วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

รวย 28 ล้าน เส้นทาง ‘ภราดร’ บ้านใหญ่อ่างทอง ก่อนลุกหนีแจงน้ำท่วม

รวย 28 ล้าน เส้นทาง ‘ภราดร’ บ้านใหญ่อ่างทอง ก่อนลุกหนีแจงน้ำท่วม

กลายเป็น “ตำบลกระสุนตก” สำหรับ “ลูกแบต” ภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศปกฉ.) หลังจากเลี่ยงตอบคำถามนักข่าวว่า “รัฐบาลยอมรับได้หรือไม่ว่า บริหารจัดการน้ำล้มเหลว จนทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่” โดยหลังจบคำถาม เขาปิดไมค์ และลุกเดินหนีออกจากโต๊ะแถลงทันที เมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา

ส่งผลให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เขาอย่างหนักถึง “วุฒิภาวะ” ในการทำหน้าที่ทั้ง สส. รัฐมนตรี รวมถึง ผอ.ศปกฉ. ซึ่งเป็นภาระหน้าที่อันหนักหนาสาหัส ในช่วง “วิกฤติอุทกภัย” ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะ “น้ำท่วมหาดใหญ่” ที่สร้างความสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจนับหมื่นล้านบาท

แม้ว่า “ภราดร” จะให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมเมื่อช่วงค่ำวานนี้ (27 พ.ย.) ผ่านรายการ มีเรื่อง Live ทางช่อง Youtube โดย จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ โดยระบุว่า “จริงๆ มีการถามเรื่องนี้มาสองรอบแล้ว และเมื่อวานผมก็ได้ตอบคำถามนี้ไปแล้ว ซึ่งก็เป็นเรื่องเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เอาเป็นว่าเราคุยกันเรื่องสาระของน้ำท่วม ว่าต่อไปรัฐบาลจะมีมาตรการเยียวยาแบบไหน ผมคิดว่าเอาแก่นมาคุย กระพี้เล็กนิดเดียวอย่างนี้ ผมว่ามันไม่ได้ทำให้สถานการณ์มันดีขึ้น รัฐบาลวันนี้วางแผนระหว่างที่น้ำลดลงเรื่อยๆแล้ว จะดำเนินการแบบไหน ผมว่าเราคุยแบบนี้น่าจะดีกว่า” 

“เมื่อวานนี้ผมตอบแล้วว่า ความผิดพลาดมันเกิดขึ้นหรือเปล่า แน่นอนเมื่อมีผู้เสียชีวิต มันเกิดความผิดพลาดแน่นอน แต่ผมคิดว่าวันนี้สิ่งที่รัฐบาล ข้าราชการ และแม้แต่พี่น้องประชาชนที่จะต้องเรียนรู้ และใช้วิกฤตินี้เป็นบทเรียนของทุกฝ่าย ว่าแต่ละฝ่ายได้ประเมินสถานการณ์ในแต่ละฝ่ายต่ำไปมากน้อยแค่ไหน หลายปีที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่าโลกมันวิกฤติในเชิงธรรมชาติมากขึ้นทุกวัน เพราะฉะนั้นภาครัฐ ข้าราชการและพี่น้องประชาชน ต้องเตรียมตัวกับเหตุการณ์เหล่านี้ เราควรใช้บทเรียนแบบนี้เป็นบทเรียนของเราเองในอนาคตว่าเราจะรับมือกับเหตุการณ์เหล่านี้อย่างไร” นายภราดร ระบุ

อย่างไรก็ดีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม ก็พุ่งตรงไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะตัว “ลูกแบต” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเขาสวมหัวโขนเป็นแกนนำฝ่ายรัฐบาล และเป็น ผอ.ศปกฉ. ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขวิกฤติการณ์ “น้ำท่วมใหญ่” ในรอบหลายสิบปีพื้นที่ภาคใต้ครั้งนี้

ล่าสุด ช่วงเช้าวันนี้ (28 พ.ย.) “เสี่ยตือ” สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย “บ้านใหญ่อ่างทอง” ผู้เป็นบิดา “ลูกแบต” จะโพสต์ข้อความให้กำลังใจแก่นายภราดร รวมถึงยกกวีนิพนธ์ โคลงสรรเสริญเกียรติกรุงเทพมหานครยุคไทยพัฒนา โดย “กวีการเมือง” หนึ่งในนามปากกาของ “จิตร ภูมิศักดิ์” นักคิด นักเขียนฝ่ายซ้ายคนสำคัญของไทย มาปลอบลูกชายตัวเองก็ตาม แต่เรื่องนี้ก็ยังคงถูกพูดถึงอย่างหนาหู

