.ธรรมนัส” มักไม่เคยพลาดเป้า
ดร.เอ้ ตั้งเป้าดึงแต้มคนกรุง
พรรคไทยก้าวใหม่ วางตัว ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคเป็นแคนดิเดตนายกฯ เบอร์หนึ่ง ยึดสโลแกนหาเสียง “ก้าวใหม่ให้ไทยสตรอง“
“สุชัชวีร์” อดีตอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ลาออกจากนักวิชาการลงสนามการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยการลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ปี2565 กวาดแต้มจากคนกรุงเข้ามาที่ 2 ได้กว่า 254,647 คะแนน แต่พ่ายแพ้กระแสแลนด์สไลด์ทะลุล้านแต้มของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์”
รอบนี้ ดร.เอ้ ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ มาร่วมตั้งพรรคไทยก้าวใหม่ ใช้จุดแข็งของตัวเองที่มีคะแนนกระแสส่วนตัว หวังจะแก้ปัญหาใหญ่เพื่อพัฒนาประเทศไทย “ก้าวใหม่” ไม่ล้าหลังด้วย “การศึกษา” ขณะที่จุดอ่อน ของพรรคยังคงอาศัยกระแสคนรุ่นใหม่อาจดึงแต้มจากคนชนบทได้ยาก เพราะไม่ใช่พรรคบ้านใหญ่ นักเลือกตั้ง
วัดพลังบ้านป่า-ปิดฉาก“ลุงป้อม”
พรรคพลังประชารัฐ รอบนี้จะเป็นการวัดกระแสของพรรคลุงป้อมอีกครั้งว่าจะสามารถผ่านเกณฑ์การมี สส.ไม่ต่ำกว่า 25 เสียงเพื่อเสนอชื่อ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ เบอร์หนึ่งของพรรคได้หรือไม่
หลังพรรคลุงป้อมต้องระส่ำอย่างหนัก เพราะ สส.บ้านใหญ่ต่างกระโดดหนีไปซบค่ายอื่น ทำให้เป็นอุปสรรค และเป็นจุดอ่อนกับ “บิ๊กบราเธอร์” แห่งบ้านป่ารอยต่อพอสมควร ความหวังของ พล.อ.ประวิตร ที่จะขึ้นสู่จุดสูงสุดทางการเมืองอาจยากกว่าทุกครั้ง แม้ว่า พี่ใหญ่ที่แสนดีจะมีสรรพกำลังในมืออยู่มากมาย
โอกาสสุดท้าย “หัวหน้าพี”
พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคที่หมดสิ้นดีเอ็นเอ “ลุงตู่” แต่ “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” หัวหน้าพรรคยังคงวางตัวเป็นแคนดิเดตนายกฯ เบอร์หนึ่ง หวังใช้จุดแข็งของตัวเองที่มีภาพความใกล้ชิดกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และแคมเปญพรรคชูธง “เด็ดขาดแก้วิกฤติ พลิกโฉมประเทศ” เน้นปราบทุจริต สแกมเมอร์ ลดค่าครองชีพค่าไฟฟ้า-น้ำมัน” ยกเลิก MOU 43 – MOU 44 ออกรบรับทันที 200,000 บาท เกณฑ์ทหารสมัครใจรับ 30,000 บาท ขยับรายได้ทหารเกณฑ์ขั้นต่ำ 15,000 บาท ทุบราคาน้ำมันต่ำกว่า 30 บาท/ลิตร ค่าไฟเหลือ 3.3 บาท/หน่วย ลบประวัติเครดิตบูโร ชักธงนโยบายร้อน เพื่อกรุยทางให้ “พีระพันธุ์” มีโอกาสกลับมาอีกครั้ง
แต่อุปสรรคของ “พีระพันธุ์” ถูกมองว่าเป็นเรื่องยากที่จะได้ สส.ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ 25 เสียง เพราะบ้านใหญ่ และนักเลือกตั้งต่างยกพวกไปพึ่งพาพรรคใหญ่ในฝั่งปีกอนุรักษนิยมจนเกือบหมดพรรค เหลือเพียงนักการเมืองเลือดเก่าพรรคสีฟ้าที่ยืนหยัดต่อสู้อยู่เคียงข้าง เขาเท่านั้น
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





