กรมราชทัณฑ์ แจงภาพ ถ่ายครอบครัวชินวัตร เยี่ยม ทักษิณ ใกล้ชิด โครงการ อีเว้นต์ผู้ต้องขังร่วมเฟรมญาติ หวังกระชับสัมพันธ์คนในครอบครัว จำหน่ายให้ก่อนกลับ
เมื่อวันที่ 28 พ.ย. จากกรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อิ๊งค์ อดีตนายกรัฐมนตรี บุตรสาวคนเล็ก ถือภาพถ่ายกระดาษ A4 ปริ้นท์รูปสี ออกมาคนละใบ โดยเป็นภาพ นายทักษิณ ใส่ชุดผู้ต้องขังเสื้อสีฟ้า กางเกงสีน้ำเงิน หน้าตาสดใส ตัดผมสั้นเกรียน และมีบุตรสาว น.ส.แพทองธารน.ส.พินทองทา สวมกอดคุณบิดา รวมทั้งมี นายพานทองแท้ น.ส.ณัฐฐิญา และ นายปิฎก ปรากฏภาพอยู่ในเฟรมเดียวกัน ทางกรมราชทัณฑ์ชี้แจงภาพถ่ายครอบครัวการเยี่ยมญาติใกล้ชิด ว่า โดยเมื่อวันที่ 27 พ.ย. ที่ผ่านมา ตามที่ได้ปรากฏเป็นข่าวกรณีการเยี่ยมญาติใกล้ชิดของเรือนจำกลางคลองเปรม และมีการนำภาพถ่ายของนายทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว ออกมาให้สื่อมวลชนได้เห็นภาพนั้น
ทาง กรมราชทัณฑ์ ขอเรียนว่า ได้รับรายงานจากเรือนจำกลางคลองเปรมแจ้งว่า ภาพถ่ายดังกล่าวเป็น
ส่วนหนึ่งของการเยี่ยมญาติใกล้ชิดภายใต้ “โครงการถ่ายภาพร่วมกับครอบครัว” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีภายในครอบครัว โดยเป็นการให้บริการของเรือนจำฯ และเป็นความสมัครใจของครอบครัว และผู้ต้องขังที่ยินดีจะถ่ายภาพร่วมกันในจุดที่เรือนจำกำหนดไว้ และสามารถปริ้นออกมาเป็นภาพถ่ายจัดจำหน่าย ให้กับญาติที่ต้องการนำกลับไปเป็นที่ระลึก เพื่อเก็บเป็นความทรงจำที่ดี เป็นความสุขของครอบครัวที่ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมผู้ต้องขัง
โดยการถ่ายภาพกับครอบครัวในการเยี่ยมญาติใกล้ชิดดังกล่าวไม่ได้มีการใช้โทรศัพท์มือถือของญาติ เข้าไปบันทึกภาพแต่อย่างใด โครงการดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาแล้วหลายปี โดยครั้งนี้ได้จัดมาตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นมา โดยมีญาติสมัครใจเข้าใช้บริการเป็นจำนวนมาก ซึ่งเรือนจำฯ ได้จัดเตรียมเสื้อผ้าไว้ให้ผู้ต้องขังได้เปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศฉากสถานที่ต่างๆ โดยที่เรือนจำกำหนด แต่กรณีนายทักษิณ ไม่ประสงค์ที่จะเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เรือนจำจัดให้ และกิจกรรมถ่ายภาพดังกล่าวก็มีในหลายเรือนจำ ที่มีการเยี่ยมญาติใกล้ชิดของโครงการฯ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากญาติในการช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว
การเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังได้รับการเยี่ยมเยียนจากญาติแบบใกล้ชิด ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งในการสร้าง
ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ต้องขังกับครอบครัว สร้างความรักความอบอุ่น เสริมสร้างความผูกพันในครอบครัวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ตลอดจนเป็นกำลังใจให้ผู้ต้องขังในการแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัย และเตรียมความพร้อมในการกลับคืนสู่ครอบครัวอย่างมีความสุขภายหลังได้รับการปล่อยตัวพ้นโทษ และยังลดการกระทำผิดซ้ำได้เป็นอย่างดี