ในทางการเมือง ตระกูลปริศนานันทกุล คือ “บ้านใหญ่อ่างทอง” ที่ผูกขาดอำนาจครองแชมป์ทั้งสนามใหญ่-สนามเล็กมาหลายสิบปี ต่อมาเมื่อปี 2555 พลันที่ “เสี่ยตือ” ผู้เป็นบิดา ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก 6 เดือนแก่ “สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” กรณีจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ เป็นบ้านหลังละ 30 ล้านบาท รถยนต์หรู 12 ล้านบาท และทรัพย์สินอื่น ๆ ซึ่งใช้บุคคลอื่นถือครองแทน แต่โทษจำคุกรอลงอาญา 3 ปี ส่งผลให้เขาต้องพ้นจากเส้นทางการเมือง ไปกุมบังเหียนอยู่หลังม่านเพียงอย่างเดียวจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี "เสี่ยตื" ได้ปลุกปั้น “ลูกแบต” ในฐานะลูกชายคนโตให้ลงสนามการเมือง เป็น สส.อ่างทอง สมัยแรก เมื่อปี 2550 ในสีเสื้อพรรคชาติไทย (ต่อมาพรรคชาติไทยถูกยุบ และมีการตั้งพรรคชาติไทยพัฒนาขึ้น) หลังจากนั้น “ลูกแบต” ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.อ่างทอง มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นปี 2554 ในสีเสื้อพรรคชาติไทยพัฒนา เช่นเดียวกับ “ลูกแชมป์” กรวีร์ ปริศนานันทกุล ลูกชายคนกลางของ “เสี่ยตือ” ที่ลงเล่นการเมืองท้องถิ่น ก่อนจะสมัคร สส.อ่างทอง และได้รับเลือกเช่นกัน

ทว่าหลังการรัฐประหารปี 2557 เกิดการเขย่าเสถียรภาพบ้านใหญ่หลายตระกูล-หลายจังหวัด และตระกูลปริศนานันทกุล เป็นหนึ่งในนั้น โดยโยกย้ายมาอยู่ “พรรคภูมิใจไทย” ซึ่ง “ลูกแบต” ชนะการเลือกตั้งในเสื้อ “สีน้ำเงิน” อีก 2 สมัยคือ ปี 2562/2566 ซึ่งในช่วงเวลานี้เองตัวเขาคือ 1 ในกลุ่ม “ยังบลัดสีน้ำเงิน” ร่วมกับ “เสี่ยโต้ง” สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ “ไชยชนก ชิดชอบ” บุตรชาย “เนวิน ชิดชอบ” ครูใหญ่สีน้ำเงิน เป็นต้น

ในช่วงหลังการเลือกตั้งปี 2566 นี้เองที่ตัวเขาถูกโปรโมทผลักดันให้ขึ้นหิ้งเป็นถึง รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ต่อมาหลังจาก “ก๊กส้ม” เปลี่ยนบทเป็น “ฝ่ายค้ำ” โหวต “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกฯคนที่ 32 ส่งผลให้ “ลูกแบต” ถูกดันเป็น “รัฐมนตรี” สมัยแรกทันที

ในมุมทรัพย์สิน “ภราดร” แจ้งต่อ ป.ป.ช.เมื่อครั้งพ้นตำแหน่ง สส.เมื่อ 20 มี.ค. 2566 มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 28,591,946 บาท มีหนี้สิน 1,806,114 บาท ทรัพย์สินของนายภราดร ประกอบด้วย เงินฝาก 1,625,277 บาท เงินลงทุน 2,818,663 บาท ที่ดิน 2,921,289 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 2,875,000 บาท ยานพาหนะ 1,910,000 บาท สิทธิและสัมปทาน เป็นกรมธรรม์ 5 รายการ มูลค่า 11,851,098 บาท ทรัพย์สินอื่น จำนวน 9 รายการ มูลค่า 4,590,617 บาท โดยเป็นนาฬิกา 9 เรือน และพระเครื่อง 19 องค์ มูลค่า 2,500,000 บาท

ในมุมธุรกิจเขาเคยเป็นกรรมการบริษัท ไทยลีกดิวิชั่น 1 จำกัด ประกอบกิจการจัดการแข่งขันกีฬาทุกชนิดทุกประเภท ทั้งในและนอกประเทศ แต่ปัจจุบันบริษัทแห่งนี้ ถูกนายทะเบียนขีดชื่อว่า “ร้าง” เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2565 ที่ผ่านมา