วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

สปิริตมีไหม? ใครต้องรับผิด ‘นับร้อยชีวิต’ ที่หาดใหญ่

สปิริตมีไหม? ใครต้องรับผิด  ‘นับร้อยชีวิต’ ที่หาดใหญ่

ท่ามกลางกระแสกังขาเรื่อง “จำนวนศพผู้เสียชีวิต” จากเหตุการณ์มหาอุทกภัยหาดใหญ่ ทำให้เสียงเรียกร้อง “ความรับผิดชอบ” จากหัวหน้ารัฐบาล นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ดังกระหึ่ม

เป็นเสียงเรียกร้องในบริบทของ “สปิริต” หรือการแสดงความรับผิดชอบในฐานะผู้รับผิดชอบนโยบาย และผู้บริหารสูงสุดของประเทศที่ต้องยอมรับว่ามีการบริหารงานผิด ประเมินพลาด และเตรียมการรองรับสถานการณ์ไม่ดีพอ ทำให้เกิดความสูญเสียมากมายขนาดนี้ ทั้งชีวิตคน ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจ

แต่ต้องยอมรับว่า ในแง่ของ “สปิริต” ยังไม่เคยมี “นายกฯ ไทย” คนไหนแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากปัญหาภัยพิบัติเลย แม้แต่ขอโทษอย่างจริงจัง จริงใจ ก็ยังแทบไม่เคย

บทความนี้ไม่ได้เรียกร้องให้คุณอนุทิน ลาออก ในแบบไร้ข้อเสนอ หรือไร้ทางเลือก และไม่ได้ตีขลุมว่าผู้เขียนมีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการวิกฤติได้ดีกว่าคนในรัฐบาล แต่สิ่งที่เขียนนี้เป็นข้อเสนอทางการเมืองในแบบ “ศิวิไลซ์” ที่หลายๆ ประเทศ หลายๆ สังคมเขาทำกัน

เพราะการดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ และผู้บริหารองค์กรปกครองระดับต่างๆ นั้น ท่านเสนอตัวเข้ามาเอง ประชาชนไม่ได้ขอร้องให้ท่านมา และการขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญเหล่านี้ เป็นทั้งการสร้างโอกาส และเกียรติประวัติในชีวิตของพวกท่าน ไม่อย่างนั้นท่านคงไม่แย่งกันเข้ามาจนแทบจะฆ่ากันตาย

ฉะนั้นท่านจึงต้องพร้อมที่จะ “รับผิด” และ “รับชอบ” ไม่ใช่ “รับแต่ชอบ” แล้ว “ลอยตัวหนีผิด”

ในอดีตเคยมีนายกฯไทยลาออกจากการบริหารงานผิดพลาดเพียงแค่คนเดียว (ไม่นับยุบสภาหนี) คือ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อปี 2540 หลังเผชิญวิกฤติต้มยำกุ้ง ทำสถาบันการเงินล้ม แก้ปัญหาผิดวิธี นำทุนสำรองไปต่อสู้ในสงครามค่าเงิน จนทำให้ประเทศเกือบล้มละลาย

แม้ พลเอกชวลิต จะไม่ได้แถลงชัดๆ ว่าลาออกเพราะเรื่องนี้ แต่ก็เป็นการลาออกในช่วงที่สถานการณ์สุกงอม เริ่มมีม็อบก่อหวอดประท้วง

สปิริตมีไหม? ใครต้องรับผิด  ‘นับร้อยชีวิต’ ที่หาดใหญ่

ส่วนผู้นำที่ยอมขอโทษจากการดำเนินนโยบายผิดพลาด ก็คือ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ สมัยเป็นนายกรัฐมนตรี ไปขอโทษพี่น้องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จากการดำเนินนโยบายผิดพลาดของรัฐบาลก่อนหน้าตนทุกชุด แม้รัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ จะเป็นเพียงผู้รับมรดกความผิดพลาดมาก็ตาม

ส่วนปัญหาภัยพิบัติ ยังไม่เคยมีใครแสดงความรับผิดชอบ

นี่คือในแง่ "สปิริต"  ไม่ใช่การถูกตรวจสอบ ถูกชี้มูลความผิด แล้วค่อยลาออก หรือถูกศาลสั่งให้ออก แต่เป็นการแสดงความรับผิดชอบด้วยหัวใจล้วนๆ ซึ่งยังไม่เคยมีผู้นำไทยคนไหนทำ

