เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมาทันที พลันที่ “แสวง บุญมี” เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งคำเตือนแรง ๆ ไปยัง “นักเลือกตั้ง” ทั้งหลาย ที่เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย “น้ำท่วม” ภาคใต้อยู่ในตอนนี้ว่า ให้ระวังเรื่อง “การแจกของ” เพราะปัจจุบันอยู่ในเงื่อนเวลาการจัดเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และ ส.อบต.
“การแจกของถ้าอยู่ในช่วงประกาศให้มีการเลือกตั้งอย่างไรก็ผิดอยู่แล้ว ซึ่งก็กำลังครบวาระอยู่แล้ว แต่ไม่ว่าจะแจกของในช่วงเวลาไหนมีคนร้องเรียนแน่ แต่ก็ต้องดูว่าข้อเท็จจริงเกิดขึ้นอย่างไร” คือคำเตือนจาก “เลขาธิการ กกต.” ถึงกรณีดังกล่าว โดยเขาระบุเพิ่มเติมว่า เราได้มีการส่งสัญญาณเตือนไปแล้วกับท้องถิ่นว่า ให้ระมัดระวังและตัวของผู้ที่จะสมัคร คงมีการระมัดระวังเอง
อย่างไรก็ดีท่ามกลาง “เส้นแบ่ง” บาง ๆ ระหว่างการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกับผู้ประสบภัยพิบัติ กับการช่วยเหลือเพื่อหวังผลประโยชน์ชิงแต้มหาเสียงทางการเมือง ถูกตั้งคำถามนั้น “สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีต กกต. ปัจจุบันเป็นนักวิเคราะห์ทางการเมือง ไขคำตอบเรื่องดังกล่าว ยืนยันว่าการบริจาคของ สส. และพรรคการเมือง ในช่วงเกิดภัยพิบัติสามารถทำได้ แต่ต้องไม่เกิน “วงเงิน” ตามระเบียบที่ กกต.กำหนดไว้
“สมชัย” อ้างว่ากฎหมายการเลือกตั้งท้องถิ่น แตกต่างจากการเลือกตั้งใหญ่ โดยเฉพาะกรณีห้ามแจกของ 180 วัน ช่วงก่อนการเลือกตั้ง สส.หากมีการยุบสภาฯเกิดขึ้น เพราะการเลือกตั้งท้องถิ่นอย่าง อบต. จะมีกำหนดครบวาระ 11 ม.ค. 2569 ดังนั้นผู้บริหาร อบต. ยังสามารถใช้งบประมาณช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้อย่างสมเหตุผล แต่ควรระมัดระวัง อย่าให้ส่อไปในทางหาเสียง เพราะอาจถูกร้องเรียนตามที่เลขาธิการ กกต.เตือนได้
เขาเปิดเผยว่า กกต.เคยออกระเบียบให้พรรคการเมือง-นักการเมือง ช่วยเหลือประชาชน กรณีเกิดภัยพิบัติได้ โดยพรรคการเมืองช่วยได้ไม่เกิน 3 ล้านบาท ส่วนนักการเมืองช่วยได้ 3 แสนบาท/คน อย่างไรก็ดีตัวเลขค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ต้องถูกนำไปรวมในการเลือกตั้งครั้งถัดไปด้วย
โดยในการเลือกตั้งปี 2566 ที่ผ่านมา กกต.กำหนดกรอบการใช้จ่ายเงินของพรรคการเมือง ไม่เกินพรรคละ 44 ล้านบาท และผู้สมัครไม่เกินคนละ 1.9 ล้านบาท ขณะที่ระเบียบ กกต.ว่าด้วยจำนวน หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของการให้ตามประเพณี หรือเมื่อมีเหตุอันสมควร และการยื่นคัดค้านเกี่ยวกับการบันทึกค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง สส.ครั้งต่อไป (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564กำหนดว่า พรรคการเมืองสามารถบริจาคเพื่อช่วยเหลือได้ไม่เกินพรรคละ 3 ล้านบาท และ สส.หรือกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) หรือผู้มีตำแหน่งทางการเมือง บริจาคได้ไม่เกินคนละ 1 แสนบาท โดยต้องนำมาคิดรวมเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง
“สมชัย” ทิ้งท้ายว่า “หากจะบริจาคเพื่อช่วยชาวบ้านที่น้ำท่วมสัก พรรคละ 3 ล้าน หรือ คนละแสน หากมีศักยภาพทำได้ กกต. ไม่เอาเรื่องหรอกครับ เพราะมีระเบียบรองรับให้ทำได้อยู่แล้ว หากช่วยชาวบ้านด้วยความสุจริตใจแล้ว กกต. เอาเรื่อง กกต. ก็เกินไป คงต้องแช่งให้บ้านญาติพี่น้อง กกต. ท่วมบ้าง จะได้รู้สึก"
ทั้งนี้นิยามให้ระเบียบดังกล่าว “การให้เมื่อมีเหตุอันสมควร” หมายถึง การให้ หรือการช่วยเหลือประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ เช่น อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย ธรณีพิบัติภัย ตลอดจนภัยอื่น ๆ อันมีมาเป็นสาธารณะ ไม่ว่าจะเกิดจากธรรม หรือมีบุคคล หรือสัตว์ทำขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกายของประชาชน หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชน หรือของรัฐ
