'ไอติม พริษฐ์' ชง 5 ข้อเสนอต่อรัฐบาล ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่-ภาคใต้ อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ
KEY POINTS
- นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน เสนอ 5 ข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลให้ทำงานเชิงรุกเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้และหาดใหญ่อย่างเป็นระบบ
- เสนอให้ตั้งศูนย์บัญชาการกลางเพื่อบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงาน ทั้งด้านการสื่อสาร การช่วยเหลือ และการอพยพ พร้อมระดมยานพาหนะและอุปกรณ์จากทั่วประเทศ
- แนะให้จัดทีมอพยพโดยมีคนในพื้นที่หรืออาสาสมัครร่วมด้วยเพื่อให้เข้าถึงประชาชนได้ทุกกลุ่ม และวางแผนร่วมกับจังหวัดข้างเคียงเพื่อเตรียมศูนย์พักพิงรองรับผู้อพยพ
- เสนอให้ประสานงานกับรัฐบาลมาเลเซียเพื่อช่วยเหลือนักท่องเที่ยวของตนที่ติดค้างในพื้นที่หาดใหญ่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการช่วยเหลือคนไทยด้วย
เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) นำเสนอความเห็นถึงรัฐบาลในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย "น้ำท่วมหาดใหญ่" โดยระบุว่า ขอส่งความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยและเจ้าหน้าที่หน้างานทุกคนที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ (รวมถึงพื้นที่หาดใหญ่ ที่ล่าสุดได้มีการประกาศให้ทุกคนอพยพออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุดเนื่องจากสถานการณ์ที่คาดว่าจะหนักขึ้น)
นายพริษฐ์ ระบุว่า ขอเป็นอีก 1 เสียงในการเรียกร้องและเสนอแนะให้รัฐบาลทำงานเชิงรุกดังต่อไปนี้ เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบที่สุด
1. บริหารจัดการให้ทุกหน่วยงานทำงานอย่างบูรณาการกันได้จริง ผ่านกลไกของศูนย์บัญชาการกลาง (ซึ่งเข้าใจว่ารัฐบาลเพิ่งมีคำสั่งตั้งไปวันนี้) เช่น
1.1. บูรณาการเรื่องการสื่อสารประชาสัมพันธ์ รวมถึงจุดอพยพและเส้นทางอพยพที่ปลอดภัยสำหรับแต่ละพื้นที่ให้ประชาชนทราบโดยด่วน เพื่อให้สามารถอพยพได้อย่างทันท่วงทีและปลอดภัย โดยคำนึงถึงกรณีที่ประชาชนขาดเครื่องมือติดต่อด้วย (เช่น แบตโทรศัพท์หมด)
1.2. บูรณาการเรื่องระบบการแจ้งขอรับความช่วยเหลือและการกระจายข้าวของ ให้เป็น “ระบบเดียวกัน” เพื่อป้องกันการตกหล่น และความซ้ำซ้อนในการช่วยเหลือของแต่ละหน่วยงาน เนื่องจากประชาชนผู้ประสบภัยอาจติดต่อไปหลายช่องทาง
1.3. บูรณาการเรื่องการรายงานข้อมูลและแนวโน้มสถานการณ์น้ำในแต่ละลำน้ำที่แม่นยำ-ต่อเนื่อง เพื่อให้หน่วยงาน ท้องถิ่น และประชาชนรับทราบสถานการณ์จริง และวางแผนรับมือสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม
2. ระดมพาหนะและอุปกรณ์จากภาครัฐและภาคส่วนต่างๆทั่วประเทศโดยด่วน เพื่อสนับสนุนการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง
แม้มีคำสั่งให้อพยพแล้ว แต่ประชาชนหลายคนไม่อยู่ในจุดที่สามารถอพยพเองได้ (เช่น สถานการณ์น้ำที่สูง / การมีเด็กเล็ก-คนพิการ-ผู้สูงอายุ ที่ติดอยู่ในบ้าน / ขาดสัญญาณโทรศัพท์และเครื่องมือในการติดต่อขอความช่วยเหลือ-เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร)
รัฐจำเป็นต้องระดมเรือทั้งหมดที่มีเพื่อมาสนับสนุนภารกิจดังกล่าว รวมถึงออกแบบการทำงานให้มีแผนการอพยพรายชุมชน เพื่อให้สามารถติดตามสถานะการอพยพได้อย่างเป็นระบบ
3. บริหารจัดการบุคลากรในทีมอพยพ ให้มีตัวแทนท้องถิ่นหรืออาสาสมัครที่มีความคุ้นเคยกับพื้นที่กระจายตัวไปอยู่ในทุกทีม เพื่อให้เข้าถึงประชาชนทุกซอกทุกมุม
ปัญหาหนึ่งที่ถูกสะท้อนมาจากในพื้นที่ คือหลายครั้งที่ทีมอพยพเข้าช่วยเหลือประชาชนตามคำขอที่ส่งเข้ามา หากทีมอพยพดังกล่าวไม่ประกอบไปด้วยคนในพื้นที่ อาจใช้เวลานานกว่าในการหาพิกัดที่เกี่ยวข้อง หรือขาดข้อมูลว่าในพื้นที่ดังกล่าวมีประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่อาจติดอยู่ในบ้านเรือนส่วนไหนบ้าง
แน่นอนว่าการมีฐานข้อมูลที่แม่นยำจะเป็นประโยชน์ที่สุด แต่หากยังข้อมูลดังกล่าวยังตกหล่น การมีคนที่คุ้นเคยกับพื้นที่จะเป็นประโยชน์ต่อการช่วยเหลือ-อพยพ
4. วางแผนร่วมกับพื้นที่ข้างเคียงในการเตรียมความพร้อมต่อการรองรับและสนับสนุนผู้อพยพ เช่น การกำหนดและบริหารจัดการศูนย์พักพิงในจังหวัดรอบข้าง ให้สอดรับกับปริมาณผู้อพยพและความเสี่ยงเรื่องแนวโน้มสถานการณ์น้ำในพื้นที่ต่างๆ (เช่น การเตรียมการอาคารของรัฐที่เหมาะสม การประสานกับภาคเอกชนเพื่อขอใช้อาคารสูง) การจัดและสนับสนุนช่องทางการเดินทางหรือรถรับส่งระหว่างพื้นที่
5. ประสานกับรัฐบาลมาเลเซีย เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลมาเลเซียระดมทรัพยากรมาช่วยเหลือนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่ติดอยู่ในพื้นที่หาดใหญ่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการช่วยเหลือผู้ประสบภัยคนไทยในพื้นที่ด้วยเช่นกัน
"ผมขอเป็นกำลังใจให้ประชาชน เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครหน้างานทุกคน และขอให้รัฐบาลทำงานอย่างเป็นระบบและด้วยความรวดเร็วที่สุด เนื่องจากทุกนาทีมีความหมายมากเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ประสบภัยในพื้นที่" นายพริษฐ์ ระบุ