แต่การลาออกก็อาจจะแรงไป เพียงแต่ท่านต้องแสดงความรับผิดชอบมากกว่าการยืนขอโทษระหว่างสัมภาษณ์ เหมือนให้มันผ่านๆ ไป โดยมีข้อเสนอดังนี้

 - ถ้าจะไม่ลาออก ก็ควรแถลงข่าวขอโทษประชาชน และคนหาดใหญ่อย่างเป็นเรื่องเป็นราว พร้อมกับผู้บริหารองค์กรปกครองท้องถิ่น และผู้รับผิดชอบทุกระดับ จากนั้นก็รอดูกระแสสังคมว่า ยอมรับกับคำขอโทษหรือไม่ หรือต้องการอะไรมากกว่านี้

 - สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป ก็คือ การตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อหาจุดผิดพลาดว่าอยู่ตรงไหน จะได้สรุปบทเรียน และวางแนวทางป้องกัน ขณะเดียวกันก็จะได้รู้ว่า เป็นความบกพร่อง ผิดพลาดของบุคคลด้วยหรือไม่ และใครควรต้องรับผิดชอบบ้าง

สปิริตมีไหม? ใครต้องรับผิด  ‘นับร้อยชีวิต’ ที่หาดใหญ่

 - การลาออกทันที อาจมองได้อีกมุมหนึ่งว่าเป็นการ “ปล่อยทิ้งปัญหา” เพราะหากนายกฯ ลาออก ครม.จะพ้นตำแหน่งทั้งคณะ รัฐบาลรักษาการจะมีข้อจำกัดในการใช้งบประมาณและดำเนินนโยบายต่างๆ ฉะนั้นคุณอนุทินอาจแสดงเจตนาว่า จะอยู่ในตำแหน่งต่อไปเพื่อเคลียร์ทุกอย่างให้จบ และรอแสดงความรับผิดชอบตามผลการตรวจสอบที่ดำเนินการโดยคณะกรรมการอิสระ ซึ่งสุดท้ายอาจจะไม่ต้องลาออกก็ได้ เพราะท่านไม่ใช่ผู้ก่อปัญหาโดยตรง

จะว่าไปในสังคมการเมืองไทยไม่นิยม “การลาออก” เพราะไม่มีใครเชิดชูว่ามีสปิริต มีแต่ถูกตีตราว่าเป็น “คนผิด” จึงต้องลาออก ค่านิยมนี้ส่งผลทั้งโดยตรง และโดยอ้อมให้นักการเมืองไม่แสดงสปิริต

ย้อนไปดูหลายๆ คนที่เคยทำ แล้วหมดอนาคตทางการเมืองไปเลย เช่น คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. จากกรณีจัดซื้อรถ และเรือดับเพลิง ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ใช่ผู้ก่อปัญหาโดยตรง และสุดท้ายเมื่อศาลพิพากษาถึงที่สุด คุณอภิรักษ์ก็ไม่ได้มีความผิด แต่คุณอภิรักษ์ก็จบชีวิตทางการเมืองไปแล้ว และไม่มีใครยกย่องหรือแม้แต่กล่าวขวัญถึง

ตัวอย่างแบบนี้อาจทำให้คนที่ต้องการแสดงสปิริต ต้องคิดหนัก และชั่งน้ำหนักให้ดี ยิ่งเป็นการเมืองระบบพรรค แถมแข่งขันกันอย่างหนักในแบบ “การเมืองสามก๊ก” ยิ่งต้องวางหมากกันหลายชั้น การลาออกเพื่อแสดงสปิริตจึงแทบปิดประตูไปเลย

ข้อเสนอข้างต้นที่กล่าวมา เป็นเรื่องของ “การแสดงสปิริต” แต่ก็ยังมีคำถามว่านายกฯ อนุทิน ต้องรับผิดชอบทางกฎหมายด้วยหรือไม่ เพราะเมื่อตรวจสอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้วน่าจะหลีกหนีความรับผิดชอบไม่พ้นเช่นกัน