ด้วยนิยามดังกล่าวสามารถจำกัดความได้ว่าเหตุการณ์ “มหาอุทกภัย” พื้นที่ภาคใต้ครั้งนี้ น่าจะเข้าข่าย “การให้เมื่อมีเหตุอันสมควร” ที่ “นักเลือกตั้ง-พรรคการเมือง” สามารถไปช่วยเหลือ หรือบริจาคสิ่งของ ทรัพย์สินต่าง ๆ ให้แก่ประชาชนได้
โดยในข้อ 6 (2) ของระเบียบ กกต.ดังกล่าว ระบุว่า การให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด อันอาจคำนวณเป็นเงินได้ โดยการให้ในแต่ละโอกาสเมื่อมีเหตุอันสมควรแก่ประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยมีราคาหรือมูลค่าที่พรรคการเมืองให้ได้ไม่เกิน 3 ล้านบาท ส่วน (3) ระบุว่า ในนามผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งเป็น สส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ได้ไม่เกิน 3 แสนบาท
โดย กกต.ได้กำหนดค่าใช้จ่าย สส.ในการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ไว้ 2 รูปแบบ คือ 1.กรณีครบอายุสภาฯ คำนวณค่าใช้จ่าย 180 วันก่อน กกต.ประกาศให้มีการเลือกตั้ง จนถึงวันเลือกตั้ง โดย สส.แบ่งเขต ใช้จ่ายได้ไม่เกิน 7 ล้านบาท/คน ส่วน สส.บัญชีรายชื่อ ใช้จ่ายได้ไม่เกินพรรคละ 163 ล้านบาท 2.กรณียุบสภาฯ สส.แบ่งเขตใช้จ่ายได้ไม่เกิน 1.9 ล้านบาท/คน และ สส.บัญชีรายชื่อ ใช้จ่ายได้ไม่เกินพรรคละ 44 ล้านบาท
อย่างไรก็ดีปัจจุบันยังไม่มีการ “ยุบสภาฯ” หรือ “หมดวาระ” ของรัฐบาล ดังนั้นการลงพื้นที่ช่วยเหลือของบรรดา “นักเลือกตั้ง” ทั้งหลายนั้น ยังไม่เข้าข่ายต้องนำกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งจาก กกต.มาบังคับใช้ เหลือแค่ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการใช้จ่ายกรณีเกิดภัยพิบัติเมื่อปี 2564 ที่ให้พรรคการเมืองช่วยเหลือได้ไม่เกินพรรคละ 3 ล้านบาท ส่วน กก.บห.หรือ สส. หรือสมาชิกพรรคช่วยได้ไม่เกินคนละ 1 แสนบาท เท่านั้น
ขณะที่ค่าใช้จ่ายพรรคการเมืองที่ใช้ในการเลือกตั้งปี 2566 พบว่า พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มีรายรับมากที่สุด จำนวน 44,069,500 บาท มีรายจ่ายรวม 24,232,915 บาท รองลงมาคือพรรคภูมิใจไทย (ภท.) รายรับ 40 ล้านบาทถ้วน รายจ่าย 38,452,473 บาท ส่วนพรรคก้าวไกล (ขณะนั้น) มีรายรับ 40,973,623 บาท รายจ่าย 40,973,623 บาท (รายรับและรายจ่ายเท่ากัน) ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) รายรับ 38.8 ล้านบาทเศษ รายจ่าย 334,423,909 บาท พรรคเพื่อไทย รายรับ 36 ล้านบาทถ้วน รายจ่าย 40,212,647 บาท พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) รายรับ 30,796,788 บาท รายจ่าย 40,697,861 บาท เป็นต้น
เห็นได้ว่าในการเลือกตั้งปี 2566 โดยขึงระเบียบหลัง “ยุบสภาฯ” ไม่มีพรรคใดที่ส่ง สส.ปาร์ตี้ลิสต์ มี “รายจ่าย” เกินกำหนด 44 ล้านบาทแม้แต่พรรคเดียว ส่วน สส.แบบแบ่งเขต ก็ไม่พบการร้องเรียนเช่นเดียวกันว่ามี “รายจ่าย” เกินกำหนดคนละ 1.9 ล้านบาท
ทว่าในช่วงเกิดเหตุ “อุทกภัย” ครั้งประวัติศาสตร์ใน 7 จังหวัดภาคใต้ครั้งนี้ สารพัด “บ้านใหญ่-พรรคการเมือง” ต่างระดมสรรพกำลังเข้ามาช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยอย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย ในฐานะแกนนำรัฐบาลตอนนี้ และเป็นเจ้าของพื้นที่เดิม กับพรรคประชาชน (ปชน.) ที่กำลังแย่งชิงฐานเสียงปลายด้ามขวาน หลังสามารถเปลี่ยน “ภูเก็ต” เป็น “เกาะส้ม” ได้สำเร็จ
รอดูว่าหลังวิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้คลี่คลายลง จะมีใครเปิดเผยยอดเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือประชาชน รวมถึงใครจะถูก “นักร้อง” ไปยื่นต่อ กกต.เพื่อตรวจสอบกันบ้าง ต้องติดตาม





