มหาวิกฤติน้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งร้ายแรงที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จน “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ต้องงัดกฎหมายพิเศษ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อรับมือเหตุการณ์
ความเชื่อมั่นต่อ “รัฐบาลอนุทิน” กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก กับการแก้ปัญหาที่มีข้อสังเกตว่ายังไม่ทันท่วงที
เกิดคำถามโดยตรงถึงผู้นำที่ชื่อ “อนุทิน” ว่าเหตุผลสำคัญที่ทำให้สถานการณ์หนักหนาสาหัสเช่นวันนี้ เป็นเพราะรัฐบาลไม่มีความพร้อมในการรับมือวิกฤติใช่หรือไม่ การขยับทุกย่างก้าวเลยเหมือนการปะผุ ได้แต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไรอย่างนั้น
การพยากรณ์อากาศล่วงหน้าว่าความหนักของปริมาณฝนเป็นอย่างไร ถูกต้องแม่นยำหรือไม่ มีการแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ให้เตรียมตัวเก็บข้าวของออกจากที่พักอาศัยไปยังสถานที่ที่ทางการจัดไว้รองรับ หรือศูนย์พักพิง มีการเตรียมความพร้อมไว้มากน้อยแค่ไหน หรือตั้งขึ้นหลังจากอพยพคนออกไม่ได้
เพราะหากมีการแจ้งเตือนตั้งแต่เนิ่นๆ ว่า หาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียงมีความเสี่ยงขั้นสุด ประชาชนคงไม่ตกค้างอยู่ในบ้านเรือนอย่างหมดหวังจำนวนมาก ที่ร้องขอความช่วยเหลือกันจ้าละหวั่น รถยนต์และทรัพย์สินมีค่า คงไม่เสียหายอย่างหนัก จนกระทบต่อระบบเศรษฐกิจทั้งเมือง
หากภาครัฐมีแผนรับมือทั้งระบบ แจ้งเตือนล่วงหน้าตั้งแต่ฝนตั้งเค้า ไม่ใช่สั่งอพยพในวันที่น้ำท่วมสูงจนไปไหนไม่ได้ ความช่วยเหลือเข้าไม่ถึง หรือปล่อยให้จิตอาสา หรือใครก็ตามช่วยอะไรตรงไหนได้ ก็ว่ากันไปตามมีตามเกิด ภาพคงไม่เป็นอย่างที่เห็น แผนเผชิญเหตุ โดยเฉพาะจากภัยธรรมชาติแบบไม่คาดคิดเช่นนี้ น่าจะทำได้ดีกว่าที่เป็น เพราะปัญหาน้ำท่วมในไทยเกิดขึ้นตลอดตามฤดูกาล และหาดใหญ่ก็ท่วมมาเป็นระยะหลายสิบปีมาแล้ว
ทว่าหนักแบบนี้ไม่เคยมี และดันมาในช่วงที่รัฐบาลก็ไม่พร้อม อาจจะด้วยความชะล่าใจ ว่า1-2ปีที่ผ่านมา ไม่มีอะไรหนักหนาสาหัส หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเลยวางใจหรือไม่ เพราะคิดว่าอีกไม่นานก็ยุบสภา ไม่น่าจะมีอะไร
เมื่อเกิดเหตุขึ้น การบริหารจัดการให้กลไกราชการที่เชื่องช้า ให้มีประสิทธิภาพ เป็นเรื่องที่พิสูจน์ความสามารถผู้นำของ “อนุทิน” อย่างแท้จริง ว่างานนี้ น่าจะยังสอบไม่ผ่านในการรับมือกับวิกฤติฉุกเฉิน ที่กระทบกับประชาชนและบ้านเรือนเช่นนี้
สะท้อนชัดจากประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา การช่วยเหลือที่ประชาชนมองว่าล่าช้า การโหนสถานการณ์ลงพื้นที่2วันติดต่อกัน ควงตะหลิวทำกับข้าวในวันที่คนเดือดร้อนสาหัส จนกระแสตีกลับว่าเน้นภาพ ไม่เน้นผลสัมฤทธิ์ในการคลี่คลายปัญหา
อีเว้นต์หาคะแนนของนักการเมืองแนวนี้น่าจะสูญพันธุ์จากประเทศไทยได้แล้ว นอกจากประชาชนไม่ได้ประโยชน์ ยังเป็นภาระให้กับคนทำงานในพื้นที่ต่างหากที่ต้องมาคอยดูแล
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเข้ามาของ “รัฐบาลอนุทิน” ในจังหวะพิเศษช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การยุบสภาตาม MOA กับพรรคประชาชน ภายใน4เดือน ไม่เกิน31ม.ค.69 แลกกับการแก้รัฐธรรมนูญ โดยพรรคส้มพร้อมค้ำให้อยู่ครบ120วัน
ด้วยเงื่อนไขที่ “รัฐบาลอนุทิน” เผชิญ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องคิดถึงเรื่องการเมืองและความอยู่รอดของตัวเองมากกว่าปัญหาบ้านเมืองที่หนัก ซึ่งนานๆ จะเกิดขึ้นครั้งหนึ่งแบบน้ำท่วมหาดใหญ่
ความไม่แน่นอนของรัฐบาลเสียงข้างน้อยดำรงอยู่เสมอ หากเพื่อไทยยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ “อนุทิน” ไม่เสี่ยงอยู่แล้ว พร้อมยุบฯ ก่อนกำหนด สมาธิจึงโฟกัสที่การเมืองและการเสริมทัพเลือกตั้งเพื่อกลับมามีอำนาจอีกครั้งเป็นหลัก
ในทางการเมืองภูมิใจไทย ความเก่งกาจทางการเมืองไม่มีใครเถียง แถมได้แรงหนุนจากผู้มีบารมีระดับ VVIP แต่พอเผชิญปัญหาวิกฤติของบ้านเมือง ความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ก็อาจจะเป็นความสามารถคนละชุดที่ใช้ชิงความได้เปรียบคู่แข่งทางการเมือง
วิกฤติน้ำท่วมหาดใหญ่ จะเป็นอีกบาดแผลใหญ่ทางการเมืองของอนุทิน ในสายตาของผู้ประสบภัยในพื้นที่ และคนที่มีอารมณ์ร่วมทั่วประเทศ เปิดช่องให้ถูกโจมตี ในช่วงที่กำลังนับถอยหลังสู้สนามเลือกตั้ง ปี69
“อนุทิน” จะพลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้หรือไม่ หรือนำรัฐบาลจมไปกับวิกฤติ จากนี้มีอะไรให้พิสูจน์อีกมาก งานนี้ต้องวัดใจคนใต้ และคนทุกภาค พอเห็นฝีไม้ลายมือในการจัดการปัญหา รวมถึงการสื่อสารแบบที่เป็น จะตัดสินใจกำหนดทิศทางและหน้าตารัฐบาลต่อไปอย่างไร