 1. ทำไมท่านไม่ใช่ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นหลักในการแก้ไขปัญหา เพราะเป็นกฎหมายที่ตรงกับสถานการณ์ และเกิดคำถามว่า รัฐบาล “ไม่เลือกใช้” ได้หรือไม่

 2. รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ทำไมเป็นการใช้ควบคู่ไปกับ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือใช้แยกออกมาเลย โดยไม่ใช้กลไกตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อย่างสิ้นเชิง

 3.การสั่งย้ายนายอำเภอหาดใหญ่ แปลว่าบกพร่องตาม พ.ร.บ.ป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย หรือไม่ เพราะนายอำเภอหาดใหญ่ เป็น “ผอ.ระดับอำเภอ” ในการรับมือสาธารณภัย ตามโครงสร้าง และอำนาจใน พ.ร.บ.ป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย

 4.เมื่อ “นายอำเภอ” ในฐานะ “ผู้อำนวยการอำเภอ” โดนลงโทษแล้ว คำถามคือ “ผู้อำนวยการจังหวัด” คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เหตุใดจึงยังลอยตัวอยู่

 5.ที่สำคัญ เหนือขึ้นไปจากผู้ว่าฯ คือ รมว.มหาดไทย ในฐานะ “ผู้บัญชาการ” ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งต้องรับผิดชอบสถานการณ์ภัยพิบัติทั่วประเทศ เหตุใดจึงไม่ต้องรับผิดชอบ

 6.นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นคนเดียวกับ รมว.มหาดไทย และเป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยหรือ

 7. พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาตรา 17 เว้นความผิดให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ และพนักงานเจ้าหน้าที่ทั้งหมดที่ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ส่งผลให้ประชาชนฟ้องกลับไม่ได้ ทั้งแพ่ง อาญา วินัย

การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ คือ เกราะป้องกันความผิดพลาด ประมาทเลินเล่อ ของผู้เกี่ยวข้องในโครงสร้างการแก้ไขปัญหาอุทกภัย ซึ่งเป็นสาธารณภัยร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่กฎหมายเขียนชัดให้ รมว.มหาดไทย เป็น "ผู้บัญชาการ" เพื่อแก้ไขสถานการณ์...ใช่หรือไม่

ทางออกของเรื่องนี้ รวมถึงเรื่องยอดผู้เสียชีวิตที่ยังถกเถียงกัน คือ ต้องตั้ง “คณะกรรมการอิสระ” ขี้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งสองมุม

สปิริตมีไหม? ใครต้องรับผิด  ‘นับร้อยชีวิต’ ที่หาดใหญ่

ย้อนกลับไปเหตุการณ์กรือเซะ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 ซึ่งมีการโจมตีป้อม จุดตรวจ นับสิบแห่งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วผู้ก่อเหตุบางส่วนหนีเข้าไปในมัสยิดกรือเซะ ที่ จ.ปัตตานี ผู้บัญชาการเหตุการณ์ในวันนั้นสั่งยิงอาวุธหนักถล่มมัสยิดเก่าแก่ ทำให้มีคนตายหลายสิบศพ ซึ่งรวมถึงผู้บริสุทธิ์ด้วย และเหตุการณ์ปะทะในจุดอื่นๆ ก็มีการตาย รวมแล้ว 108 ศพ

ในครั้งนั้น รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร มีการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง และเสนอลงโทษผู้เกี่ยวข้องกับการสั่งการ

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก คือ เหตุการณ์ตากใบ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 มีการสลายการชุมนุม และเคลื่อนย้ายผู้ชุมนุมในลักษณะไร้แผนรองรับที่ดี และละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 85 ราย

มีการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงเช่นกัน และมีการย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ในขณะนั้นออกจากพื้นที่ ภายหลังมีการฟ้องร้องดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ระดับสูง และระดับปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด แต่คดีขาดอายุความ

คำถามคือ เหตุการณ์อุทกภัยหาดใหญ่ที่มีผู้เสียชีวิตหลักร้อยในยุคที่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าแทบจะทุกวัน ทุกชั่วโมง แถมมีระบบ Cell Broadcast สมควรต้องมีผู้รับผิดชอบ และต้องมีการสอบสวนหาคนผิดด้วยหรือไม่

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์   ศิลาวงษ์